ตอนที่25 รักษาโรคมะเร็งปอด
เช้าวันจันทร์หลิวเย่ไปห้องเรียนตามปกติ
ในเวลานี้มีเสียงพูดคุยเซ็งแซ่ถึงชายลึกลับที่ช่วยเหลือเพื่อนร่วมชั้นจากการฆ่าตัวตาย
“น้องสี่ คืนนั้นมีเพื่อนร่วมชั้นโดดตึกฆ่าตัวตายนายอยู่ที่ไหน?” ซุนเอ้อเดินมาตบไหล่หลิวเย่พลางถามเสียงเ้าเล่ห์
“ทำไม?”หลิวเย่ถามด้วยความงุนงง อันที่จริงเขารู้เหตุผลที่ซุนเอ้อถามเช่นนั้น
“นายไม่ได้ดูฟอรัม?”ซุนเอ้อสงสัยกับท่าทีของหลิวเย่
อันที่จริงหลิวเย่ไม่ได้สนใจโพสต์ในฟอรัมของมหาวิทยาลัยเขาสนใจเพียงบางเื่เท่านั้นและไม่มีความคิดที่จะเป็ดาราหรือเน็ตไอดอล
“อันที่จริงชายหน้ากากลึกลับดูคล้ายน้องสี่อยู่นะ” ซุนเอ้อลูบคางพลางครุ่นคิดเขาจ้องใบหน้าของหลิวเย่และขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
จูปิงและจางไค่พวกเขามองหน้ากันและยักไหล่อย่างไม่สนใจ และพวกเขาเดินไปยังที่นั่งแถวหลังสุดของห้องเรียน
คณบดีหงเต๋อหัวหน้าวิชาเอกวิทยาการกระดูกได้เดินเข้ามาเคาะที่โต๊ะหน้าชั้นเรียนเพื่อระงับเสียงพูดคุยของนักศึกษาทั้งหลายเขาเริ่มสอนเนื้อหาพื้นฐานสำหรับนักศึกษาปีหนึ่ง พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์การแข่งขันทักษะด้านแพทย์แผนจีนของนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยต่างๆในอีกสามเดือนข้างหน้า
เมื่อเสียงกริ่งดังขึ้นซึ่งแสดงถึงเวลาพักทานอาหารกลางวัน
ทุกคนต่างแยกย้ายกันเดินไปทางโรงอาหาร
ในเวลานี้มีเสียงโทรศัพท์ของหลิวเย่ในกระเป๋ากางเกงดังขึ้นเขาเหลือบมองเห็นเบอร์โทรของอาจารย์กู่
หลิวเย่ส่งสัญญาณให้กับเพื่อนๆก่อนจะแยกตัวไปคุยโทรศัพท์
“อาจารย์กู่ มีอะไรไหม?”หลิวเย่ถามขึ้น
“นักศึกษาเสี่ยวเย่คุณสามารถรักษาโรคมะเร็งปอด?”อาจารย์กู่โพล่งถามประเด็นสำคัญทันที
หลิวเย่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “ใช่ ทำไม?”
“เป็อย่างนี้ CEOหานจงติดต่อฉันมา เขา้าให้คุณไปรักษาหานเล่ย คุณรู้อยู่แล้วใช่ไหม?” อาจารย์กู่ถามย้ำอีกครั้ง เขารู้ข้อมูลมาจากหานจงว่าหลิวเย่บอกกับพวกเขาว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งปอดได้เขาประจักษ์กับทักษะการรักษาโรคของหลิวเย่มาแล้ว แต่การรักษาโรคหายยากแบบนี้มันเกินจินตนาการของเขาไปมาก แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังเชื่อมั่นในตัวของหลิวเย่เพราะใน่เวลาที่ออกปฏิบัติงานเป็แพทย์อาสาด้วยกัน หลิวเย่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา
“พวกเขาเชื่อใจฉันหรือ?”หลิวเย่ย้อนคำถามนั้น
“ฉันรับรองการปฏิบัติงานและทัศนคติของคุณไปแล้วคุณสามารถตัดสินใจได้โดยอิสระ” อาจารย์ยืนยันความคิดเห็นของเขา
“ฉันจะลองคิดดู” หลิวเย่แบ่งรับแบ่งสู้ ในตอนนี้เขาไม่มั่นใจว่าหานจงจะไว้วางใจเขามากแค่ไหน
“ฉันแจ้งพวกเขาไปแล้วว่าให้ติดต่อคุณโดยตรง”อาจารย์กู่พูดสำทับอีกครั้ง
“ได้” หลิวเย่ยิ้มรับ
เมื่อทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้ว
หลิวเย่กำลังเดินไปห้องสมุดของมหาวิทยาลัยสัปดาห์นี้เขาวางแผนที่จะอ่านหนังสือเกี่ยวกับเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์
เสียงโทรศัพท์ของหลิวเย่ดังขึ้นเขาเหลือบเห็นเบอร์โทรไม่คุ้นตา พลางคิดไปว่าอาจเป็เบอร์โทรของหานจงไหม?
“สวัสดี” หลิวเย่รับสาย
“สวัสดี นักศึกษาหลิวเย่ใช่ไหม?”น้ำเสียงเข้มต่ำดังลอดเข้ามาในโทรศัพท์
“ใช่” หลิวเย่ตอบรับอย่างเป็ธรรมชาติ
“ฉันเอง หานจง” หานจงเอ่ยแนะนำตัว
“อ้อ.....”หลิวเย่ตอบรับเสียงเรียบพลางคิดไปว่าครั้งนี้เขาจะเล่นตัวเสียหน่อย
“คุณยังยืนยันว่าสามารถรักษาโรคมะเร็งปอดได้?”หานจงถามอย่างมีความหวัง เขากำลังพนันชีวิตหานเล่ยกับการตัดสินในครั้งนี้
“ใช่” หลิวเย่ตอบเสียงเข้ม
“คุณสะดวกที่จะไปรักษาอาเล่ยได้วันไหนดี?”หานจงถามขึ้นทันทีเมื่อเขาตัดสินใจจะลองเดิมพันดู
หลิวเย่ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนตอบ
“เย็นนี้สักบ่ายสี่โมงได้ไหม?”หลิวเย่้าจัดการปัญหานี้ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
“โอ้! นั่นดี! ดีมากเลย! ตกลง! คุณไม่ต้องห่วงฉันจะให้ค่าตรวจรักษาโรคกับคุณเต็มที่ สี่โมงเย็นฉันจะให้รถไปรับคุณที่มหาวิทยาลัย”หานจงไม่คิดว่าจะสามารถเริ่มได้ในเย็นวันนี้ เขาตื่นเต้นยินดีมากกว่าเดิม
หานเล่ยที่ยืนฟังโทรศัพท์ข้างๆหานจง เขายิ้มเล็กน้อย เขาไม่กล้าคาดหวังสิ่งใดกลัวว่าจะทำให้พ่อของเขาเสียใจมากกว่าเดิม
“แค๊ก แค๊ก ขอบคุณครับพ่อ”หานเล่ยยิ้มกว้างและเอ่ยกับหานจงเสียงแ่เบา
หลิวเย่มาถึงห้องสมุดเขาหามุมเงียบสงบแล้วหยิบหนังสือเทคโนโลยีและคอมพิวเตอร์จากชั้นหนังสือมาอ่านโดยใช้ัั์นั่นคือเคาะหน้าปกหนังสือแล้วก็ปล่อยให้หน้ากระดาษพลิกเปิดอัตโนมัติจากนั้นเขาอ่านและจดจำได้อย่างรวดเร็ว จากที่เขาสังเกตจำนวนหนังสือในชั้นวางมีเพียง2 หลัง จำนวนหนังสือไม่เกิน 100 เล่ม ส่วนใหญ่เป็หนังสือพื้นฐานทั่วไปมีทักษะการเขียนโปรแกรมไม่กี่สิบเล่ม เขาคาดการณ์ว่าจะอ่านหมดภายในสองสามวัน
หลิวเย่ถอนหายใจที่มีหนังสือน้อยเกินไป
บางทีเขาอาจต้องหาเวลาไปเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าที่มหาวิทยาลัยปักกิ่ง
.........
เวลา 16.00 น. บริเวณประตูหน้ามหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีนเทียนจิน
หลิวเย่สะพายกระเป๋าเป้ขึ้นนั่งบนรถยนต์หรูเบนท์ลีย์ที่มีพ่อบ้านของครอบครัวหานมารับเขาพวกเขาใช้เวลาเดินทางราว 30 นาทีก็ไปถึงยังวิลล่าที่พักบนูเานอกเมือง
วิลล่าแห่งนี้ตั้งอยู่โดดเดี่ยวมีพื้นที่กว้างขวาง มีสวนดอกไม้และต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ ให้ความรู้สึกสดชื่นสบายตาวิลล่าหลังใหญ่โตอยู่กันหลายคน ครอบครัวของลูกชายคนโต หานเฉินและภรรยาชื่อ จงหว่านพวกเขามีลูกชาย 1 คน ชื่อ หานฟ่าน อายุ 10 ขวบ ครอบครัวของลูกชายคนรองหานจูและภรรยาชื่อ หวางลี่ พวกเขามีลูกชายหญิง 2 คน คนโตเป็ชายชื่อ หานจูหลงคนหญิงชื่อ หานจูลี่ และหานเล่ย ลูกคนที่สามที่ยังไม่ได้แต่งงาน ตอนนี้เขาอายุได้26 ปีแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้เป็เพียงข้อมูลพื้นฐานที่สามารถค้นหาได้จากทางอินเตอร์เน็ตแต่รายละเอียดอื่นๆ ไม่มีปรากฏมากนัก แม้แต่ข่าวอุบัติเหตุการเสียชีวิตของภรรยาหานจงเมื่อ5 ปีก่อน
ในตอนนี้หานจง หานเฉิน จงหว่าน หานจูหวางลี่ และหานเล่ยได้ออกมาต้อนรับเขาหากคนนอกมองเห็นคงคิดว่าพวกเขาเป็ครอบครัวที่มีความสามัคคีมาก แต่หลิวเย่รู้ดีว่าภายในตระกูลใหญ่มักมีคลื่นที่รุนแรงแอบซ่อนอยู่
“พ่อคุณแน่ใจได้อย่างไรว่าเขาจะรักษาหานเล่ยได้?”เป็คำถามจากหานจูที่โพล่งถามออกมาโดยตรง
“.....”หานเฉินที่ดูเหมือนจะห้ามหานจูก็เก็บคำพูดคืน
“แค๊ก.....แค๊กไม่เป็ไร ถึงแม้ว่าหลิวเย่จะเป็เพียงนักศึกษาแพทย์แผนจีนแต่เขาได้รับการรับรองจากท่านหมอกู่” เสียงค้านดังขึ้นมาจากหานเล่ย
ชื่อของอาจารย์กู่ทำให้หลิวเย่นึกถึงอาจารย์กู่ผิงโจวที่เขากำลังฝึกงานด้วยฐานะที่แท้จริงของชายบรรณารักษ์ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในตอนนี้มีเสียงของหานจงดังตัดบทสนทนาขึ้น
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้วฉันเป็คนตัดสินใจเอง” หานจงพูดเสียงเข้มพลางกวาดสายตามองไปยังลูกชายและลูกสะใภ้ทุกคน
หานจูส่งเสียงฮึดฮัดไม่พอใจครู่หนึ่ง
“หมอหลิวคุณจะทำการรักษาที่ใด?” หานจงหันมาถามหลิวเย่ด้วยสีหน้าละอายใจกับพฤติกรรมของลูกชายเขา
หลิวเย่ยืนมองการสนทนาของพวกเขาด้วยความสนใจเขาส่ายหัวเล็กน้อยและตอบว่า “ไปที่ห้องนอนของหานเล่ยแล้วกัน”จากนั้นพวกเขาก็เดินขึ้นไปชั้นบน โดยหานเล่ยและหานจงเดินนำหน้า
หลิวเย่ขอน้ำอุ่นหนึ่งชามและขอให้หานจงรออยู่ด้านนอกห้อง
เขาตัดสินใจว่าจะไม่ให้ใครเห็นขั้นตอนการรักษาของเขา
มันเป็เพราะว่ายาและอุปกรณ์ที่จะทำการรักษานั้นอยู่ในมิติพื้นที่
สิ่งที่สำคัญคือกระบวนการรักษาของเขาที่ไม่ใช่รูปแบบของแพทย์แผนจีนในปัจจุบัน
พวกมันเป็รูปแบบการใช้ทักษะพลังปราณในการรักษาโรค
รูปแบบนี้เป็ภูมิปัญญาจากเศษเสี้ยวจิติญญาจักรพรรดิะหลิวเย่ที่เขาได้รับมา
ในห้องนอนของหานเล่ยตอนนี้มีเพียงเขาและหลิวเย่
หลิวเย่ได้ทำการสะกดจิตให้หานเล่ยหลับอย่างผ่อนคลาย
จากนั้นเขาจับชีพจรเพื่อยืนยันสภาพร่างกายที่แท้จริงเทน้ำอมฤตรักษาโรคหนึ่งส่วนผสมกับน้ำอุ่นเก้าส่วน และเตรียมยาเม็ดสมุนไพรรักษาปอดอีก10 เม็ดใส่ไว้ในขวดกระเบื้องเคลือบ
เขาใช้พลังปราณบังคับให้น้ำยาไหลเข้าสู่ปากของหานเล่ยช้าๆหลิวเย่ได้ส่งพลังปราณผ่านมือของเขาเข้าสู่น้ำยานั้นเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้อย่างเต็มสิบส่วน
.........
หลังจากนั้นราว 15 นาที
หลิวเย่ปล่อยมือที่ส่งพลังปราณเข้าไปซ่อมแซมอวัยวะและเขาได้ร่ายเวทมนตร์ติดตามไว้ที่ปอดทั้งสองข้างเพื่อประเมินความก้าวหน้าในการรักษาของส่วนที่เหลือเหตุผลที่เขาทำเช่นนี้เป็เพราะว่าหากผลการเจรจาใดๆหลังจากทำการรักษาเสร็จสิ้นแล้วไม่เป็ไปในทิศทางที่คาดหวังหรือเหมาะสมเขาอาจเพิกเฉยต่ออาการเจ็บป่วยของหานเล่ยที่จะปะทุขึ้นมาอีกครั้ง การช่วยชีวิตคนป่วยบางคนไม่จำเป็ต้องมีเงื่อนไขเหมือนอย่างเช่นการรักษาคนไข้ในชุมชนยากจนที่เขารักษาให้หายขาดทันทีแต่บางคนอาจต้องมีเงื่อนไขใดๆ
ห้องโถงรับแขกชั้นล่างของวิลล่า
ในตอนนี้ทุกคนที่เฝ้ารอผลการรักษาหานเล่ยต่างผุดลุกผุดนั่งหานจงนั่งจิบชาเงียบสงบแต่สายตาคอยเหลือบมองไปทางบันไดเป็ระยะหานเฉินนั่งนิ่งเงียบเก็บอาการ แต่หานจูมีท่าทางกระสับกระส่ายพวกเขามีความขัดแย้งที่แตกต่างกัน
ขณะที่หลิวเย่ก้าวลงบันได
ทุกคนต่างหัวหน้ามาจ้องมองเขาเหมือนรอคำพูดใดๆจากเขา
หลิวเย่พยักหน้าให้กับหานจง
หานจงเข้าใจในท่าทางนั้นเขาบอกให้พ่อบ้านเตรียมน้ำชาไปเสิร์ฟที่ห้องหนังสือชั้นบน
ในตอนนี้มีเพียงหลิวเย่และหานจงที่เดินไปด้วยกัน
หานเฉินและหานจูพวกเขาอยากจะเดินตามไปด้วย แต่มีสายตาห้ามปรามมองมาจากหานจง
พวกเขาจึงได้แต่นั่งลงอย่างผิดหวังและหงุดหงิด
จงหว่านและหวางลี่ต่างก็จ้องมองกันอย่างไม่ยอมแพ้พวกเธอต่างก็สนับสนุนความคิดและทัศนคติของสามี
ในห้องหนังสือ
“หมอหลิวอาการของหานเล่ยเป็อย่างไรบ้าง?” หานจงเปลี่ยนสรรพนามการเรียกขานหลิวเย่ทันทีและเป็คนทำลายความเงียบขึ้นหลังจากที่เขาเห็นหลิวเย่ก้มหน้าจิบน้ำชาโดยไม่ได้กล่าวอะไร
“คุณคงสืบประวัติฉันเรียบร้อยแล้วฉันสนใจว่าคุณมีความจริงใจแค่ไหน?”หลิวเย่ยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วถามหานจงคืน
“ฮ่า ฮ่า ไม่เลว ไม่เลวหมอหลิวพูดเช่นนี้ แสดงว่าการรักษาเป็ไปด้วยดี?”หานจงหรี่ตาลง และถามเสียงเข้ม
“แล้วคุณคิดว่างัยล่ะ”หลิวเย่มองหานจงโดยตรงด้วยรอยยิ้มจางๆ ในเวลานี้เขาไม่จำเป็ต้องแสดงท่าทีเกรงกลัวหานจงแต่อย่างใด
“ถ้าอย่างนั้นฉันยินดีจ่ายค่ารักษาหานเล่ย 100 ล้านหยวน เป็อย่างไร?”หานจงบอกพลางหยั่งเชิงท่าทีของหลิวเย่
“นั่นคือความจริงใจของคุณ?” หลิวเย่หรี่ตาลงและจิบชาต่อ
ในสถานการณ์แบบนี้ทำให้หานจงรู้สึกหงุดหงิดในใจไม่มีครั้งใดที่เขาเป็ฝ่ายรับ ปกติเขาจะเป็ฝ่ายรุกไล่คู่ต่อสู้แต่เขาต้องระงับความโกรธเพราะเขามั่นใจว่าหลิวเย่ต้องมีเงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้เขากล้าต่อรองเช่นนี้
“หมอหลิวเสนอเงื่อนไขให้ฉันรู้ได้ไหม?” สุดท้ายหานจงเปิดไพ่ให้หลิวเย่
หลิวเย่ยิ้มเล็กน้อยก่อนตอบเสียงเรียบ“อาการโดยรวมถือว่าหายขาด 90% ส่วนที่เหลือจำเป็ต้องกินยาเม็ดต่ออีก10 วัน ฉันไม่้าเงินร้อยล้านนั่นแต่ฉัน้าร่วมหุ้นกับบริษัทเม่ยลี่ฟาร์มาซูติคอลอย่างน้อย 30%”
คำตอบของหลิวเย่เหมือนมีสายฟ้าฟาดกลางหัวหานจงทำให้เขาต้องสูดลมหายใจลึกๆ เพื่อระงับความโมโหที่กำลังะเิออกมา
คำขอของหลิวเย่มันมากเกินไปถึงแม้ว่าเขาจะรักลูกชายคนนี้มาก แต่การที่ต้องเสียเืเนื้อมากขนาดนี้ทำให้เขายอมรับไม่ได้
ในตอนนี้มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น
“เข้ามา” เสียงหานจงอนุญาตให้คนข้างนอกเข้ามาได้ปรากฏว่าเป็พ่อบ้านที่ดูแลหานเล่ยในขณะที่พวกเขากำลังนั่งคุยกันเขาเข้ามากระซิบข้างหูของหานจง นั่นทำให้หานจงมีอาการตื่นเต้นยินดีแววตาของเขาเปล่งประกายแห่งความสุขออกมา
เมื่อพ่อบ้านออกจากห้องหนังสือไปแล้ว
หลิวเย่ได้โอกาสจึงเอ่ยขึ้นว่า“อย่าเพิ่งปฏิเสธฉันเลย ฟังข้อเสนอก่อนฉันมีสูตรยาเสริมความงามและสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้”หลิวเย่เอ่ยขึ้นขัดจังหวะอารมณ์ตื่นเต้นยินดีนั้น
“หมอหลิวว่าอะไรนะ!” หานจงตื่นตะลึง
“อะไรนะ! ยาอายุวัฒนะสูตรยาเสริมความงาม นี่.....เป็ไปไม่ได้!”หานจงปฏิเสธความจริงตรงหน้าต้องบอกว่าในปัจจุบันนี้ยังไม่มีบริษัทยาหรือแพทย์แผนจีนคนใดที่สามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้นี่มันบ้าเกินไปแล้ว
“คุณคิดว่าฉันโกหกเหรอ?แล้วทำไมถึงเชื่อว่าฉันรักษาโรคของลูกชายคุณได้?” หลิวเย่ส่ายหัวแล้วถามอีกครั้ง
หานจงอึ้งชะงักไปนั่นเป็ความจริง จากข้อมูลที่คนของเขาไปสืบประวัติของหลิวเย่มาหลิวเย่เป็เพียงชายหนุ่มธรรมดาไม่มีภูมิหลังจากตระกูลใหญ่เขาเป็นักศึกษาแพทย์แผนจีนที่มหาวิทยาลัยแพทย์แผนจีน แต่สิ่งที่ทำให้เขาเดิมพันในการเชื่อใจหลิวเย่เป็เพราะว่าเขารู้จักหมอกู่ผิงโจวเป็อย่างดี หมอกู่เป็หมอที่มีชื่อเสียงโด่งดังเมื่อ5-10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งครอบครัวของเขาและเพื่อนสนิทเคยรับการรักษามาหลายครั้ง หลังจากนั้นหมอกู่หายเงียบและเขาออกจากวงการไปโดยที่มีข่าวลือใน่นั้นว่าหมอกู่ทำให้คนป่วยเสียชีวิตขณะทำการรักษาแต่ถึงอย่างนั้นหมอกู่ยังคงไปทำหน้าที่เป็แพทย์อาสาสมัครให้กับชาวบ้านที่ยากจนในแถบชานเมืองเป็ประจำ
ข้อมูลที่ได้จากหมอกู่นั่นคือหลิวเย่เป็นักศึกษาแพทย์ที่ไปฝึกงานกับเขา ซึ่งหลิวเย่มีทักษะการรักษาขั้นสูงที่แม้แต่หมอกู่ยังให้การยอมรับและเชื่อมั่นในฝีมือนั้น
“หมอหลิวคุณปรุงยาอายุวัฒนะได้หรือ?”หานจงถามเสียงเข้มหลังจากที่ใคร่ครวญครู่หนึ่ง
“นั่นเป็ทักษะที่สืบทอดมาของตระกูลฉันฉันสามารถทำมันได้” หลิวเย่พยักหน้าตอบยืนยัน
“ตกลง!” หานจงกำมือแน่นและกัดฟันตอบอย่างจริงจัง
เขาตัดสินใจแล้วว่าหากบริษัทของเขาสามารถปรุงยาอายุวัฒนะได้และมีสูตรยาเสริมความงามวิกฤติทางการค้าที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน วิธีนี้จะเป็หนทางรอดถึงแม้ว่าเขาจะสูญเสียเืเนื้อไปถึง 30% ก็ตาม
เมื่อหลิวเย่เห็นว่าหานจงตอบตกลงแล้วเขาหยิบขวดยาออกมาจากกระเป๋าเป้วางไว้บนโต๊ะ “เมื่อฉันได้เซ็นสัญญาเรียบร้อยแล้วฉันจะให้สูตรยาเสริมความงามและปรุงยาอายุวัฒนะให้เดือนละ 10 เม็ดแต่ละเม็ดสามารถยืดอายุได้เพียงหนึ่งปีเท่านั้น หากเป็คนที่อายุเกิน 90ปีจะไม่มีประโยชน์ใดๆ หากคนๆเดียวกินทั้งสิบเม็ดจะมีผลเพียงครึ่งหนึ่ง”หลิวเย่บอกเงื่อนไขสำคัญแก่หานจง
หานจงดวงตาเป็ประกายวาวเขาเป็นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเขารู้ดีว่ายาที่ดีและหายากนั้นจะมีจำนวนมากไม่ได้อุปสงค์และอุปทานต้องสอดคล้องกันจึงจะสามารถกำหนดราคาที่สูงได้
“หมอหลิวอย่างช้าวันมะรืนนี้คุณสะดวกเซ็นเอกสารที่ไหน?”หานจงถามการนัดหมายเซ็นสัญญาโอนหุ้น
“อืม.....ตอนบ่ายที่มหาวิทยาลัยก็แล้วกัน คุณค่อยโทรหาฉันอีกที”
จากนั้นเขาสะพายกระเป๋าเป้และเดินออกจากห้องหนังสือ
“หมอหลิวทำไมเราไม่ทานอาหารเย็นด้วยกัน?” หานจงพยายามรั้งหลิวเย่ไว้
“ไม่ล่ะ ขอบคุณมากฉันมีธุระที่ต้องทำ” หลิวเย่โบกมือตอบอย่างไม่ใส่ใจเขาไม่้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบรรยากาศที่มีปัญหาความขัดแย้งซ่อนเร้นในครอบครัวนี้
“งั้นวันที่เราเซ็นสัญญาค่อยทานอาหารด้วยกันดีไหม?” หานจงยังคงคะยั้นคะยอต่อไป
“ขอบคุณมากแต่ฉันต้องไปฝึกงานกับอาจารย์กู่ในตอนเย็น เอาไว้เมื่อมีโอกาสก็แล้วกัน”หลิวเย่ปฏิเสธทันที เขามีตารางงานที่แน่นมากเกินไป
ในห้องนอนของหานเล่ย หลังจากที่เขาตื่นขึ้นและบอกอาการคร่าวๆของเขากับพ่อบ้านที่มาดูแลเขาเฝ้าสังเกตอาการตนเอง เขารู้สึกสบายตัวมากขึ้นเรื่อยๆอาการเจ็บหน้าอกหรือความรู้สึกอยากไอ ค่อยๆลดลงทั่วร่างกายของเขามีความรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาก เขาเดินไปยืนจ้องมองกระจกเงาพบว่าใบหน้าของเขามีสีชมพูจางๆ ไม่ใช่ขาวซีดเหมือนเดิมเขาหัวเราะเสียงดังด้วยความสุข
บนรถยนต์ที่พ่อบ้านและคนขับรถมาส่งหลิวเย่
“ขอบคุณหมอหลิวมาก”พ่อบ้านและคนขับรถโค้งคำนับหลิวเย่เมื่อมาส่งถึงหน้าประตูมหาวิทยาลัย
“ไม่เป็ไร” หลิวเย่ตอบกลับเสียงเรียบ และหันหลังเดินกลับหอพัก