ยุทธจักรเทพยุทธ์ (แปลจบแล้ว)

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 74 การปะทะที่น่ากลัว

      “ไอ้สารเลว!”

      เฉาฉี่ไท่โมโหเดือดดาลจนในที่สุดก็บันดาลโทสะออกมาพลังในตัวของเขาระเบิดพลุ่งพล่านออกมารอบๆ ในทันทีพลังปราณแสงสีขาวท่วมท้นออกมาห่อหุ้มร่างทำให้ทั้งร่างของเขาดูเปล่งประกายอย่างสง่างาม

      “โครม!”

          พลังปราณที่ดุดันร้ายกาจแผ่ออกมาจากร่างของเฉาฉี่ไท่สร้างแรงกดดันให้ผู้ชมที่อยู่รอบวงสนามทำให้รู้สึกหายใจติดขัด

      “ฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์เฉาฉี่ไท่เป็นผู้ฝึกฌานที่บรรลุขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์แล้ว!”

      ยอดฝีมือจากแต่ละบ้านสกุลใหญ่สัมผัสได้ถึงพลังที่แผ่ซ่านออกมาจากเฉาฉี่ไท่ก็ตะลึงตกใจกันนี่เป็นระดับพลังปราณของขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์ นึกไม่ถึงว่าเฉาฉี่ไท่จะแข็งแกร่งถึงระดับนี้แล้ว

      “ไหนให้ข้าดูพลังของเจ้าซิดูหน่อยว่าเจ้าจะเก่งอย่างปากพูดหรือเปล่า”

      เฉาฉี่ไท่จ้องหน้าตู้เซ่าฝู่สายตาดูเย็นยะเยือก เมื่อพูดจบเพียงวินาทีเดียว ร่างของเขาก็พุ่งฉิวเข้าไปหาตู้เซ่าฝู่รวดเร็วราวกับลูกศรที่ถูกยิงออกจากคันธนู

      “ข้าบอกว่าเจ้าแต่งเข้าบ้านสกุลฝ่ายหญิงเจ้าก็ไม่เห็นต้องโมโหเลย”

      ตู้เซ่าฝู่เองก็เริ่มขยับตัวตั้งแต่ร่างของเฉาฉี่ไท่เริ่มขยับรอบกายมีแสงสีทองพุ่งออกมาห่อหุ้มร่างของเขาไว้ พร้อมกับกระโจนเข้าไปหาเฉาฉี่ไท่ในวิธีเดียวกับอีกฝ่าย

      เมื่อสองคนเริ่มลงมือบรรยากาศของทั้งลานกว้างก็เริ่มตึงเครียด พลังของสองคนระเบิดฟุ้งไปทั่วสนามประลอง!

          “ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งฌานของเซ่าฝู่อยู่ที่ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่ง!”

      ขณะนั้นเอง ในที่สุดตู้เจิ้นอู่และคนอื่นๆก็มองดูระดับฌานของตู้เซ่าฝู่ออกจากการได้เห็นพลังปราณที่พุ่งออกมากับตา ฌานของตู้เซ่าฝู่อยู่ที่ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่ง

          ในระยะเวลาอันสั้นเงาของชายหนุ่มสองคนพุ่งชนกันราวกับคลื่นยักษ์สองคลื่นซัดมาชนกัน หากมองจากที่ไกลๆจะเห็นเป็นก้อนแสงจ้าสองก้อนกระโจมใส่กันอย่างแรง

      “โครม!”

      ขณะที่คลื่นพลังสองลูกปะทะกันก็เสียงดังสนั่นราวกับฟ้าผ่าก้อนพลังปราณที่ห่อหุ้มร่างทั้งสองคนแผ่ขยายวงรัศมีออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ จนแสงจ้าปกคลุมไปทั้งสนามประลอง

          หลังจากที่ทั้งสองคนปะทะกันตรงๆ ตู้เซ่าฝู่ที่ห่อหุ้มด้วยรัศมีแสงสีทองก็ถอยหลังโซเซไปหนึ่งก้าวบริเวณพื้นที่เหยียบเกิดเป็นรอยร้าวสามเส้น

      “ตึงๆ!”

      ส่วนเฉาฉี่ไท่ที่ปกคลุมด้วยรัศมีพลังปราณแสงสีขาวถอยหลังโซเซไปราวๆสิบก้าวจึงจะทรงตัวนิ่งได้ ทุกก้าวที่เหยียบ พื้นหินก็แตกละเอียดเป็นรอยเท้า

      เฉาฉี่ไท่เงยหน้าขึ้นมามองคู่ต่อสู้แววตาแสงความประหลาดใจออกมา เขาคิดไม่ถึงว่าตนที่มีระดับฌานเหนือกว่าตู้เซ่าฝู่ขั้นหนึ่งและได้รับถ่ายทอดวิชากายที่สุดยอดจากอาจารย์มาแล้ว กลับมีพลังต่อสู้ที่ด้อยกว่าตู้เซ่าฝู่ได้

      “เหตุใดจึงแข็งแกร่งขนาดนี้!”

      เมื่อสักครู่นี้เฉาฉี่ไท่รู้สึกเหมือนอสูรร้ายกาจตนหนึ่งวิ่งกระแทกใส่ตนเขาสัมผัสได้ว่าร่างของตู้เซ่าฝู่มีความแข็งแกร่งกว่าคนปกติจริงๆ

      “นี่คือพลังที่แท้จริงของสองคนนี้เองหรือต่างแข็งแกร่งมากจริงๆ” เจ้าบ้านแห่งบ้านสกุลไป๋ไป๋ซวี่หรูอุทานพูดกับตัวเองออกมาเบาๆ

      “ดูเหมือนว่าตู้เซ่าฝู่จะเหนือกว่าหน่อยนะตู้เซ่าฝู่ที่เป็นผู้ฝึกฌานขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งที่ขั้นต่ำกว่ากับอีกฝ่ายที่มีพลังอยู่ขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์เมื่อเปรียบกันด้วยพละกำลังตู้เซ่าฝู่ยังเหนือกว่าได้ร่างของเขาแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อเลยจริงๆ” เยี่ยเป่าหลินตะลึงกับภาพที่เห็น

      “ฟึบๆ……”

      การปะทะหยุดเพียงแป๊บเดียวระหว่างที่ผู้ชมยังคงตกใจอยู่ เฉาฉี่ไท่ก็เริ่มโจมตีใส่คู่ต่อสู้อีกครั้ง

      ครั้งนี้เฉาฉี่ไท่ไม่ได้ใช้วิธีพุ่งกระแทกไปตรงๆแต่ใช้ความเร็วและความพลิ้วไหวพุ่งเข้าไปปรากฏอยู่ด้านหน้าตู้เซ่าฝู่อย่างรวดเร็วราวกับวิญญาณล่องหนได้ในมือของเขารวบรวมพลังไว้อยู่ จากนั้นก็มีลำแสงพุ่งแวบออกจากดัชนีตรงไปที่บริเวณลำคอของตู้เซ่าฝู่มันทั้งเร็ว แม่นยำ และรุนแรง เป็นกระบวนท่าที่แข็งแกร่งเพียบพร้อมที่สุดท่าหนึ่ง

      เพียงแต่เฉาฉี่ไท่คาดคะเนความเร็วของตู้เซ่าฝู่ต่ำเกินไปเมื่อพลังดัชนีกำลังพุ่งเกือบมาถึง ตู้เซ่าฝู่ก็เบนร่างหลบไว้แล้ว

      “ฟิ่ว!”

      เมื่อเงาของตู้เซ่าฝู่ปรากฏอีกครั้งเขาก็ออกมาพร้อมพลังหมัดที่รวบรวมพลังเตรียมไว้แล้วเขาหวดแขนส่งพลังตรงไปที่พลังดัชนีของเฉาฉี่ไท่ในทันใดเกิดเสียงลมกระโชกแรงจากคลื่นพลังที่แหวกผ่านชั้นอากาศ

      “ปึง!”

      พลังของทั้งสองคนปะทะกันอีกครั้งเกิดเป็นวงรัศมีคลื่นพลังแผ่ขยายพัดกระจายไปทั่วสนามประลองอีกครั้ง

      “ซูมๆ……”

      แล้วเงาของทั้งสองก็กระโจนเข้าปะทะกันนัวเนียเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเห็นเป็นแสงระยิบระยับที่เกิดจากสองพลังปราณพุ่งหากันและถอยออกจากกันอยู่หลายครั้งเมื่อสองแสงสัมผัส ก็กระเด็นออก ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ เร่งความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

      ผู้ชมรอบลานกว้างจ้องมองการต่อสู้ที่ดุเดือดอย่างตื่นเต้นต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจและลุ้นระทึกออกมา พวกเขาเห็นเป็นเพียงเงาแวบไปแวบมาด้วยสายตาของคนทั่วไปหรือผู้ชมส่วนใหญ่แล้วต่างเห็นเป็นเพียงก้อนแสงสองสีสีทองกับสีขาวกะพริบ พุ่งไปพุ่งมารัวๆจับภาพกันไม่ทัน

      ด้วยความเร็วในการเคลื่อนไหวของผู้เข้าประลองทั้งสองคนที่เพิ่มขึ้นทุกคนที่จ้องมองกลางสนามอย่างตั้งใจก็ยังตาพร่ามัวเห็นเป็นเพียงเงาคนสองคนหายตัวไปมา

      สนามประลองเริ่มเงียบสงัดไร้เสียงคนพูดใดๆมีเพียงเสียงปะทะชนกันของเงาสองคนนี้

      “ปึง!”

          หลังจากที่ปะทะกันแบบนี้สักครู่ จู่ๆ เฉาฉี่ไท่ก็ยิ้มแสยะออกมาเขากวาดฝ่ามือไปมารวบรวมพลังไปที่ฝ่ามือ ส่งพลังปราณไปห่อหุ้มที่มืออย่างแน่นหนาเพื่อเตรียมที่จะปล่อยกระบวนท่าพิเศษออกไป

      “ฝ่ามือผนึกเจาะบุปผา!”

      เฉาฉี่ไท่เรียกชื่อวิชาออกมาเบาๆจากนั้นฝ่ามือที่ดูราวกับจะแกว่งไปแกว่งมาก็ยืดยาวและถาโถมออกไปทำท่าเหมือนจะคลุมทั้งร่างของตู้เซ่าฝู่เพื่อผนึกและขังเขาเอาไว้พลังปราณแผ่ซ่านออกมาอย่างน่ากลัว และมีอานุภาพที่ร้ายกาจมาก

      “วิทยายุทธที่แข็งแกร่งมากน่าจะเป็นเบิกนภาขั้นสมบูรณ์จุดสูงสุดแล้วจนเกือบถึงวิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะแล้วล่ะมั้ง”

      “พลังปราณที่ออกมาจากตัวเฉาฉี่ไท่ก็แข็งแกร่งมากๆน่าจะเป็นขั้นเบิกนภาในระดับขั้นสมบูรณ์จุดสูงสุดแล้ว”

      “สมกับเป็นบุตรชายของผู้ปกครองจังหวัดหลิวอวิ๋นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”

      หลังจากที่เฉาฉี่ไท่ปล่อยวิชาพลังฝ่ามือนี้ออกมายอดฝีมือหลายคนต่างลุ้นระลึกเริ่มเป็นห่วงสถานการณ์ตู้เซ่าฝู่ต่อจากนี้ทั้งสองปะทะกระบวนท่าไปไม่ต่ำกว่ายี่สิบท่าแล้ว ขณะนี้เฉาฉี่ไท่แสดงออกชัดเจนว่ากำลังดึงพลังเต็มที่เพื่อจัดการตู้เซ่าฝู่แล้ว

      ตู้เซ่าฝู่รู้สึกได้ว่ากระบวนวิชาฝ่ามือนั้นมีพลังที่ไม่ธรรมดาเขาเองก็เริ่มรวบรวมพลังฝ่ามือ พลังปราณไหลเวียนผ่านเส้นชีพจรลมปราณอย่างรวดเร็วพลังปราณอันท่วมท้นในร่างจำนวนมากถูกขับไปรวบรวมอยู่ที่กำปั้น

      ขณะนั้นเอง บนตัวของตู้เซ่าฝู่เองก็แผ่พลังปราณอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเกิดเป็นคลื่นพลังหมุนวนอยู่รอบตัวเขาอย่างรวดเร็ว

          บริเวณสนามประลองเกิดพลังฟ้าดินปริมาณมากแผ่ออกมาพลังนั้นไหลออกมาห้อมล้อมร่างของตู้เซ่าฝู่ บริเวณรอบๆมีไอพลังราวกับผิวน้ำเดือดพุ่งกระจายออกมาทั่วในร่างของเขามีอักษรยันต์ท่วมท้นออกมาพร้อมกันพลังปราณอานุภาพรุนแรงระเบิดออกมาพุ่งเสียดฟ้า

      “เหมือนว่ากำลังกระตุ้นชีพจรลมปราณอยู่นะนี่มันวิทยายุทธขั้นพลิ้วเหาะนี่”

      “ราวกับว่าจะเป็นวิชาหมัดคลื่นซัดสะท้านของบ้านสกุลตู้นี่มันไม่ใช่วิทยายุทธขั้นเบิกนภาในระดับขั้นถึงฟากฝั่งหรอกหรือเหตุใดจึงแข็งแกร่งได้เพียงนี้!”

      ทุกคนจับจ้องการปล่อยพลังของตู้เซ่าฝู่พลังปราณที่น่าสะพรึงกลัวเช่นนี้ สร้างความตื่นเต้นประหลาดใจให้กับผู้ชมอย่างมาก

      “หมัดคลื่นซัดสะท้านทำไมจึงแข็งแกร่งได้เพียงนี้ราวกับว่าไม่เหมือนกับของวิชาท่าที่คนในบ้านสกุลใช้สักเท่าไร”

      ตู้เจิ้นอู่ ตู้จื้อสยงและตู้ยอดฝีมือในบ้านสกุลแต่ละคนเมื่อเห็นตู้เซ่าฝู่ใช้หมัดคลื่นซัดสะท้านต่างก็ตกใจกันไม่น้อย การเคลื่อนไหวนี้คือวิชาหมัดคลื่นซัดสะท้านของบ้านสกุลตู้ชัดๆเหตุใดอานุภาพของมันจึงดูร้ายกาจกว่าที่คนอื่นๆ ในบ้านสกุลใช้เยอะเลยล่ะ

      “หมัดคลื่นซัดสะท้าน!”

      เมื่อพลังฝ่ามือของศัตรูกำลังประชิดตัวมาถึงในมือของตู้เซ่าฝู่ก็รวบรวมวิชาหมัดคลื่นซัดสะท้านได้สำเร็จพอดี

      พลังฝ่ามือและพลังหมัดถูกปล่อยออกมามือของผู้เข้าประลองทั้งสองชนกันอย่างแรงจนเกิดเป็นเสียงดังโครมครามราวกับมีฟ้าผ่าลงมาตรงนี้คลื่นพลังซัดแผ่เกิดเป็นลมกระโชกอย่างแรงส่งออกไปเป็นวงรอบๆ หลายคลื่นไม่หยุด

      “โครมๆ ๆ!”

          พื้นทั้งลานกว้างเขย่าสนั่นหวั่นไหวราวกับเกิดแผ่นดินไหวรุนแรงพร้อมกับมีคลื่นลมซัดออกไปทั่วสารทิศแผ่นหินที่แต่เดิมติดไว้ปกคลุมลานกว้างจำนวนมากถูกเขย่าจะหลุดออกเป็นชิ้นๆและปลิวว่อนไปทั่ว มีเศษหินที่แตกและฝุ่นทรายมากมายคลุ้งว่อนตลบอบอวล

      ร่างของทั้งสองคนต่างก็เซถอยหลังไปพร้อมกับลมแรงที่พัดเศษหินเศษทราย

      “ตึงๆ!”

      ตู้เซ่าฝู่กระเด็นถอยหลังไปหกก้าวด้วยแรงปะทะที่รุนแรง รอยบาทาที่เหยียบพื้นของเขาแน่นจนเกิดเป็นรอยเท้าหกก้าวเมื่อเขาทรงตัวหยุดนิ่งได้ ก็พบว่าสีหน้าของเขาเริ่มซีดจางเล็กน้อย

      เฉาฉี่ไท่กระเด็นถอยหลังไปสิบสามก้าวทุกก้าวที่เหยียบพื้นทำให้แผ่นหินแตกละเอียด และเมื่อเขาทรงตัวนิ่งได้ ก็จ้องมองตู้เซ่าฝู่ตาเขม็ง

      “ฟู่ด!”

      ทันใดนั้นเอง เฉาฉี่ไท่ก็พ่นโลหิตออกมาจากปากเป็นละอองแววตาของเขาเต็มไปด้วยความสับสนและประหลาดใจเขาไม่อยากจะเชื่อว่าตนไม่สามารถเอาชนะคนที่ระดับขั้นฌานต่ำกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด