EP2 : หาทางกลับขึ้นไป
"มัน... มันไม่น่าจะเป็ไปได้เลยนะครับพี่เมฆ ที่เราจะตกมาอยู่ใต้ดินถึงสี่กิโลเมตรจากพื้นดินแบบนี้? "
ผมพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็ปกติ แต่ก็ไม่สามารถหยุดอาการพร่าสั่นเล็กน้อยไว้ได้ เพราะลึกๆ ในใจของผมค่อนข้างจะกลัวการที่ต้องมาอยู่ในใต้ดินลึกๆ ราวกับถูกฝังทั้งเป็แบบนี้
"แต่มันก็เป็ไปแล้ว" พี่เมฆลงนั่งและเอนหลังพิงโขดหิน
"ภายใต้ทางเดินของเส้นทางภายในถ้ำข้างบนนี้มันมีร่องมีปล่องอยู่จำนวนไม่น้อย บางร่องหรือบางปล่องนั้นก็ชอนใชทะลุไปถึงบ่อลาวาที่อยู่ต่ำลงไปอีก และนั่นล่ะ ที่เป็ที่มาของไอกำมะถันที่ลอยขึ้นมาให้เราได้เห็นเมื่อก่อนหน้านี้อย่างไรล่ะ ส่วนปล่องที่เราตกลงมานี้ไม่น่าจะยาวทะลุไปถึงจุดที่เป็ลาวาเพราะพี่เองก็ยังไม่พบว่าจะมีไอกำมะถันลอยฟุ้งขึ้นมาจากตรงไหน แถมยังพอมีออกซิเจนให้เราได้ใช้หายใจในที่นี้ได้อีกด้วย แม้มันจะค่อนข้างเบาบางอยู่บ้างก็ตามเถอะ"
"มีออกซิเจน...?! " ผมเองกลับไม่ได้ตั้งข้อสังเกตุในเื่นี้ในตอนแรก "หมายความว่า... เรายังพอที่จะหาทางออกหรือหาทางขึ้นไปจากที่นี่ได้ใช่ไหมครับพี่เมฆ คือเรายังไม่ถูกฝังหรือถูกขังกันอยู่ในนี้ใช่ไหมครับ? "
"ถูกแล้วท่านกิตติ..." ทหารหนุ่มของท่านจ้าวกลับตอบคำถามนี้แทน "และขณะนี้ข้าก็ได้ััถึงทิศทางแห่งสายลมอากาศหรือออกซิเจนในภาษาของพวกท่านว่าได้โชยพัดมาจากทางทิศใดกันแน่แล้ว"
"อะไรนะ...?! " เสียงของผมดังขึ้นอีกเล็กน้อยอย่างตะลึงกับสิ่งที่เขาเพิ่งบอก
"น้องกิตติฟังไม่ผิดหรอก" พี่เมฆพูดยิ้มๆ "ทหารหาญของท่านจ้าวแต่ล่ะคนล้วนต้องมีทักษะพิเศษในการแยกแยะสิ่งต่างๆ ในดินแดนแห่งนี้ได้มากกว่าคนปกติอย่างเราๆ ที่มาจากโลกอันแตกต่าง ที่คอยแต่จะพึ่งพาเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยโดยที่หลงลืมไปว่าประสาทััแบบเดิมๆ ของเรานั้นสามารถจะทำอะไรได้บ้าง ท่านทหารหาญของท่านจ้าวผู้นี้ได้ััถึงทิศทางการไหลเวียนของอากาศในที่นี้ได้จริงๆ และนี่จะเป็หนทาง ที่จะทำให้พวกเรารอดตายไปจากที่นี่ได้อย่างแน่นอน"
คำพูดที่ราวกับจะเป็หลักประกันให้มั่นใจว่า พวกเราจะต้องรอดออกไปจากที่นี่ได้ด้วยความสามารถของทหารหนุ่มผู้นี้ได้อย่างแน่ๆ ทำให้เราต้องละทิ้งโถงถ้ำที่มีน้ำขังอยู่ครึ่งค่อนนี้ไปในเวลาต่อมาและเดินทางตัดเข้าไปในช่องอุโมงค์ธรรมชาติในใต้ดินลึกแห่งนี้ด้วยความกระตือรือร้นโดยการนำทางของทหารหนุ่มของท่านจ้าวจนแทบลืมความเหนื่อยอ่อนเมื่อก่อนหน้านี้ไปเสียสิ้น
อุโมงค์ที่เดี๋ยวก็ราบขนานไปกับพื้นหรือเดี๋ยวก็ไต่ระดับขึ้นไปบนเนินสูงจนเกือบชันเก้าสิบองศา พวกเราทั้งสามก็สามารถพาร่างกายของพวกเราติดตามร่างของทหารหนุ่มของท่านจ้าวที่นำทางไปอย่างไม่ลดละ แม้บาง่ของอุโมงค์จะแคบแสนแคบจนร่างกายของพวกเราบางคนแทบจะแทรกคลานเข้าไปไม่ได้ (โดยเฉพาะร่างกายของผมที่ดันสูงใหญ่กว่าคนอื่นเขาอยู่่หนึ่ง) แต่ในที่สุดพวกเราทั้งหมดก็สามารถที่จะพาร่างตัวเองออกไปได้ จนกระทั่งก็ได้หลุดออกไปยังพื้นที่โล่งๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้เป็อุโมงค์อันคับแคบอีกต่อไป
"ที่นี่... ดูเหมือนจะเป็ถ้ำอีกแห่งหนึ่ง? " ผมแหงนคอขึ้นมองไปยังเบื้องบนที่ยังคงเห็นแต่ความสลัวเลือนลางของบรรยากาศแต่กลับไม่มีเพดานหินหรือเพดานถ้ำมาคอยค้ำหัวเหมือนในอุโมงค์ที่พวกเราเพิ่งจะผ่านออกมาแต่อย่างใด
ทหารหนุ่มของท่านจ้าวหันมายิ้มให้กับผมทันที
"ที่นี่ก็คือถ้ำอีกแห่งหนึ่งที่อยู่สูงขึ้นมาจากถ้ำที่เราตกไปข้างล่างอยู่ประมาณสองกิโลเมตร ท่านกิตติ"
"หา...?! " ผมอดจะอุทานไม่ได้ "นี่... นี่หมายความว่า พวกเราได้มุดๆ ปีนๆ อยู่ในอุโมงค์แคบๆ นั่นจนขึ้นมาอยู่ได้ครึ่งทางจากถ้ำที่เราตกลงไปแล้วรึ? "
"ใช่แล้วน้องกิตติ" พี่เมฆรับคำขณะที่แหงนมองขึ้นไปข้างบนและก็กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ
"อืม... ถ้ำนี้ไม่ได้กว้างอะไรนัก มันเหมือนบ่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณหกเจ็ดเมตร แถมเป็บ่อที่คดไปคดมาอยู่พอสมควรนะ"
กว่าที่สายตาของผมจะปรับให้มองเห็นได้เหมือนอย่างที่พี่เมฆว่าก็อีกครู่หนึ่ง
"ใช่ๆ ถ้ำหรือบ่อนี้ดูจะคดไปคดมาอย่างที่พี่เมฆว่าจริงๆ ด้วย เอ... พี่เมฆครับ ตรงเพดานข้างบนที่มองไม่ค่อยเห็นนั้นน่าจะอยู่สูงจากตรงนี้ประมาณเท่าไรครับ? "
พี่เมฆแหงนหน้าเอามือกุมคาง "อืม... สูงอยู่ไม่น้อยนะ พี่ว่าก็น่าจะเกือบๆ สองพันเมตรนั่นล่ะ"
"อะไรนะครับ?! " คำว่าสองพันเมตรของพี่เมฆนั่นทำให้ผมแทบช็อคไปทันที "ส... สองพันเมตรนั่น มันก็เท่ากับสองกิโลเมตรนะครับพี่เมฆ?! "
สองกิโลเมตรมันก็เท่ากับว่า เลยระดับเพดานถ้ำนี้ขึ้นไป มันก็คือระดับเดียวกับทางเดินในถ้ำก่อนที่เราที่จะโดนมวลน้ำกระแทกไหลตกลงไปถึงข้างล่างน่ะสิ!
ผมรีบหันไปทางทหารหนุ่มของท่านจ้าวอย่างปากค้าง
"ท่านเมฆาคำนวณได้ไกล้เคียงแล้ว" เขาพูดยิ้มๆ "ข้าอยากจะบอกว่า นี่มันช่างบังเอิญเหลือเกิน ที่ข้าได้บังเอิญพาพวกท่านลัดเลาะมาจนถึงตรงจุดนี้ เราไม่จำเป็ที่จะต้องไปมุดไปคลานหรือไปปีนอยู่ในร่องอุโมงค์กันอีกแล้ว เพราะคราวนี้เราจะไต่กันขึ้นไปได้แบบไม่ยากเย็นอะไรนัก ท่านก็คงสังเกตุเห็นกันแล้วว่า ผนังถ้ำหรือบ่อหินแห่งนี้ดูจะคดไปคดมาและไม่ราบเรียบ และนั่นจะทำให้เรามีจุดพักตามชะง่อนหินเป็ระยะๆ ดังนั้นหลังจากสองกิโลเมตรนี้ขึ้นไป พวกเราก็แทบจะหลุดพ้นไปถึงจุดที่ ก่อนที่พวกเราจะตกลงมาแล้ว"
คำพูดของท่านทหารหนุ่มในครั้งนี้ ถึงกับทำให้ผมแทบจะลิงโลดถึงที่สุด อีกนิดเดียวสินะที่เราจะได้หลุดออกจากนรกใต้ดินนี่เสียที ผมหันไปคว้าร่างจันเข้ามากอดอย่างอยากจะร้องไห้ขณะที่เขาดูจะขืนๆ เขินๆ กับการถูกกอดแต่สีหน้าของเขาก็ดูราวจะร้องไห้อย่างดีใจเช่นกัน
แต่... อุปสรรคที่คาดไม่ถึงของพวกเราทั้งสี่มันก็เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวเข้าอีกจนได้
และผมเองก็เกือบจะต้องทอดร่างเป็ศพอยู่ในถ้ำแห่งนี้ ถ้าไม่เป็เพราะใครคนหนึ่งในพวกเราได้สละชีพตัวเองเพื่อช่วยเหลือผม...!
(โปรดติดตามในบทต่อไป เร็วๆ นี้นะครับ)