หลังจากการรอนแรมฝ่าดงพงไพรมานับสิบกว่าวัน จนก้นของลู่ชิงแทบจะกลายเป็เนื้อเดียวกับอานม้า ในที่สุดเงาทะมึนของสิ่งก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็นมาในชีวิตก็ปรากฏขึ้น เมือง ตงหยาง 1 ใน 4 หัวเมืองใหญ่แห่งแคว้นต้าหยวนตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ลู่ชิงถึงกับดึงบังเหียนม้าจนมันชะงักกึก เขาอ้าปากค้างกว้างจนแมลงวันแทบจะเข้าไปสร้างรังได้ แววตาของบัณฑิตหนุ่มเต็มไปด้วยความตื่นตะลึงปนอาการเหวอแบบสุดขีด
กำแพงเมืองนั้นก่อขึ้นจากหินแกรนิตสีเทาทะมึนแต่ละก้อนมีขนาดพอๆ กับตัวเขาเอง มันสูงตระหง่านเสียดฟ้าจนลู่ชิงต้องแหงนคอตั้งบ่าจนกระดูกคอลั่นดัง กร๊อบ ป้อมปราการประจำมุมเมืองแต่ละด้านดูน่าเกรงขามประดุจั์ศิลากำลังจ้องมองมดงานที่สัญจรเข้าออก ประตูเมืองเหล็กกล้าขนาดมหึมาที่หนานับฟุตถูกเปิดอ้าออก ทหารยามในชุดเกราะวาววับถือหอกยาวเหยียดประจำการเรียงรายนับร้อยนาย ดูเข้มงวดจนกระทั่งมดจะเดินเข้าเมืองยังต้องคลานให้ถูกระเบียบวินัย
"พระเ้าช่วย... นี่มันเมืองคนหรือรังมดตะนอยั์กันแน่!" ลู่ชิงพึมพำพลางปาดน้ำลายที่เกือบไหล
"ตอนข้าไปสอบบัณฑิตเขตเมื่อปีก่อน เมืองนั้นว่าใหญ่แล้ว แต่นี่... แค่ป้อมยามหน้าประตูยังใหญ่กว่าจวนเ้าเมืองแถวบ้านข้าทั้งหลังเสียอีก! หากข้าเดินหลงในนี้ ข้าคงต้องใช้เวลาสามวันกว่าจะหาทางออกเจอแน่ๆ"
เฉินอี้ที่ควบม้ามาข้างๆ หัวเราะหึๆ ในลำคอด้วยความเอ็นดู
"นี่แหละตงหยาง ท่านลู่ ศูนย์กลางการค้าที่แม้แต่ฝุ่นยังเป็สีทอง หากท่านเป็ปลา นี่คือมหาสมุทรที่ท่านจะว่ายจนหางกุดก็ยังไม่ทั่วถึงขอบ"
หัวหน้ามือปราบควบม้าเข้าไปเจรจากับนายกองทหารยามเพียงครู่เดียว ก่อนจะกวักมือเรียกบัณฑิตหนุ่มให้ตามเข้าไป ขบวนม้าเคลื่อนผ่านถนนสายหลักที่กว้างขวางปานจะเอารถม้ามาวิ่งแข่งกันได้แปดเลน มุ่งตรงไปยังใจกลางเมืองจนถึง จวนผู้ว่าและสำนักงานกองปราบตงหยาง ที่ตั้งตระหง่านเด่นสง่าอยู่ด้วยสถาปัตยกรรมสีแดงสลับทอง
"ท่านลู่ รบกวนท่านรออยู่ใต้ต้นหลิวตรงนี้สักครู่" เฉินอี้ลงจากหลังม้าพลางปัดฝุ่นตามเสื้อผ้า
"ข้าต้องเข้าไปรายงานตัวและแจ้งเื่วีรกรรมที่ท่านช่วยเราปราบโจรต่อท่านผู้อำนวยการกู่เสียก่อน แล้วข้าจะออกมาเรียกท่านเข้าไปรับความดีความชอบ"
"ได้เลยท่านหัวหน้า ตามสบายเลย ข้าไม่รีบ... ข้าจะนั่งนับมดรอตรงนี้แหละ" ลู่ชิงโบกมือหยอยๆ ทว่าคล้อยหลังเฉินอี้ไปเพียงอึดใจเดียว "อสูรกาย" ในท้องของเขาก็เริ่มออกอาละวาดส่งเสียงร้องโครกครากประท้วงจนชาวบ้านแถวนั้นหันมามอง
"โอ๊ย... พลังเบิกฟ้าก็เบิกเถอะ ตอนนี้ไส้ข้าจะขาดอยู่แล้ว พลังที่ใช้คัดลายมือตลอดสามวันมานี้คงสูบเอาสารอาหารทั้งหมดในตัวข้าไปจนเกลี้ยงแล้วแน่ๆ!"
เขาสอดส่ายสายตาไปรอบๆ จนพบกับแผงขายซาลาเปาเ้าใหญ่ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้าม กลิ่นแป้งนึ่งขาวนวลหอมฉุยลอยมาเตะจมูกปานจะฉุดกระชากิญญาบัณฑิตให้หลุดจากร่าง เขาเดินลิ่วเข้าไปทันทีด้วยแววตาเป็ประกาย
"เถ้าแก่! ซาลาเปาไส้หมูสับลูกใหญ่ๆ สองลูกร้อนๆ เลยนะ!" ลู่ชิงสั่งเสียงใสอย่างมั่นใจ พลางหยิบซาลาเปาขาวอวบขึ้นมาถือไว้ในมืออย่างทะนุถนอมประดุจของล้ำค่า
"ได้เลยเ้าหนุ่ม สองลูกสี่อีแปะ!" เถ้าแก่ยิ้มแย้มพลางยื่นมือมารอรับเงิน
ลู่ชิงยิ้มตอบพลางล้วงมือเข้าไปในสาบเสื้อเพื่อหาถุงเงินที่เขามั่นใจว่า "มันต้องมีสิ!" ทว่า... นิ้วมือของเขากลับััได้เพียงความว่างเปล่า เขาเริ่มล้วงลึกขึ้น ล้วงจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา ล้วงไปถึงตะเข็บกางเกง แววตาที่เคยเป็ประกายเริ่มเปลี่ยนเป็ความตื่นตระหนก
"เดี๋ยวนะ... เมื่อกี้ยังรู้สึกหนักๆ อยู่เลยนี่นา"
"ว่าไงเ้าหนุ่ม เงินล่ะ?" เถ้าแก่เริ่มหุบยิ้ม สายตาเปลี่ยนเป็หวาดระแวง
ลู่ชิงหน้าซีดเผือด เหงื่อกาฬเริ่มผุดตามไรผม เขาล้วงจนเกือบจะฉีกเสื้อผ้าตัวเองแต่กลับไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของเหรียญทองแดงเดียว
"ซวยแล้ว! เงินหมดั้แ่ตอนซื้อถั่วต้มกะลาที่แล้วนี่นา! ลู่ชิงเอ๋ยลู่ชิง... เ้ามันปราชญ์ไส้แห้งของแท้!" เขาพยายามส่งยิ้มแห้งๆ ให้เถ้าแก่ขณะที่ในมือยังกำซาลาเปาแน่น
"เอ่อ... ท่านลุง คือข้าเพิ่งนึกได้ว่า... เงินของข้ามันอาจจะ... ตกหล่นไประหว่างทางที่ต่อสู้กับโจรป่าน่ะขอรับ"
"ไม่มีเงินแล้วสั่งทำไม! วางซาลาเปาลงเดี๋ยวนี้เลยนะไอ้บัณฑิตกำมะลอ!" เถ้าแก่ตวาดเสียงดังทำเอาคนเดินถนนหันมามองลู่ชิงเป็ตาเดียว
"ท่านลุง! ช้าก่อนท่านลุงผู้มีเมตตาปานมหาสมุทร!" ลู่ชิงรีบหยิบกระดาษที่เขาพับซ่อนไว้อย่างดีออกมา
"ข้าคือบัณฑิตลู่ชิง ผู้กำลังจะไปสอบจอหงวนในวันหน้า! กระดาษแผ่นนี้ข้าคัดบทกวี 'หนึ่งขีดเบิกฟ้า' ด้วยจิติญญาและแรงกายทั้งหมดที่มีมาสามวันสามคืน ลายเส้นประณีตล้ำลึกประดุจเทพเซียนลงมาจารึกเอง แลกกับซาลาเปาสองลูกนี้เถิดท่านลุง! คิดเสียว่าช่วยชีวิตปราชญ์ที่กำลังจะอดตายหน้าจวนกองปราบให้เป็ที่อนาถสายตาเถอะนะ!" เขายกแม่น้ำทั้งห้า พรรณนาโวหารจนน้ำไหลไฟดับ
เถ้าแก่รับกระดาษมาพลิกดูด้วยสีหน้าสะอิดสะเอียน
"สวยน่ะมันก็สวยอยู่หรอกเ้าหนุ่ม แต่กระดาษเปื้อนเขม่าหมึกนี่มันเอาไปจิ้มน้ำพริกกินไม่ได้! กินแล้วติดคอตายพอดี! ไปๆ อย่ามาขวางหน้าร้าน ข้าขายซาลาเปา ไม่ได้เปิดหอศิลป์!" เขาปัดกระดาษทิ้งลงบนโต๊ะไม้จนมันเกือบจะปลิวไปตามลม
ในจังหวะนั้นเอง สตรีสูงศักดิ์นางหนึ่งกำลังเดินผ่านมาพอดี นางสวมชุดผ้าไหมสีฟ้านวลตา ปักลวดลายบุปผาอย่างประณีต มีผ้าบางๆ ปิดบังใบหน้าครึ่งล่างไว้ แต่ไม่อาจซ่อนดวงตาที่กลมโตสดใสประดุจหยาดน้ำค้างได้ นางมาพร้อมกับสาวใช้ที่คอยกางร่มประดับมุกให้ เมื่อเห็นบัณฑิตหนุ่มท่าทางหน้าตาดีแต่กริยาดูรันทดหิวโซจนตัวสั่น นางก็เกิดความเวทนา
"เถ้าแก่... ซาลาเปาสองลูกนั่น ข้าจ่ายให้เขาเอง" เสียงของนางไพเราะราวกับเสียงกระดิ่งลม พลางส่งเศษเงินให้พ่อค้า
ลู่ชิงตาโตประดุจไข่ห่าน เขาคำนับนางปะหลกๆ
"ขอบพระคุณคุณหนูผู้เมตตา! ท่านคือเทพธิดาจำแลงมาโปรดโดยแท้! โปรดรับบทกวีแผ่นนี้ไว้เถิดขอรับ ข้าไม่อาจกินซาลาเปาฟรีๆ โดยไม่ใช้สติปัญญาตอบแทนได้ ลายมือนี่ข้าภูมิใจที่สุดในชีวิต แม้แต่ฮ่องเต้ก็อาจจะไม่มีวาสนาได้เห็นลายเส้นเช่นนี้!" ลู่ชิงคะยั้นคะยอยัดกระดาษใส่มือนางแบบไม่ยอมให้ปฏิเสธ
"ไม่เป็ไรหรอกท่านบัณฑิต ข้าเพียงอยากช่วย..." นางพยายามจะคืน ทว่าลู่ชิงกลับทำหน้าเศร้าสร้อยปานสุนัขโดนทิ้ง
"รับไว้เถิดขอรับ มิฉะนั้นซาลาเปานี้คงจะขมขื่นจนข้ากลืนไม่ลงแน่ๆ!" สุดท้ายนางจึงต้องรับกระดาษแผ่นนั้นมาอย่างเสียมิได้ ก่อนจะเดินจากไป ลู่ชิงมองตามหลังพลางกัดซาลาเปาคำโต
"อื้ม... รสชาติแห่งความเมตตานี่มันช่างนุ่มละมุนลิ้นดีแท้ แผ่นนั้นเสียไปก็ไม่เป็ไร ตราบใดที่ข้ายังหายใจ ข้าเขียนใหม่ได้อีกเป็ร้อยเป็พันแผ่น!"
ครู่ต่อมา เฉินอี้เดินออกมาจากจวนด้วยสีหน้าเกรงใจ
"ท่านลู่ เชิญด้านใน ท่านผู้อำนวยการกู่รอพบท่านอยู่"
ลู่ชิงเดินตามเข้าไปในห้องโถงที่โอ่อ่า ที่นั่นเขาได้พบกับ กู่ิ ผู้อำนวยการกองปราบเมืองตงหยาง ชายวัยกลางคนร่างหนาบึกบึนในชุดเครื่องแบบเต็มยศ เขานั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลักพลางกวาดสายตาดูแคลนมองลู่ชิงที่ยังมีคราบแป้งซาลาเปาติดอยู่ที่มุมปาก
"นี่รึ... ยอดคนที่เ้าเล่าว่าสยบโจรและทำฟ้าผ่าได้?" กู่ิเค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"เฉินอี้ ข้าว่าเ้าคงตรากตรำงานหนักจนสมองเลอะเลือนเสียแล้ว นี่มันบัณฑิตถังแตกชัดๆ ท่าทางเหมือนคนเพิ่งวิ่งราวซาลาเปามามากกว่า"
"ท่านผู้อำนวยการกู่ ท่านลู่ชิงมีความสามารถซ่อนเร้น..." เฉินอี้พยายามอธิบายอย่างใจเย็น
"พอเถอะ!" กู่ิสะบัดมือด้วยความรำคาญ พลางหยิบถุงเงินขนาดกลางๆ ถุงหนึ่งออกมาแล้วโยนลงบนโต๊ะเสียงดัง เคร้ง
"เห็นแก่ที่เ้าอ้างว่าเขาช่วยงาน ข้าจะให้เงินรางวัลตามระเบียบ... เอาไปสิบตำลึงทอง ถือว่าเป็ค่าเสียเวลาของเ้าก็แล้วกัน"
สำหรับกู่ิ เงินสิบตำลึงทองนี้ช่างเป็เศษเงินที่น้อยนิดเมื่อเทียบกับงบประมาณมหาศาลที่เขาดูแลอยู่ แต่สำหรับลู่ชิงที่ทั้งชีวิตเคยเห็นเงินมากที่สุดเพียงไม่กี่ตำลึงเงิน ดวงตาของเขาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
"สิ...สิบตำลึงทอง!"
เขาอุทานในใจ เงินจำนวนนี้มากพอจะซื้อที่ดิน ปลูกบ้านใหม่ และเลี้ยงดูแม่กับน้องสาวไปได้อีกหลายปีเลยทีเดียว!
"รับไปแล้วก็รีบออกไปซะ" กู่ิโบกมือไล่ประดุจไล่แมลง
"คราวหลังอย่าพาบัณฑิตซุ่มซ่ามท่าทางยากจนเช่นนี้เข้ามาในจวนผู้ว่าอีก มันดูไม่งามและเสียเกียรติสถานที่" เขาจ้องมองลู่ชิงด้วยสายตาหยามเหยียดประดุจมองเศษฝุ่นที่ติดมากับรองเท้า
ลู่ชิงไม่ได้มีท่าทีโกรธเคืองแม้แต่น้อย เขาชินชากับสายตาเช่นนี้มาทั้งชีวิต แถมในมือตอนนี้ยังมี "ก้อนเงินมหาศาล" ที่กู่ิมองว่าเป็เศษขยะอีก เขาจึงรีบคว้าถุงเงินมาพลางคำนับอย่างนบนอบ
"ขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการกู่ที่เมตตาขอรับ! ท่านช่างใจกว้างปานมหาสมุทรจริงๆ!" (ไอ้โง่เอ๋ย เงินตั้งสิบตำลึงทองบอกว่าน้อยนิด ข้าจะเอาไปซื้อซาลาเปาให้คนทั้งหมู่บ้านกินยังได้เลย!)
เขารีบเดินออกมาพร้อมกับเฉินอี้ที่ทำหน้าเหมือนอยากจะมุดดินหนีด้วยความอับอายแทนหัวหน้าตนเอง
"ท่านลู่... ข้าต้องขออภัยแทนท่านกู่จริงๆ เขาเป็คนมองคนแค่ที่เปลือกและหยิ่งยโสจนมองไม่เห็นเพชรในตม"
"ไม่เป็ไรหรอกท่านหัวหน้า ข้าไม่ได้มีเวลามาคิดเล็กคิดน้อยกับเื่แค่นั้น" ลู่ชิงยิ้มกว้างอย่างสดใสพลางตบกระเป๋าเงินที่หนักอึ้ง
"เงินนี่มันเยอะมากสำหรับข้า ข้ายังต้องไปซื้อผ้าใหม่ และขนมไปฝากน้องสาวอีกหลายอย่าง ข้าขอลาท่านตรงนี้เลยนะ มีวาสนาคงได้พบกันใหม่!"
ลู่ชิงเดินแยกตัวออกมามุ่งหน้าสู่ตลาดที่พลุกพล่าน ทว่าในขณะที่เขากำลังเดินฮัมเพลงอยู่นั้น เสียงประกาศดังกึกก้องจากเ้าหน้าที่เมืองก็ดึงดูดความสนใจของเขาทันที
"ประกาศ! กองการศึกษาเมืองตงหยาง ขอเชิญเหล่าผู้ทรงความรู้และยอดนักอักษร ร่วมแข่งขันประชันบทกวีชิงรางวัลใหญ่ทองคำร้อยตำลึง และตำแหน่งที่ปรึกษาสำนักอักษรหลวงเมืองตงหยาง!"
ลู่ชิงหยุดกึก หูผึ่งทันที
"ทองร้อยตำลึง? ตำแหน่งที่ปรึกษา?" เขาเลียริมฝีปากพลางยิ้มกริ่ม
"หึหึ... ขนาดคนโง่ๆ อย่างผู้อำนวยการนั่นยังให้ข้ามาสิบตำลึง ถ้าข้าชนะงานนี้ ได้มาอีกร้อยตำลึง ข้าคงได้เป็เศรษฐีอันดับหนึ่งของหมู่บ้านแน่ๆ!"
เขารีบสาวเท้าเดินตามเสียงประกาศนั้นไปอย่างมุ่งมั่น โดยไม่รู้เลยว่ากระดาษแผ่นที่เขาคะยั้นคะยอให้คุณหนูไปเพื่อแลกซาลาเปานั้น กำลังจะกลายเป็ต้นเหตุของพายุลูกใหญ่ที่สั่นะเืคฤหาสน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในเมืองตงหยาง!