“จิตรกรหลวงซุนถงฉีมาถึงแล้ว!” เสียงกู่ร้องของทหารหน้าประตูดังขึ้นเป็สัญญาณบอกให้ทุกคนรับทราบการมาของบุคคลสำคัญต่อเหตุการณ์ในลานพิธีชายวัยกลางคนที่รอบดวงตาถูกพันด้วยผ้าขาวเดินเข้ามาอย่างเชื่องช้า ข้างกายมีหญิงวัยเดียวกันคอยประคองและจับมือนำพาให้เดินตรงไปตามทางจนถึงเบื้องหน้าของท่านอ๋อง
ไม่ว่าใครได้เห็นจิตรกรหลวงปรากฏตัวในสภาพนี้ต่างก็ประหลาดใจอดไม่ได้ที่จะหันไปกระซิบกระซาบกับคนข้างๆ
“มองไม่เห็นเช่นนี้แล้วจะบอกได้อย่างไรว่าใครคือตัวจริง”
“มีเพียงเขาคนเดียวแท้ๆที่จะบอกได้”
"แล้วจะเป็อย่างไรต่อไปนะ"
หูของจิตรกรหลวงได้ยินเสียงพึมพำของผู้คนคำพูดที่จับใจความได้บ้างไม่ได้บ้างดังมาจากเหล่าข้าราชบริพารและเหล่าหญิงงามที่อยู่ทั้งสองฝั่งซ้ายขวาที่เฝ้ามองเหตุการณ์ณ ลานพิธีนี้อย่างไม่วางตา
ซุนถงฉีรู้อยู่แล้วว่าต้องถูกเรียกมาเพื่อพิสูจน์ตัวตนของหญิงในภาพวาดแม้ว่าดวงตาไม่อาจมองเห็นแต่ในเมื่อรับปากท่านแม่ทัพหวางซุนเทียนไว้แล้ว อย่างไรเสียต้องมาปรากฏตัวในฐานะผู้วาดภาพสำคัญนี้ให้ได้
ซุนถงฉีและฮูหยินซุนทำถวายความเคารพท่านอ๋องก่อนที่จะถูกถาม
“จิตรกรซุนถงฉีเ้าาเ็ที่ดวงตาได้อย่างไร”
“ทูลฝ่าา กระหม่อมสะเพร่าที่ทำหมึกกระเด็นเข้าที่ดวงตาพ่ะย่ะค่ะหมอรักษาบอกว่าอาการมองไม่เห็นนี้จะหายเป็ปกติในอีกไม่ช้าพ่ะย่ะค่ะ” ซุนถงฉีจำเป็ต้องพูดปดเขาไม่อยากให้ท่านอ๋องสืบสาวสาเหตุที่แท้จริงของอาการาเ็นี้เพราะไม่น่าจะเกิดประโยชน์ใดในเมื่อผู้ที่ไม่้าให้เขามองเห็นอาจเป็พระชายาฟางซินก็เป็ได้!อาการาเ็นี้กว่าจะหายดีก็ใช้เวลาร่วมเดือนเลยทีเดียวดังนั้นหากพูดสิ่งใดโดยไม่ไตร่ตรองไว้ก่อนอาจมีภัยมาถึงตัวอีกคราเขาจึงไม่ควรเสี่ยง...
ในขณะที่ซุนถงฉีพูดอยู่นี้ สีหน้าของหวางชุนเทียนเริ่มเป็กังวลเขาไม่รู้มาก่อนว่าซุนถงฉีมีอาการาเ็ที่ดวงตา ทั้งที่เมื่อไม่กี่วันเพิ่งได้สนทนากันแท้ๆ
ท่านอ๋องเองก็ได้แต่ถอนหายใจ หันไปมองแม่ทัพหวางชุนเทียนที่เป็ผู้เสนอให้พาตัวจิตรกรเ้าของผลงานมาพิสูจน์หญิงงามในภาพวาดนี้
“แม่ทัพหวางท่านเห็นว่าเป็เช่นไร วันนี้จิตรกรซุนถงฉีไม่สามารถยืนยันคนในภาพได้เสียแล้ว”
“นั่นสิจะรอให้หายก่อนแล้วค่อยมาพิสูจน์กันภายหลังก็คงไม่ทันกำหนดเดินทางของหญิงบรรณาการหรือหากจะให้นางทั้งสองอยู่รอจนกว่าซุนถงฉีผู้นี้มองเห็นก่อนเกรงว่าจะมากเื่เกินไปหรือไม่” องค์ชายรองรีบพูดดักทางเพื่อไม่ให้แม่ทัพหวางได้ทันตั้งตัวและไม่อาจคิดเสนอทางออกอะไรได้อีก
พระชายาฟางซินผู้วางแผนการทั้งหมดั้แ่ต้นหันไปลอบยิ้มกับนางกำนัลซูปี้แสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของหญิงทั้งสองเมื่อแผนการแรกไม่สำเร็จก็ยังมีแผนการต่อไปซึ่งหมายความว่าจะไม่ยอมให้เหม่ยหลินตกเป็ของผู้ใดในแคว้นนี้นอกจากไล่ให้ไปอยู่แคว้นม่งอู๋ที่ห่างไกลและตกเป็ของผู้อื่นไปเสีย
แม่ทัพหวางขมวดคิ้วสีหน้าขรึมลงเดินตรงไปยังจุดที่ซุนถงฉียืนอยู่
“ท่านซุน ข้าดีใจนักที่ท่านมาร่วมพิสูจน์ในครั้งนี้...แต่ว่า...” หวางชุนเทียนรู้สึกขอบคุณด้วยใจจริง แต่ด้วยสถานการณ์ที่เป็รองเช่นนี้ทำให้พูดประโยคต่อไปไม่ออก
“ยังมีวิธีพิสูจน์นอกเหนือจากการมองเห็นโปรดไว้ใจข้า” คำพูดนี้ของซุนถงฉีทำให้หวางชุนเทียนเลิกคิ้วมองอย่างไม่อาจเชื่อได้เต็มที่นัก
ท่านอ๋องที่นั่งประทับอยู่บนบัลลังก์ได้ยินซุนถงฉีเอ่ยปากกับแม่ทัพหวางชุนเทียนเช่นนั้นก็ใคร่อยากรู้วิธีที่จิตรกรหลวงกล่าวถึง“ยังมีวิธีใดที่จะพิสูจน์ได้อีกหรือ รีบบอกมาเร็ว”
“พิสูจน์ด้วยเสียงขลุ่ยพ่ะย่ะค่ะ! กระหม่อมวาดภาพนี้ในขณะที่ฟังเสียงขลุ่ยของแม่นางผู้นั้นกระหม่อมจำเสียงบรรเลงอันไพเราะนั้นได้แม่นยำพ่ะย่ะค่ะ”
องค์ชายรองและพระชายาชะงักไปเล็กน้อยไม่คิดว่าจิตรกรหลวงผู้นี้ยังจะสามารถหาหนทางอื่นจนได้
“เสด็จพ่อเพคะ หม่อมฉันเห็นว่าเื่หลังจากนี้ให้หม่อมฉันเป็ผู้จัดการเองดีกว่าอย่าทำให้เสด็จพ่อต้องเสียเวลาเลย”พระชายารีบพูดขัดขึ้นทันที คิดเพียงว่าต้องขัดขวางการพิสูจน์นี้ให้ได้
“ข้าอยากรู้ความจริงวันนี้...ไปนำขลุ่ยมาให้แม่นางทั้งสอง!”สำหรับท่านอ๋องแล้ว ไม่ว่าผลเป็เช่นไรก็ตาม การพิสูจน์ด้วยเสียงขลุ่ยบรรเลงก็น่าสนใจเช่นกัน
หญิงทั้งสองที่ท่านอ๋องกล่าวถึงในขณะนี้ต่างทำหน้าแปลกใจ เหม่ยหลินเองที่ไม่ได้รู้เื่ราวเกี่ยวกับภาพที่กล่าวถึงมาก่อนแต่ตอนนี้พอจะเรียบเรียงเหตุการณ์ได้บ้างแล้วว่าเหตุใดอยู่ๆนางกำนัลซูปี้จึงเดินทางไปถึงหมู่บ้านหนิงอันเพื่อนำตัวเธอมาโดยเฉพาะเพียงแค่ไม่เข้าใจว่าการมาของเธอจะสำคัญอะไรหนักหนา
“ก่อนที่จะเริ่ม หม่อมฉันขอดูภาพนั้นใกล้ๆได้ไหมเพคะ”คำขอของเหม่ยหลินย่อมเป็ผล เมื่อทรงอนุญาตให้นางทั้งสองได้พินิจภาพต้นเหตุอย่างละเอียดเหม่ยหลินคิดขึ้นได้ว่าเหตุการณ์ในภาพคงจะเป็วันที่เธอนั่งอยู่ใต้ต้นกุ้ยและได้เป่าขลุ่ยที่จินเอ๋อร์มอบให้นั่นเองเพียงแต่ไม่ทันสังเกตบุคคลที่วาดรูปเธออยู่บริเวณใกล้ๆนั้น
เสี่ยวถิงเหลือบสายตามองพระชายาและนางกำนัลซูปี้ในเชิงขอความช่วยเหลือการเป่าขลุ่ยนี้ไม่ได้อยู่ในแผนการั้แ่ต้น นางเป็เพื่อนร่วมห้องกันก็จริงแต่ไม่เคยเห็นเหม่ยหลินหยิบขลุ่ยขึ้นมาเป่าสักครั้งเดียวจึงไม่เคยรู้ว่าเหม่ยหลินจะเป่าขลุ่ยได้ยังดีที่ใน่พำนักภายในวังหลวงเสี่ยวถิงได้รับการฝึกฝนการแสดงด้านดนตรีที่นอกเหลือจากการร่ายรำด้วยเช่นกัน นางหวังเพียงว่าเสียงขลุ่ยอันไพเราะของนางจะทำให้จิตรกรหลวงผู้นี้สับสนได้บ้างไม่มากก็น้อย
“หม่อมฉันขอเป็ผู้เริ่มก่อน”เสี่ยวถิงรีบชิงพูดขอเป็คนแรกหลังจากเห็นนางกำนัลซูปี้พยักหน้าส่งสัญญาณ
ในขณะที่เสี่ยวถิงบรรเลงเพลงขลุ่ยเสียงหวานก็ปรากฏรอยยิ้มบนใบหน้าของท่านอ๋องที่นิยมชมชอบในฟังเพลงบรรเลงจากดนตรีเกือบทุกประเภทความไพเราะในเพลงขลุ่ยของเสี่ยวถิงทำให้พระชายาฟางซินรู้สึกหายใจโล่งขึ้นมาได้บ้างนางเหลือบมองท่าทีของเหม่ยหลินพลางคิดอยากให้หญิงผู้นี้ตกประหม่าเสียจนเป่าขลุ่ยไม่ออกหญิงงามจากหมู่บ้านห่างไกลขนาดนั้นจะมีฝีมือบรรเลงขลุ่ยได้ไพเราะดีเท่ากับหญิงที่ได้รับการฝึกสอนจากเมืองหลวงได้อย่างไรกัน
“ไพเราะมาก!” สิ้นเสียงบรรเลงเพลงขลุ่ยของหญิงคนแรก ท่านอ๋องเป็ผู้นำปรบมือพร้อมกับพูดชื่นชมจนทุกคนในลานพิธีต่างปรบมือตามกันยกใหญ่เสี่ยวถิงยิ้มกว้างถวายคำนับอย่างนอบน้อม
ซุนถงฉีก็เห็นด้วยกับท่านอ๋องเมื่อได้ฟังจากเสียงบรรเลงจากหญิงคนแรกก็ยอมรับว่านางเป็ผู้มีความสามารถในเครื่องดนตรีชนิดนี้เป็อย่างมากแต่เพลงที่ได้ยินอาจมีความคล้ายแต่ก็ยังมิอาจใช่ เขาคิดว่าควรรอฟังการบรรเลงของอีกหนึ่งนางมากกว่า...
“เอาล่ะ...ต่อไปถึงตาเ้า”ท่านอ๋องชี้ไปที่เหม่ยหลินที่ยืนใจเต้นตุบๆ ความรู้สึกเหมือนอยู่บนเวทีประกวดแข่งขันบรรเลงดนตรีก็ไม่ปานเธอไม่เคยเป่าขลุ่ยต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้มาก่อนอย่างมากก็เป่าต่อหน้าอาจารย์และเพื่อนร่วมเรียนเพื่อสอบให้ผ่านระดับขั้นทางดนตรีเท่านั้น
หวางชุนเทียนเห็นอาการตกประหม่าของหญิงสาวจึงขอเป็ผู้หยิบขลุ่ยอีกอันจากนางกำนัลเดินตรงไปมอบให้กับเหม่ยหลินด้วยตนเอง หากนางกลัวเสียจนไม่สามารถเป่าขลุ่ยได้ก็จะไม่มีสิ่งใดเป็การพิสูจน์นอกเหนือจากนี้อีกแล้ว
“อย่าได้กลัวเ้าจงเป็ตัวของเ้าเองแล้วบรรเลงเพลงให้ดีที่สุด” เสียงพูดนุ่มนวลเอ่ยให้กำลังใจ
“เ้าค่ะ ข้าจะทำให้ดีที่สุด” หญิงสาวเงยหน้ามองเขาตาปริบๆ
ทำไมนะ...คำพูดให้กำลังใจเพียงแค่ไม่กี่คำของแม่ทัพหวางชุนเทียนผู้นี้กลับทำให้เธอสร้างพลังบางอย่างขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ
เหม่ยหลินรับขลุ่ยจากมือชายหนุ่มมากำไว้แน่นหญิงสาวที่มาจากยุคอนาคตอย่างเธอช่างหาญกล้าสู้คนยุคอดีตที่เป็ต้นตำรับในเครื่องดนตรีชนิดนี้แต่ในเมื่อเธอมายืนอยู่ตรงนี้แล้วจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
‘คิดซะว่ากำลังสอบเลื่อนระดับก็แล้วกันถึงจะไม่ใช่มืออาชีพอย่างน้อยฉันก็ได้เกรดเอวิชาดนตรีเหมือนกันนะ!’
เหม่ยหลินคิดเข้าข้างตัวเองเกรดเอวิชาดนตรีไม่ใช่ได้มาง่ายๆแสดงว่าเราต้องมีพร์ถึงแม้จะไม่มีเืศิลปินอยู่ในตัวก็ตาม!
แม่ทัพหวางเดินกลับไปนั่งจุดเดิมสายตาที่แสดงให้เห็นว่าเขาคอยเอาใจช่วยอยู่ตรงนี้ทำให้เหม่ยหลินเริ่มใจฟูขึ้นมาบ้างอย่างน้อยในที่แห่งนี้ก็ยังมีคนที่คอยหวังดีกับเธออยู่หนึ่งคนหญิงสาวสูดลมหายใจเข้าให้ลึกที่สุดยกขลุ่ยขึ้นมาประชิดริมฝีปากบางในตำแหน่งพร้อมบรรเลงนึกถึงเพลงที่เธอเคยเป่าให้จิ่นเอ๋อร์ฟังใต้ต้นกุ้ยเหม่ยหลินไม่ได้บอกชื่อเพลงนี้ให้จิ่นเอ๋อร์รู้เธอบอกกับจิ่นเอ๋อร์ให้รู้เพียงว่านี่คือเพลงคลาสสิกที่โด่งดังมากในสถานที่ที่เธอจากมา
ใช่...เหม่ยหลินรู้ดีว่าเพลงนี้มีความพิเศษตรงที่เป็เพลงร้องประกอบภาพยนตร์รักโรแมนติกที่โด่งดังไปทั่วโลกคนเกือบทุกวัยในยุคของเธอต่างรู้จักทำนองเพลงที่หวานกินใจั้แ่เริ่มอินโทรแรกของเพลงนี้เลยทีเดียวเมื่อใดที่บทเพลงนี้ถูกบรรเลงผ่านขลุ่ยจีนยิ่งทวีความไพเราะเข้ากันกับอารมณ์เพลงที่้าจะสื่อถึงความรักหวานปนเศร้า
เพราะในเวลานี้ เพียงแค่ท่อนนำของบทเพลงอันแสนหวานที่เหม่ยหลินเริ่มบรรเลงก็สะกดให้ผู้ที่ได้ฟังเกิดความหลงใหลเสียแล้ว...
ผู้คนในลานพิธีต่างนิ่งงันราวกับต้องมนต์ไม่มีเสียงพูดของใครเล็ดลอดออกมาแม้แต่เสียงเดียวราวกับไม่อยากให้เสียงสนทนาใดๆดังแทรกขึ้นมาทับเสียงขลุ่ยที่หวานล้ำเจือความเศร้าจากฝีมือการบรรเลงของเหม่ยหลินในขณะนี้
ซุนถงฉีที่ได้ฟังการบรรเลงอย่างชัดเจน เขาฉีกยิ้มและพยักหน้าน้อยๆอย่างพอใจตรงกันข้ามกับอีกฝ่ายที่หน้านิ่วคิ้วขมวดไปตามๆกัน ไม่คิดมาก่อนว่าเพลงที่ซุนถงฉีเคยกล่าวถึงจะไพเราะสะกดอารมณ์ผู้ฟังได้มากถึงเพียงนี้
ส่วนหวางชุนเทียนนั้นเล่า...เริ่มเข้าใจสิ่งที่ซุนถงฉีเคยพูดไว้ทำนองเพลงประหลาดแต่ช่างแสนไพเราะน่าฟัง รวมถึงท่วงท่าในการบรรเลงเพลงของหญิงสาวช่างดูงดงามเช่นนี้นี่เองจิตรกรหลวงจึงไม่อาจพลาดโอกาสวาดภาพหญิงสาวในขณะที่อยู่ในห้วงอารมณ์เพลงนี้ได้…