องค์รัชทายาทได้รับาเ็ระหว่างการล่าสัตว์จึงมีการเพิ่มหน่วยกำลังลาดตระเวนทั่วทั้งบริเวณที่ล่าสัตว์
ซ่งิเจิงที่ถูกรายล้อมไปด้วยกองกำลังผู้ใต้บังคับบัญชาได้มาถึงสถานที่ประสบเหตุของจ้าวอวี้หร่าน
เวลานี้ตรงกับ่ต้นฤดูใบไม้ผลิพอดีหิมะที่ปกคลุมเมืองหลวงละลายแล้ว ต้นหญ้าอ่อนเขียวขจีงอกเงยอยู่ตามพื้นดิน เหล่าแมกไม้แตกใบแผ่กิ่งก้านสาขา ทั่วทั้งผืนป่าเปี่ยมล้นด้วยพลังแห่งชีวิต
เขาเงยหน้ากวาดสายตาไปยังต้นไม้ใหญ่รอบกายเป็อย่างแรกเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครเร้นกายอยู่บนต้นไม้ เขาให้ทหารคนสนิทของจ้าวอวี้หร่านชี้ไปตามสถานที่เกิดเหตุไล่เรียงเหตุการณ์ั้แ่เริ่มจนจบโดยละเอียด
“ในเวลานั้นองค์รัชทายาททรงทอดพระเนตรเห็นแพะูเาตัวหนึ่งชะโงกหน้าออกมาจากตรงนี้พ่ะย่ะค่ะ”ทหารคนสนิทที่สวมใส่ชุดเฉิงจื่อ [1]วาดมือไปตามที่พูดอยู่ใต้ต้นสน “องค์รัชทายาทกำลังง้างศรขึ้น จากนั้นก็มีลูกธนูดอกหนึ่งพุ่งมาจากแนวต้นไม้ด้านหลังที่ห่างออกไปสิบก้าวพ่ะย่ะค่ะ”
นายทหารคนสนิทวิ่งไปตามจุดที่เล่ามาทั้งหมดและใช้มือทำท่าบอกองศาของลูกธนู
ซ่งิเจิงยืนอยู่ที่ตำแหน่งแรกของจ้าวอวี้หร่านเขาหันไปมองนายทหารผู้นั้น แล้วก็พบว่าเมื่อมองไปจากมุมนี้ จะมีแนวต้นไม้เล็กๆที่บดบังระดับสายตาอยู่ครึ่งหนึ่ง
จากตำแหน่งนี้ก็พอมองเห็นว่ามีคนอยู่ตรงนั้นและในขณะเดียวกันตำแหน่งที่ว่านั่นหากให้มองลอดผ่านก็เห็นได้ไม่ค่อยชัดสักเท่าไร
นายทหารคนนั้นวิ่งกลับมา แล้วเอ่ยว่า “ลูกธนูดอกนั้นถากโดนบริเวณคอม้าม้าได้รับาเ็จนใ สะบัดองค์รัชทายาทที่ทรงง้างศรอยู่จนตกลงมาองค์รัชทายาทก็ทรงกลิ้งตัวหลบหลีกกีบม้าที่ย่ำลงมา แต่สุดท้าย พระเศียรก็กระแทกเข้ากับลำต้นของต้นสนจนหมดสติไปพ่ะย่ะค่ะ”
“จากนั้นพวกกระหม่อมที่อยู่ตรงนั้นก็เห็นองค์ชายใหญ่และองค์ชายรองเข้าลูกธนูดอกนั้นสลักชื่อพระราชทานขององค์ชายรองไว้พ่ะย่ะค่ะ”
ซ่งิเจิงรับลูกธนูที่ผู้ใต้บังคับบัญชาส่งมาให้สายตาอันแหลมคมของเขากวาดมองไปที่ลูกธนู และพบว่าตรงส่วนปลายแถวหางนกนั้นถูกสลักคำว่า‘มู่’เอาไว้ด้วยอักษรข่ายซู[2]
มู่อ๋อง เป็ชื่อพระราชทานขององค์ชายรอง
การล่าสัตว์ในรัชสมัยนี้มักจะสลักชื่อพระราชทานหรือชื่อต้องห้าม[3]ไว้บนลูกธนูประการแรกก็เพื่อใช้ในการแยกว่าใครเป็ผู้ที่ล่าสัตว์ได้ประการที่สองก็เพื่อป้องกันเหตุสุดวิสัย
ดังนั้นทุกคนที่เข้าร่วมการล่าสัตว์จึงต้องระมัดระวังลูกธนูของตนเองให้ดี
ซ่งิเจิงสำรวจลูกธนูขนนกอย่างละเอียดก็พบว่าตรงหัวลูกศรมีคราบเืเปรอะอยู่เล็กน้อย และอีกที่ก็คือ…ตรงก้านของลูกธนู
เขาให้คนเก็บลูกธนูนั้นไว้ให้ดีถามทหารคนสนิทไปว่า “ม้าตัวนั้นอยู่ที่ไหน”
“ม้าตัวนั้นตื่นใตะบี้ตะบันยกเท้าเหยียบสะเปะสะปะพวกกระหม่อมเกรงว่าอาจทำให้องค์ชายได้รับาเ็ จึงยิงทิ้งเสียบัดนี้ยังอยู่ที่คอกม้าพ่ะย่ะค่ะ”
เื่ขององค์รัชทายาทยังไม่ทันได้ข้อสรุปพวกเขาจึงไม่กล้าจัดการโดยพลการ มิหนำซ้ำม้าตัวนี้ยังเป็หนึ่งในม้าตัวโปรดขององค์รัชทายาทอีกด้วย
ซ่งิเจิงผงกศีรษะ ให้คนนำทางเขาไปยังคอกม้านั้น
ท่านอ๋องผู้สง่าผ่าเผยและเยาว์วัยมาถึงยังสถานที่ที่คนและสัตว์อยู่ปะปนกันพวกคนรับใช้ที่ให้อาหารม้าต่างพากันคุกเข่าลงกับพื้น และมีคนพาพวกเขาออกไปอยู่อีกฟากหนึ่ง
เมื่อมาถึงม้าที่ยังมีลูกธนูปักอยู่บนตัวซ่งิเจิงนิ่งเงียบ และเริ่มตรวจสอบาแตรงส่วนคอของม้าเป็อย่างแรก ซึ่งเป็แผลที่เกิดจากการโดนลูกธนูถากจริงๆ
“ส่งลูกธนูมา!”
พอซ่งิเจิงยกมือขึ้น ก็มีคนส่งลูกธนูให้ทันทีเขามองคราบเืบนลูกธนู แล้วเอามาเทียบดูกับรอยแผลตรงคอม้า ปริมาณเืที่ออกมาจากแผลยังไม่มากพอที่จะทำให้เกิดรอยอย่างบนลูกธนูได้
สิ่งผิดปกติประการแรกถูกค้นพบเข้าอย่างรวดเร็วเขาลุกขึ้นยืน แล้วถอยออกไปสามก้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยจากนั้นก็เอ่ยปากสั่งไปอีกว่า “ผ่าท้องม้าออก”
ทหารคนสนิทของจ้าวอวี้หร่านเบิกตาโพลง“ซู่อ๋องพ่ะย่ะค่ะ ม้าตัวนี้มีสิ่งใดผิดปกติอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
“ผิดปกติหรือไม่ แหวกออกดูก็รู้แล้ว”
กลิ่นเืคาวคละคลุ้งไปทั่วทั้งคอกม้าพอทหารคนสนิทเห็นเครื่องในที่ไหลออกมาจากส่วนท้องของม้าแล้วก็รู้สึกเหมือนจะไม่ค่อยสบายเขาเบือนหน้าหนีเล็กน้อย แต่ชายหนุ่มข้างกายเขากลับยังจ้องอยู่โดยไม่ละสายตาสีหน้าเรียบเฉยราวกับกำลังรับชมการแสดง
เขาพลันนึกถึงสิ่งที่ผู้คนร่ำลือกันอย่างหนาหูเื่ความหาญกล้าของซู่อ๋องเขาเข้าบดขยี้อริราชศัตรูแล้วสร้างเมืองไว้เป็สุสาน วางศพซ้อนทับกันเป็กองพะเนิน
ที่เรียกว่าสุสานก็เพราะเมื่อทำศึกชนะก็จะเก็บซากศพของศัตรูไว้และเอาดินกลบฝังไว้อย่างแ่า มีลักษณะเป็เนินคล้ายหอคอย ถือเป็การประกาศชัยชนะจากาและเป็หนึ่งในวิธีที่ใช้แสดงแสนยานุภาพ เพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้าม
คนที่ก้าวข้ามเศษซากกองกระดูกนับไม่ถ้วนนั้นเพิ่งจะเข้าสู่วัยที่ต้องทำพิธีสวมกวน[4] นายทหารคนสนิทผู้นั้นพลันเกิดความรู้สึกเคารพยำเกรงต่อเขาจึงก้มหน้าลงโดยไม่กล้าสบตากับซ่งิเจิงอีก
ไม่นานก็มีคนเข้ามารายงานต่อซ่งิเจิงว่า“ท่านอ๋อง ในท้องม้ามีเมล็ดสลอดที่ยังไม่ย่อยพ่ะย่ะค่ะ”
เมล็ดสลอด
ไม่ว่าจะคนหรือสัตว์หากโดนเข้าก็จะรู้สึกปวดมวนในท้อง และมีอาการท้องร่วง
ใบหน้าหล่อเหลาของซ่งิเจิงดูเหี้ยมเกรียมขึ้นในพริบตา
เขาแค่คิดว่า การที่จ้าวอวี้หร่านช่วยพูดแก้ต่างให้กับองค์ชายรองจ้าวอวี้เจ๋อทำให้เขาได้มาลองตรวจสอบดู ไม่คิดว่าจะพบกับความผิดปกติเข้าจริงๆ
เอาเมล็ดสลอดให้ม้าขององค์รัชทายาทกินต่อให้ม้าไม่ได้ใลูกธนูของจ้าวอวี้เจ๋อ ไม่ช้าก็เร็วม้าตัวนี้ก็ต้องอาละวาดเพราะอาการปวดท้องอยู่ดี
น้ำเสียงของเขาเคร่งขรึมลง“คุมคนทั้งหมดในคอกม้าเอาไว้ตรวจดูให้ดีว่าในปากและตามร่างกายของพวกเขามียาพิษซ่อนเอาไว้หรือไม่จะให้มีใครตายอีกไม่ได้!”
กล้าเอาเมล็ดสลอดมาป้อนม้าขององค์รัชทายาทจิตใจช่างชั่วช้าต่ำทรามนัก!
เมื่อซ่งิเจิงออกคำสั่ง เหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาต่างก็แยกย้ายไปควบคุมตัวคนรับใช้ทั้งหมดในคอกม้าเอาไว้ทันทีจากนั้นก็เริ่มค้นหา เพื่อดูว่าจะเจอเมล็ดสลอดที่เอามาป้อนให้ม้าหรือไม่
หลังจากซ่งิเจิงมีคำสั่งออกไปแล้ว ก็ไปกราบทูลรายงานต่อเซวียนเหวินฮ่องเต้ถึงสิ่งไม่ชอบมาพากลเซวียนเหวินฮ่องเต้ทรงกริ้วจนปัดถ้วยชาทิ้ง กำชับกับซ่งิเจิงไปว่าจะต้องตรวจสอบเื่นี้จนกระจ่างชัดให้จงได้นี่นับเป็เื่ที่มีคนจงใจวางยาเพื่อทำร้ายองค์รัชทายาทแห่งแคว้น
เมื่อออกจากที่ประทับของเซวียนเหวินฮ่องเต้ท้องฟ้าก็มืดลงแล้วเดิมทีซ่งิเจิงคิดอยากจะไปไต่สวนต่อ แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ก็คิดถึงจ้าวอวี้หร่านที่นอนเจ็บอยู่บนแท่นบรรทมขึ้นมาได้
เขาหมุนเท้าเดินกลับไป มุ่งหน้าไปยังกระโจมที่ประทับขององค์รัชทายาท
ก่อนที่จะทำการไต่สวนให้นางรู้ความคืบหน้าสักหน่อยจะดีกว่า
คิดไม่ถึงเลยว่าเขาที่เพิ่งเดินเข้ามาใกล้กระโจมขององค์รัชทายาท จะพบว่าเหล่านางกำนัลและขันทีกำลังรวมตัวกันอยู่หน้ากระโจมจับกลุ่มพากันกระซิบหยอกล้อ
ไม่ได้อยู่คอยรับใช้ใกล้ตัวนาง คิดอู้งานอยู่ข้างนอกกันอย่างนั้นหรือ!
ซ่งิเจิงเม้มริมฝีปาก สาวเท้ายาวๆตรงเข้าไปแล้วเอ่ยเสียงเบา“องค์ชายทรงได้รับาเ็ พวกเ้ายังมีแก่ใจมายืนเล่นกันอยู่ตรงนี้ได้อีกหรือ!”
น้ำเสียงของเขาแม้จะฟังดูเบาก็จริงแต่กลับเต็มไปด้วยความเ็าและดุดัน บรรดานางกำนัลและขันทีพวกนั้นต่างพากันตกอกใจนรีบทรุดกายคุกเข่าลงกับพื้นน้ำเสียงสั่นระรัวร้องเรียกพระนามซู่อ๋องอย่างพร้อมเพรียง
ซ่งิเจิงไม่พอใจ แต่ในที่สุดก็สะกดกลั้นความรู้สึกนั้นเอาไว้ได้เขาจำได้อย่างแม่นยำว่าในชาติที่แล้วสิ่งที่จ้าวอวี้หร่านเกลียดที่สุดก็คือการที่เขาไปแตะต้องคนของนางไม่ว่าจะเป็มหาดเล็กหรือใครก็ตาม…เขาสั่งให้ทุกคนลุกขึ้นด้วยเสียงอันเย็นเยียบ แต่กลับเหลือบเห็นสิ่งที่ดูคุ้นตาตกอยู่บนพื้นเปรอะเปื้อนคลุกฝุ่นจนเป็สีดำเข้า
เขาหรี่ตาลง
นั่นคือมี่ซานเตาที่เขามอบให้จ้าวอวี้หร่าน
เดิมทีเป็ของที่เขามอบให้นาง แต่ตอนนี้กลับปรากฏอยู่ในมือของนางกำนัลและขันทีพวกนี้นางเอาของที่เขามอบให้ไปตกรางวัลให้คนอื่นอย่างนั้นหรือ!
จังหวะนั้นซ่งิเจิงรู้สึกหงุดหงิดอยู่ภายในใจ ของที่เขาเฝ้าถนอมไว้ในอ้อมอกมาตลอดทางนางกลับเอาไปมอบให้ใครต่อใครตามอำเภอใจเช่นนี้
เขาสะบัดแขนเสื้อ ก้าวเท้ายาวๆไปจนถึงทางเข้า ดึงม่านขึ้น แล้วเข้าไปด้านใน
ภายในกระโจมมีเสียงพูดคุยเบาๆเขายังได้ยินเสียงหัวเราะอย่างสบายอารมณ์ของนางอีกด้วย
ตอนนี้จ้าวอวี้หร่านกำลังสนทนาอยู่กับกู่เทียนรุ่ย
บิดาของกู่เทียนรุ่ยเป็ผู้บัญชาการองครักษ์เสื้อแพรตำแหน่งองครักษ์เสื้อแพรในรัชสมัยนี้ได้รับการสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น เขาเป็ขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ บัดนี้กู่เทียนรุ่ยเป็องครักษ์เสื้อแพรระดับผู้บังคับกองพัน เขาเข้าออกวังหลวงมาั้แ่ยังเล็ก นับได้ว่าเติบโตมาพร้อมๆ กับจ้าวอวี้หร่าน
เมื่อเกิดเื่ขึ้นกับจ้าวอวี้หร่านพอเขาสะสางภารกิจเสร็จสิ้นจึงแวะมาเยี่ยมเยียน เมื่อชาติที่แล้ว ตระกูลกู่ก็เป็หนึ่งในฝ่ายที่ได้ให้การสนับสนุนจ้าวอวี้หร่าน
ซ่งิเจิงเดินอ้อมฉากบังลมพลันเห็นกู่เทียนรุ่ยนั่งอยู่บนเก้าอี้ทรงกลม ชิดติดกับข้างแท่นบรรทมบัดนี้กู่เทียนรุ่ยยังอายุไม่ถึงสิบหกปี อีกทั้งมีชาติตระกูลที่ดีท่าทางกระฉับกระเฉงและดูมีชีวิตชีวา คิ้วรูปกระบี่ตาส่องประกายดูหล่อเหลาเมื่อรวมกับลักษณะท่าทางนั้นแล้วยิ่งทำให้ดูโดดเด่นมากขึ้นไปอีก
แววตาของจ้าวอวี้หร่านประดับไว้ด้วยรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยนซึ่งน้อยครั้งนักที่จะแสดงออกมาให้เขาเห็น สายตาของซ่งิเจิงพลันดูเคร่งขรึม และเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์ขัดจังหวะคนทั้งคู่ที่กำลังหัวร่อต่อกระซิกกันอยู่
“องค์รัชทายาททรงาเ็อยู่ เหตุใดจึงได้มีพวกว่างงานเข้ามารบกวนได้”
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่ https://www.readawrite.com/a/479f65d0cc66d3c61f0eb371be8d3ccd
[1] ชุดเฉิงจื่อคือ ชุดในสมัยโบราณที่เหล่าบรรดานายทหารและขุนนางสวมใส่เวลาอยู่บ้านในเวลาปกติทั่วไป
[2] อักษรข่ายซูเป็เส้นสัญลักษณ์ที่ประกอบกันขึ้นภายใต้กรอบสี่เหลี่ยมหลุดพ้นจากรูปแบบอักษรภาพของตัวอักขระยุคโบราณ
[3] นับว่าเป็ปรากฏการณ์ทางภาษาสำหรับชื่อต้องห้ามในยุคจีนโบราณโดยพระนามของฮ่องเต้หรือบุคคลที่เป็ที่เคารพ จะไม่สามารถเรียกออกมาตรงๆ ได้เวลาเขียนจะต้องเลี่ยงใช้ตัวอักษรอื่นที่เขียนไม่เหมือนกันถือว่าเป็การแสดงความเคารพต่อบุคคลในอีกนัยหนึ่ง
[4] พิธีสวมหมวกในยุคสมัยโบราณเมื่อชายอายุเข้าสู่วัยยี่สิบปีเต็มจะต้องทำพิธีสวมหมวกดังเช่นผู้หญิงที่อายุเข้าวัยสิบห้าจะต้องทำพิธีปักปิ่น