๒
คุณหนูไป๋ผู้แปลกประหลาด
“ดูท่าคุณหนูไป๋จะชอบเ้าอยู่มาก ไม่ว่าจะไปงานเลี้ยงที่ใดนางมักจะโปรยสายตามาให้เ้าตลอด” มู่เฉินที่อยู่ด้านข้างยกมือป้องปากกระซิบกระซาบแหย่สหาย
“เงียบเสีย เ้าก็รู้ว่าข้ากลัวนางมากเพียงใด” ข้ากล่าวตอบกลับทันที จนลืมไปว่าคุณหนูไป๋ยังยืนอยู่ด้วย
ช่างเสียปะไร! นางจะได้รู้ตัวเสียบ้าง ว่าตัวข้านั้นรังเกียจนางมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็การแต่งการด้วยอาภรณ์สีเหลืองสีส้มสด เครื่องประดับที่ดูไม่เข้ากัน แม้กระทั่งการทาหน้ายังกับละครงิ้ว ยิ่งน้ำเสียงหวานเลี่ยนหูนั่นทั้งหมดเหล่านี้คืออันใดกัน ยิ่งฟังยิ่งชวนกระอักกระอ่วนใจอย่างบอกไม่ถูก
เป็ไปตามที่เยี่ยเปาคิดไว้ไม่มีผิด ไป๋มี่อิงยืนอยู่ด้านหน้าได้ยินเสียงดังฟังชัดสองหู นางหาได้สะทกสะท้านในคำกล่าวของเยี่ยเปาไม่
นางหลับตาลงครู่หนึ่งสูดอากาศเข้าช้าๆ ครุ่นคิดอยู่ในหัวว่าเหตุใดเยี่ยเปาต้องกลัวนางด้วย !?
บิดาของนางเคยเล่าว่า กว่าจะเกี้ยวมารดาของนางแต่งเข้ามาเป็ฮูหยินได้นั้นต้องตามตื๊ออยู่นานเกือบหกปี ทั้งโดนด่าทอ ทั้งโดนสาปแช่ง สารพัดสารเพ มีหรือว่านางจะยอมแพ้ง่ายๆ ฮึ บุรุษผู้นี้นางจะต้องแต่งเข้าตระกูลไป๋ของนาง
“คุณชายเยี่ยเ้าคะ ถุงหอมที่ข้าปักเองกับมือ” ไป๋มี่อิงกล่าวจบ ล้วงหยิบถุงหอมในแขนเสื้อยื่นไปให้
“คุณหนูไป๋ตัวข้ามีถุงหอมที่เรือนเยอะแยะจนใช้ไม่หมดแล้ว” ข้ากล่าวตอบนางเสียงเรียบ
“ข้ายังมีผ้าเช็ดหน้าปักลายเป็ดมาด้วยเ้าค่ะ หากว่าท่านไม่้าถุงหอม ก็รับผ้าเช็ดหน้านี้ไปแทน” ไป๋มี่อิงกล่าวจบก็ล้วงผ้าเช็ดหน้าสีขาวยื่นมาตรงหน้าต่ออีก
ดูท่าแล้วเยี่ยเปาคงไม่ยอมรับสิ่งของจากนางเช่นเดิม นางจึงคิดเสียว่าให้สักร้อยครา ก็ต้องมีสักคราที่เขาจะรับของจากนาง
ยามนี้ทุกสายตาในงานเลี้ยงจับจ้องมาที่ข้ากับคุณหนูไป๋ ยามปกติการแต่งกายของนางก็ดึงดูดสายตาผู้คนให้จับจ้องมองมาที่นางอยู่แล้ว
แต่ทว่าสายตาพวกนั้นหาใช่สายที่มองมาอย่างชื่นชมไม่ มันเป็สายดูิ่ ดูแคลนเสียมากกว่า
ข้าจึงกล่าวเตือนเสียงเรียบนิ่งดั่งเดิม แต่กดต่ำลงมาเล็กน้อย “คุณหนูไป๋ ตัวท่านเป็สตรีไม่ควรเข้าหาบุรุษก่อน”
เท่าที่จำได้ ข้าได้กล่าวประโยคเช่นนี้กับนางมาแล้วยี่สิบครั้ง ไม่ว่าจะดึงหน้า หรือใช้หางตามองนางอย่างรำคาญใจ นางก็หารู้ตัวไม่ และยังคงกระทำเช่นเดิมทุกครั้งที่พบหน้าค่าตากันในงานเลี้ยง
ไป๋มี่อิงได้ยินเช่นนั้น หาได้สะทกสะท้านในคำกล่าวของเขาเหมือนเดิม
นางยังคงยิ้มหวานมองเขาอย่างรักใคร่ ทุกคนในงานเลี้ยงต่างจ้องมองมาที่พวกเขาทั้งสอง มีหรือว่านางจะสนใจว่าผู้อื่นจะมองนางเช่นไร
พลันก็มีสตรีนางหนึ่งกล่าวกระซิบ กับสตรีด้านข้างขึ้นว่า
“โชคร้ายยิ่งนัก…คุณชายเยี่ยดูท่าทางจะอึดอัดใจไม่น้อยที่คุณหนูไป๋ตามรังควานเขา”
“จะว่าไปนางไม่รู้สึกตัวบ้างรึ” สตรีด้านข้างเอียงคอเข้าไปกระซิบเช่นกัน
ไป๋มี่อิงสตรีผู้ที่หาได้สนใจเสียงนินทา ก็พึ่งนึกขึ้นมาได้ว่า นางได้นำหยกหายากติดตัวมาด้วย ตั้งใจว่าจะนำมาให้สหายของตนเองในงานเลี้ยงที่เลื่อนยศครานี้
เช่นนั้นเอาไว้ค่อยมอบให้สหายนางทีหลังละกัน เพราะอย่างไรเป็สหายกัน จะพบปะกันยามใด ที่ไหนก็ได้ แต่บุรุษอย่างเยี่ยเปายากจะหาตัวพบได้โดยง่าย
“คุณชายเยี่ยข้ายังมีจี้หยกงานชั้นดีจากแคว้นเจี่ยด้วยเ้าค่ะ” ไป๋มี่อิงกล่าว พลางก้มหยิบจี้หยกตรงสายคาดเอวออกมา
“คุณหนูไป๋…หยุดเสียทีเถิด” ข้ากล่าวเสียงกดต่ำกว่าเดิม สบดวงตานางเชิงขอร้อง
ยามนี้สายตาทุกคนมองมาตรงข้าชวนให้อึดอัดใจ อีกทั้งยังมีเสียงซุบซิบนินทาของแขกในงานเลี้ยงที่กล่าวถึงข้า กับนางอย่างสนุกปาก
เหอะ! นางตาบอดหูหนวกหรืออย่างไรกัน ถึงมองไม่เห็น และไม่ได้ยิน หรือนางเป็สตรีฟั่นเฟือง ถึงไม่รู้มารยาทสิ่งที่อิสตรีควรมีต่อหน้าบุรุษ
เหตุการณ์สนทนาของพวกเขาเป็จุดสนใจในงานเลี้ยง จนเ้าภาพอย่างจิ้นฝานบุตรชายคนโตของท่านเสนาบดีกรมพระคลังเริ่มทนดูไม่ได้
ไฉนสหายของเขาถึงตามตื๊อเยี่ยเปาเช่นนี้ เขาเคยกล่าวปรามกับไป๋มี่อิงไปตั้งหลายครา นางยังคงดื้อดึง มุทะลุมักจะกระทำอันใดเกินการคาดเดาอยู่เสมอ
และไม่รู้ว่าการแต่งกายพิลึกพิลั่นนั่น ทำให้นางสนุกเช่นไรกันถึงแต่งกายออกมาเช่นนั้นได้
ในยามปกติดวงหน้านางก็งามมากอยู่แล้ว ไม่ต้องทาหรือแต่งแต้มสิ่งที่ใดลงไปเลยเลยก็ได้ นางมีปากอวบอิ่มสีแดง พวงแก้มชมพูราวกับผลท้อ ขนตายาวราวกับขนนก
จิ้นฝานที่มองสหายตนเองโดนบุรุษดูแคลนอยู่นั้น จึงตัดสินใจไปยุติการสนทนาของพวกเขาทันที