โรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน

    ตอนที่ 42: แผนลวงกลางสวนหลัง และกรงขังแห่งเงามืด

    ท่ามกลางเสียงคำรามของพายุฝนที่ยังคงโหมกระหน่ำอย่างบ้าคลั่งภายนอกโรงเตี๊ยมสนธยา แสงโคมไฟกระดาษสีแดงที่แขวนอยู่ตามระเบียงทางเดินวูบไหวไปตามแรงลม บรรยากาศภายในโถงล่างเริ่มเงียบเหงาลงเมื่อบรรดาจอมยุทธ์และพ่อค้าต่างแยกย้ายกันเข้าสู่ห้องพัก ทิ้งไว้เพียงความสลัวและกลิ่นอายของไม้เก่าที่ชื้นแฉะ 

     

    แม่นางฉิน หรือ ฉินเยี่ยน ยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเดิม มือของนางกุมด้ามดาบอาญาสิทธิ์ไว้แน่น ดวงตาคมกริบประดุจราชสีห์ยังคงสอดส่ายหาความผิดปกติอย่างไม่ลดละ ทว่าความไม่สบายใจที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจนางตั้งแต่ได้ดื่มน้ำชาที่อาหลางชงให้ กำลังแผ่ขยายไปทั่วร่างกายอย่างช้าๆ แต่แน่นอน

     

    นางรู้สึกได้ถึงความร้อนรุ่มที่เริ่มต้นจากกึ่งกลางกาย ค่อยๆ แผ่ซ่านไปยังปลายประสาทแต่ละเส้น ผิวหนังเริ่มไวต่อสัมผัสของผ้าเครื่องแบบที่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัย บัดนี้กลับรู้สึกเหมือนเชือกที่รัดกุมจนอึดอัด เหงื่อเล็กๆ เริ่มซึมออกมาตามขมับ แม้ว่าอากาศในโรงเตี๊ยมจะเย็นสบายจากสายลมที่พัดผ่านช่องประตู

     

    อาหลางลอบมองนางจากเงามืดหลังเคาน์เตอร์ เขาเห็นความตึงเครียดที่พาดผ่านแผ่นหลังที่เหยียดตรงของนาง ค่าราคะที่ศิลาเนตรมารเคยวัดได้ถึง 75 บัดนี้เริ่มสั่นไหวและพุ่งสูงขึ้นเป็นระยะตามจังหวะการหายใจที่หนักหน่วงของนาง แผนการที่เขาวางไว้เริ่มเข้าสู่ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

     

    น้ำหอมเสน่ห์มารที่เขาแอบผสมลงในน้ำชาเริ่มออกฤทธิ์อย่างเต็มที่ สารสกัดจากดอกไม้มารที่ปลูกด้วยน้ำตาของผู้หญิงที่ถูกทรมานนี้ ไม่เพียงแต่จะทำลายกำแพงแห่งเหตุผล แต่ยังจะปลดปล่อยความปรารถนาที่ถูกกดทับมานานให้ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความปรารถนาลับที่รุนแรงเช่นฉินเยี่ยน

     

    เขาสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ในท่าทางของนาง การที่นางขยับตัวนั่งไม่สบาย การกัดริมฝีปากเบาๆ และการที่ดวงตาของนางเริ่มมีประกายที่แปลกใหม่ ความต้องการที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบอันเข้มงวดเริ่มขยับตัวเหมือนสัตว์ร้ายที่ถูกขังไว้นานจนเริ่มกระสับกระส่าย

     

    ฉินเยี่ยนพยายามรักษาสติและความเป็นมือปราบที่เคร่งครัด แต่ร่างกายของนางเริ่มทรยศต่อจิตใจ นางรู้สึกว่าลมหายใจของตัวเองเริ่มหอบ หัวใจเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ และที่แย่ที่สุดคือความคิดที่ไม่เหมาะสมเริ่มแว่บผ่านใจ ภาพของตัวเองที่ถูกมองด้วยสายตาตะกละตะกลาม ภาพของการถูกครอบงำต่อหน้าฝูงชน และความรู้สึกอัปยศที่กลับทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านอย่างประหลาด

     

    นางสั่นหัวอย่างแรง พยายามขจัดความคิดเหล่านั้นออกไป แต่ยิ่งพยายามยิ่งทำให้ภาพในจินตนาการชัดเจนและรุนแรงขึ้น นางเห็นตัวเองที่เปลือยกายท่ามกลางสายตาของผู้คน เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยความอัปยศแต่ก็เต็มไปด้วยความสุขที่ลึกลับ และความรู้สึกนั้นทำให้ความร้อนในกายพุ่งทะยานขึ้นจนแทบจะระเบิด

     

    อาหลางแสร้งทำท่าลนลาน เขาวิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากทางเดินที่เชื่อมสู่สวนหลังโรงเตี๊ยม ใบหน้าของเขาซีดเผือดและเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อ (ที่เขาจงใจพรมน้ำใส่) เขาพุ่งตรงไปที่โต๊ะของฉินเยี่ยนด้วยท่าทางตื่นตระหนกที่สุดเท่าที่จะแสดงได้

     

    "ท... ท่านมือปราบ! ช่วยด้วยขอรับ!" อาหลางละล่ำละลักพลางชี้มือไปทางประตูหลัง "ข้า... ข้าเห็นชายลึกลับคนหนึ่ง สวมชุดดำปกปิดมิดชิด แอบซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้ในสวนหลังโรงเตี๊ยม ท่าทางของมันดูมีพิรุธมากขอรับ มันพยายามจะปีนกำแพงหนีออกไปทางป่าด้านหลัง!"

     

    ฉินเยี่ยนดีดตัวลุกขึ้นยืนทันทีประดุจสปริงเหล็ก ดวงตาของนางวาวโรจน์ด้วยสัญชาตญาณการไล่ล่า แม้ว่าร่างกายจะยังคงสั่นไหวจากผลของน้ำหอมเสน่ห์มาร แต่หน้าที่ของมือปราบยังคงเป็นสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจ "เจ้าแน่ใจนะว่าเห็นมันจริงๆ?"

     

    "แน่ใจขอรับ! ข้ากำลังจะไปเก็บผ้าที่ลืมทิ้งไว้แล้วเจอมันเข้าพอดี มันเห็นข้าแล้วก็รีบหลบไปทางเรือนต้นไม้ขอรับ!" อาหลางตอบพลางทำท่าตัวสั่น "ท่านต้องรีบไปจับมันก่อนที่มันจะหลบหนีไปได้!"

     

    โดยไม่รอช้า ฉินเยี่ยนชักดาบอาญาสิทธิ์ออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีกันดังกริ๊งยาวนานข่มขวัญผู้ฟัง นางพุ่งตัวตามอาหลางไปในความมืดทันที ความตงฉินและความมุ่งมั่นที่จะจับกุมอาชญากรข้ามแดนทำให้ราชสีห์สาวลืมความระแวดระวังที่มีต่อเสี่ยวเอ้อหนุ่มคนนี้ไปชั่วขณะ

     

    ขณะที่วิ่งตามอาหลางไปในความมืด ฉินเยี่ยนรู้สึกได้ว่าอาการแปลกๆ ในร่างกายเริ่มทวีความรุนแรงขึ้น การเคลื่อนไหวทำให้เลือดไหลเวียนเร็วขึ้น และน้ำหอมเสน่ห์มารก็แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเร็วขึ้นตามไปด้วย นางรู้สึกว่าขาเริ่มอ่อนแรง ลมหายใจเริ่มหอบ และที่แย่ที่สุดคือความรู้สึกเสียวซ่านที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เท้าสัมผัสพื้น

     

    สวนหลังโรงเตี๊ยมสนธยาไม่ใช่สวนธรรมดา มันเป็นพื้นที่ที่ถูกจัดวางตามหลักค่ายกลห้าธาตุ มีพุ่มไม้หนาทึบและทางเดินหินที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต เมื่อผสานกับความมืดมิดของคืนพายุและแสงฟ้าแลบที่แปลบปลาบเป็นระยะ พื้นที่แห่งนี้จึงกลายเป็นกับดักชั้นยอด

     

    อาหลางนำทางฉินเยี่ยนเลี้ยวลดไปตามพุ่มไม้สูงท่วมหัว ลมพายุพัดแรงจนต้นไผ่เสียดสีกันส่งเสียงประดุจเสียงกระซิบของภูตผี ในจังหวะที่ฉินเยี่ยนกำลังจดจ่ออยู่กับการกวาดสายตาหาเงาร่างชุดดำ อาหลางก็ลอบหยิบ "ผงหมอกมายา" ออกมาจากแขนเสื้อ เขาซัดผงละเอียดสีม่วงอ่อนเข้าสู่ทิศเหนือลมอย่างแนบเนียน

     

    เพียงไม่กี่ลมหายใจ หมอกหนาสีประหลาดก็เริ่มก่อตัวขึ้นปกคลุมไปทั่วสวน ฉินเยี่ยนเริ่มรู้สึกว่าประสาทสัมผัสของนางพร่าเลือน ภาพตรงหน้าดูบิดเบี้ยวและซ้อนทับกัน เสียงลมพัดที่เคยชัดเจนกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะแผ่วเบาที่ดังมาจากทุกทิศทาง

     

    "อาหลาง! เจ้าอยู่ที่ไหน?" นางตะโกนก้องพลางกวัดแกว่งดาบไปในอากาศที่ว่างเปล่า

     

    ความเย็นเยียบเริ่มเกาะกุมหัวใจของมือปราบสาว นางพยายามโคจรพลังปราณเพื่อขับไล่ความมึนงง ทว่ายิ่งนางเร่งพลัง หมอกมายาก็ยิ่งแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือด กระตุ้นเอาความต้องการลึกๆ ที่ซ่อนอยู่ภายใต้เครื่องแบบอันเข้มงวดให้ปะทุออกมา นางเริ่มรู้สึกร้อนผ่าวตามร่างกาย ผิวหนังเริ่มไวต่อสัมผัสของหยดน้ำฝนที่ตกลงมาปะทะจนนางต้องหอบหายใจถี่

     

    หมอกมายาที่อาหลางใช้ไม่ใช่ของธรรมดา มันเป็นสารสกัดจากดอกไม้นรกที่ปลูกในสุสานของผู้หญิงที่ตายด้วยความปรารถนาที่ไม่สมหวัง เมื่อสูดดมเข้าไป มันจะกระตุ้นส่วนลึกที่สุดของจิตใต้สำนึก ปลดปล่อยความปรารถนาที่ถูกกดทับมานานให้ระเบิดออกมาอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่มีความลับที่มืดมิดเช่นฉินเยี่ยน

     

    นางรู้สึกว่าเครื่องแบบที่เคยให้ความรู้สึกปลอดภัยและมั่นใจ บัดนี้กลับรู้สึกเหมือนกรงขังที่อึดอัด ผ้าที่เคยนุ่มสบายกลับรู้สึกหยาบกร้านและเสียดสี กระดุมทองคำแต่ละเม็ดรู้สึกหนักและกดทับ นางอยากจะฉีกมันออกทิ้งไป อยากจะปลดปล่อยตัวเองจากความเข้มงวดที่นางยึดมั่นมาตลอดชีวิต

     

    ความคิดที่ว่าถ้านางทำเช่นนั้นจริงๆ ถ้านางปลดเครื่องแบบออกท่ามกลางสวนมืดมิดนี้ ถ้ามีใครเห็นนางในสภาพเปลือยกาย กลับทำให้ความตื่นเต้นในใจพุ่งทะยานขึ้นจนแทบจะระเบิด นางไม่เข้าใจว่าทำไมความคิดที่น่าอับอายเช่นนี้กลับทำให้นางรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว

     

    เมื่อฉินเยี่ยนรู้ตัวว่าถูกลวงเข้าสู่กับดัก นางก็สายไปเสียแล้ว นางยืนอยู่ใจกลางลานกว้างเล็กๆ ท่ามกลางพุ่มไม้ที่โอบล้อมรอบด้านจนหาทางออกไม่เจอ ทันใดนั้น แสงสีม่วงเข้มสว่างวาบขึ้นมาจากด้านหลังของนาง แผ่ซ่านแรงกดดันที่มหาศาลจนนางแทบจะทรุดเข่าลง

     

    นางรีบหันขวับกลับไป ทว่าสิ่งที่เห็นไม่ใช่เสี่ยวเอ้อผู้ซื่อสัตย์คนเดิม อาหลางยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเงาไม้ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มพญามารที่เปี่ยมไปด้วยความเย่อหยิ่ง ในมือของเขาถือ ศิลาเนตรมาร ที่กำลังเปล่งแสงสีม่วงทองข่มขวัญจนบรรยากาศรอบกายบิดเบี้ยว

     

    "ท่านมือปราบ... ท่าทางของท่านดูสับสนนักนะขอรับ" อาหลางเอ่ยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยพลังสะกดจิต

     

    ฉินเยี่ยนพยายามยกดาบขึ้นชี้หน้าเขา แต่มือของนางกลับสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ "เจ้า... อาหลาง... เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้าลวงข้ามาที่นี่เพื่ออะไร!"

     

    อาหลางก้าวเท้าเข้าหานางช้าๆ แต่ละย่างก้าวของเขาทำให้ค่าราคะในจิตใจของนางพุ่งทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง ศิลาเนตรมารสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสได้ถึงความลับของนางที่กำลังพังทลายออกมา

     

    "ข้าก็แค่เสี่ยวเอ้อที่อยากบริการท่านให้ถึงที่สุดเท่านั้นเอง" อาหลางหยุดยืนอยู่ตรงหน้านาง ระยะห่างเพียงไม่กี่นิ้วทำให้นางได้กลิ่นน้ำหอมเสน่ห์มารที่เข้มข้น "ท่านกำลังมองหาอาชญากร... หรือกำลังมองหาความสุขที่ท่านซ่อนไว้ภายใต้เครื่องแบบนี้กันแน่?"

     

    เขาเอื้อมมือไปสัมผัสแก้มของนางเบาๆ ปลายนิ้วที่อบอุ่นทำให้นางสะดุ้งและรู้สึกเสียวซ่านไปทั้งตัว "ฉินเยี่ยน... ท่านชอบความตื่นเต้นไม่ใช่หรือ? การที่ถูกลวงมาในที่ลับตา... การที่ต้องพ่ายแพ้ต่ออาชญากรในคราบเสี่ยวเอ้อต่อหน้าธรรมชาติที่เกรี้ยวกราดเช่นนี้... มันช่างเร้าใจท่านเหลือเกินใช่ไหม?"

     

    ฉินเยี่ยนกัดริมฝีปากจนห้อเลือด นางอยากจะปฏิเสธ ทว่าร่างกายของนางกลับทรยศต่ออุดมการณ์ ความเสี่ยงที่จะถูกผู้อื่นพบเห็นในสภาพที่น่าอดสูนี้กลับยิ่งทำให้ความเสียวซ่านพุ่งสูงขึ้นจนนางแทบคลั่ง

     

    อาหลางสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในดวงตาของนาง จากความดื้อรั้นเป็นความสับสน จากความโกรธเป็นความปรารถนา เขายิ้มเย็นชาพลางใช้ศิลาเนตรมารส่องดูความลึกที่สุดของจิตใจนาง

     

    "ข้าเห็นแล้ว... ท่านไม่ได้กลัวการถูกจับ ท่านกลัวการถูกเปิดเผย" เขากระซิบใส่หูนาง "ท่านกลัวว่าคนอื่นจะรู้ว่าภายใต้เครื่องแบบมือปราบผู้เคร่งครัดนี้ ซ่อนอยู่หญิงสาวที่โหยหาการถูกครอบงำ โหยหาการถูกมองด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความปรารถนา"

     

    นางสั่นไหวอย่างรุนแรง ความจริงที่เขาพูดออกมาเหมือนดาบที่แทงทะลุเข้าไปในหัวใจ นางไม่เคยยอมรับกับตัวเองเลยว่านางมีความปรารถนาเช่นนั้น แต่เมื่อได้ยินเขาพูดออกมา นางกลับรู้สึกโล่งใจอย่างประหลาด

     

    "เจ้า... เจ้ามันปีศาจ..." นางครางแผ่วเบา ขณะที่ดาบในมือร่วงหล่นลงสู่พื้นหิน

     

    อาหลางเชยคางนางขึ้น สบตาที่เต็มไปด้วยความพ่ายแพ้ของราชสีห์สาว "ปีศาจหรือเทวดา ขึ้นอยู่กับมุมมองของผู้มอง แต่สิ่งที่ข้าแน่ใจคือ... ข้าจะให้สิ่งที่ท่านปรารถนาจริงๆ ไม่ใช่สิ่งที่ท่านคิดว่าควรจะปรารถนา"

     

    เขาเอื้อมมือไปแตะกระดุมเม็ดบนสุดของเครื่องแบบนาง "ในสวนแห่งนี้... ไม่มีกฎหมาย ไม่มีกรมอาญา มีเพียง 'กฎ' ของข้าเท่านั้น และคืนนี้... ข้าจะพิสูจน์ให้ท่านเห็นว่า ความยุติธรรมที่ท่านยึดมั่น มันช่างเปราะบางเพียงใดเมื่อเจอกับตัณหาที่แท้จริง"

     

    ฉินเยี่ยนรู้สึกว่าตัวเองกำลังจมลงไปในห้วงลึกของความปรารถนาที่นางปฏิเสธมาตลอด เสียงฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก เสียงฟ้าร้องที่ก้องกังวาน และเสียงลมที่หอนผ่านใบไม้ ทุกอย่างผสมผสานกันเป็นเพลงแห่งการยอมจำนนที่ทำให้นางไม่อาจต่อต้าน

     

    อาหลางเริ่มคลายกระดุมเครื่องแบบของนางทีละเม็ดอย่างช้าๆ มือของเขาเคลื่อนไหวด้วยความช่ำชองและแนบเนียน ทุกการสัมผัสทำให้นางสั่นสะเทือนด้วยความรู้สึกที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน

     

    "ดูสิ... ร่างกายของท่านซื่อสัตย์กว่าจิตใจ" เขากระซิบขณะที่มือเคลื่อนลงไปยังเข็มขัด "มันรู้ว่าต้องการอะไรจริงๆ แม้ว่าท่านจะปฏิเสธ"

     

    นางพยายามจะผลักเขาออกไป แต่แรงในมือกลับอ่อนแอจนไร้ประโยชน์ ร่างกายของนางเหมือนไม่เชื่อฟังคำสั่งจากสมอง ทุกเส้นประสาทเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แปลกใหม่และเร้าใจ

     

    "หยุด... ข้าเป็นมือปราบ... เจ้าไม่มีสิทธิ์..." นางพยายามประท้วงด้วยเสียงที่สั่นเทา

     

    "มือปราบ?" อาหลางหัวเราะเบาๆ "ข้าไม่เห็นมือปราบตรงนี้เลย ข้าเห็นเพียงหญิงสาวที่โหยหาการถูกปลดปล่อยจากกรงขังแห่งหน้าที่และศีลธรรม"

     

    เขาปลดเข็มขัดของนางออกและโยนทิ้งไปไกล เสียงโลหะกระทบหินดังก้องไปในความเงียบ "เครื่องแบบนี้... มันเป็นเพียงหน้ากากที่ท่านสวมใส่ แต่ตัวตนที่แท้จริงของท่าน... อยู่ข้างใต้นี้"

     

    มือของเขาเคลื่อนไปตามรูปร่างของนางด้วยความช่ำชอง ทุกการสัมผัสทำให้นางรู้สึกเหมือนมีไฟลุกไหม้ไปทั่วร่าง นางไม่เคยรู้ว่าร่างกายของตัวเองสามารถรู้สึกได้เช่นนี้ ไม่เคยรู้ว่าการสัมผัสของใครคนหนึ่งจะทำให้นางสูญเสียการควบคุมตัวเองได้

     

    "ท่านรู้ไหมว่าข้าเห็นอะไรในใจท่าน?" เขาถามขณะที่ปลดกระดุมเสื้อเม็ดสุดท้าย "ข้าเห็นความฝันที่ท่านไม่เคยกล้าฝัน ข้าเห็นความปรารถนาที่ท่านฝังไว้ลึกจนคิดว่ามันไม่มีอยู่จริง"

     

    เครื่องแบบส่วนบนของนางหลุดลื่นลงมา เผยให้เห็นผิวขาวเนียนที่สั่นไหวด้วยความตื่นเต้นและความกลัวปนกัน แสงฟ้าแลบส่องผ่านใบไม้มาตกกระทบผิวกายของนาง ทำให้ภาพนั้นดูเหมือนงานศิลปะที่งดงาม

     

    "สวยงามเหลือเกิน..." อาหลางกระซิบด้วยความชื่นชม "ทำไมท่านถึงซ่อนความงามเช่นนี้ไว้ใต้เครื่องแบบที่เข้มงวด?"

     

    ฉินเยี่ยนรู้สึกอายจนอยากจะหาที่ซ่อนตัว แต่ขณะเดียวกันก็รู้สึกตื่นเต้นอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน ความคิดที่ว่าถ้ามีใครเดินผ่านมาเห็นนางในสภาพนี้ ถ้ามีใครมาพบนางที่กำลังถูกครอบงำโดยชายแปลกหน้าท่ามกลางสวนมืดมิด กลับทำให้ความเสียวซ่านพุ่งสูงขึ้นจนแทบจะบ้าคลั่ง

     

    "เจ้า... เจ้าทำอะไรกับข้า..." นางครางถาม

     

    "ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย" อาหลางยิ้ม "ข้าเพียงแค่ปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ในตัวท่านออกมาเท่านั้น ข้าเพียงแค่ให้ท่านได้เป็นในสิ่งที่ท่านอยากเป็นจริงๆ"

     

    เขาโอบกอดนางเข้าหา ความอบอุ่นจากร่างกายของเขาทำให้นางรู้สึกปลอดภัยและอันตรายในเวลาเดียวกัน นางรู้ว่าควรจะต่อต้าน ควรจะหลบหนี แต่ร่างกายของนางกลับไม่อยากให้เขาปล่อยนางไป

     

    "ข้าเป็นมือปราบ... ข้าไม่ควรจะ..." นางพยายามประท้วงครั้งสุดท้าย

     

    "ท่านเป็นผู้หญิงก่อนที่จะเป็นมือปราบ" เขาตอบ "และคืนนี้... ข้าจะทำให้ท่านจำได้ว่าการเป็นผู้หญิงนั้นรู้สึกอย่างไร"

     

    พายุฝนกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ราวกับจะช่วยปกปิดเสียงครางอ้อนวอนของมือปราบสาวที่จะดังขึ้นต่อจากนี้กลางสวนหลังโรงเตี๊ยมที่มืดมิด ใต้แสงฟ้าแลบที่แปลบปลาบ ความยุติธรรมและกฎหมายที่ฉินเยี่ยนยึดมั่นมาตลอดชีวิต กำลังจะพังทลายลงอย่างสิ้นเชิงต่อหน้าความปรารถนาที่แท้จริงของนางเอง

     

    และในความมืดมิดของคืนพายุ เสียงหัวเราะของอาหลางก้องกังวานไปกับเสียงฟ้าร้อง เป็นเสียงของผู้ชนะที่กำลังเก็บเกี่ยวชัยชนะที่หวานล้ำที่สุดในชีวิต การทำลายผู้พิทักษ์กฎหมายให้กลายเป็นทาสแห่งตัณหา นี่คือศิลปะแห่งการล่าที่สูงสุดที่เขาเคยสร้างสรรค์มา

    คล้ายกับเรื่องโรงเตี๊ยมสนธยา สเน่หาชั่วข้ามคืนไม่ลืมเลือน ที่คุณอ่าน