เสียงฟ้าร้องต่ำลึกดังะเือยู่เหนือผืนฟ้าอย่างต่อเนื่อง มิใช่เสียงคำรามฉับพลันของพายุฤดูฝน หากเป็เสียงหนักอึ้งยืดยาวคล้ายอสูรโบราณกำลังพลิกกายอยู่หลังม่านเมฆ
ภายในเรือนไม้เล็กนอกเมืองฉิงอวี้ แสงตะเกียงส่ายไหวไม่หยุดตามแรงลมที่ลอดผ่านร่องประตูและช่องหน้าต่าง มู่ซูหลานพิงเสาไม้แน่น เหงื่อเม็ดเล็กผุดเต็มหน้าผาก ใบหน้างามขาวซีดลงทุกขณะ แต่แววตายังคงพยายามตรึงสติไว้ไม่ให้หลุดลอย
เจ็บ...
ความเจ็บจากท้องน้อยมิใช่เพียงการใกล้คลอด หากเหมือนมีพลังบางอย่างจากภายนอกคอยกดอัดผ่านครรภ์เข้ามาไม่หยุด เด็กในท้องดิ้นแรงขึ้นทีละระลอก ราวกับกำลังดิ้นรนต้านทานแรงอำนาจที่มองไม่เห็นนั้นสุดกำลัง
มู่ซูหลานสูดลมหายใจลึก กัดปลายลิ้นให้ได้รสเืคาวบาง ๆ เพื่อเรียกสติกลับมา นางยันตัวลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากเย็น ก่อนเดินไปยังโต๊ะเตี้ยด้านใน หยิบเข็มเงินสิบสองเล่มที่เตรียมไว้สำหรับการคลอดขึ้นมาอย่างมั่นคง
ปลายนิ้วเรียวสั่นแ่เพียงชั่วลมหายใจ ก่อนจะฟื้นความนิ่งดังเดิม
ฉึก ฉึก ฉึก
เข็มสามเล่มแรกปักลงที่จุดชีพจรเหนือสะดือ ใต้ชายโครง และข้อมือซ้าย
ทันทีที่เข็มแตะร่าง กระแสลมปราณอ่อนละมุนก็ไหลตามลงไป ช่วยประคองชีพจรที่ปั่นป่วนให้สงบลงชั่วคราว ความเจ็บรุนแรงในท้องพลันเบาบางลงนิดหนึ่ง แต่ยังไม่ทันให้มู่ซูหลานได้ถอนใจ เสียงฟ้าร้องเบื้องบนก็พลันะเิกึกก้องขึ้นอีกครั้ง
เปรี้ยงงง!!
คราวนี้ทั้งเรือนสั่นะเื ราวกับมีค้อนั์กระแทกใส่หลังคาจากฟากฟ้าโดยตรง
ตะเกียงสองดวงดับลงพร้อมกัน ผนังไม้ด้านทิศตะวันตกเกิดรอยร้าวยาวเส้นหนึ่ง ฝุ่นผงร่วงกราวจากคานเรือน
มู่ซูหลานเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ผ่านช่องหน้าต่างที่ยังเปิดแง้มอยู่ นางเห็นเมฆดำเหนือเรือนข้นหนาจนน่าหวาดหวั่น มันมิได้ลอยเคลื่อนอย่างเมฆธรรมดา แต่หมุนวนเป็วงกว้างเหมือนประตูนภากำลังค่อย ๆ เปิดออก แสงอสนีสีม่วงดำแลบแปลบปลาบอยู่ภายในเป็ระยะ กลิ่นอายเย็นเยียบปนแรงกดดันสูงส่งผิดธรรมดาแผ่ลงมาปกคลุมทั่วบริเวณ
“ไม่...”
คำเดียวหลุดจากริมฝีปากนางอย่างแ่เบา
ศาสตร์แพทย์ที่นางร่ำเรียนมา ค่ายกลที่นางฝึกฝนมา หรือแม้แต่ความรู้ด้านลมปราณทั้งหมด บอกนางชัดเจนว่านี่ไม่ใช่พายุฝน ไม่ใช่เมฆอสูร และไม่ใช่สัญญาณลางร้ายทั่วไป
นี่คือ...
ทัณฑ์์
คำสองคำนี้เพียงผุดขึ้นในใจ มู่ซูหลานก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสันหลัง
ผู้ฝึกยุทธ์ส่วนใหญ่ทั้งชีวิตยังไม่มีโอกาสเห็นทัณฑ์์จริงกับตา ต่อให้มียอดคนบางคนไปถึงระดับที่สูงล้ำจนถูกฟ้าดินจับตา ทัณฑ์์ที่ตกลงมานั้นก็มักปรากฏยามทะลวงด่าน ไม่เคย...ไม่เคยมีผู้ใดได้ยินว่า ทัณฑ์์จะลงมาหาทารกที่ยังไม่ทันถือกำเนิด
แต่มันกำลังเกิดขึ้นตรงหน้านาง
“เ้าตัวเล็ก...” มู่ซูหลานกุมท้องแน่น เสียงแหบสั่นกว่าเดิม
“เ้ากำลังดึงดูดสิ่งใดกันแน่...”
เด็กในครรภ์ตอบโต้ด้วยการดิ้นรุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา จนมู่ซูหลานแทบยืนไม่อยู่ นางรีบหมุนกายไปยังหัวเตียง หยิบขวดหยกเล็กสีเขียวจากใต้หมอนออกมา เปิดฝาแล้วเทโอสถกลมสีขาวน้ำนมเม็ดหนึ่งลงบนฝ่ามือ
โอสถนี้มีชื่อว่า “จันทร์สงบชีพ” เป็โอสถชั้นสูงที่ช่วยประคองลมปราณมารดาและทารกยามคลอดยาก แต่เดิมนางไม่คิดว่าจะต้องใช้เร็วถึงเพียงนี้
นางกลืนมันลงไปทันที
โอสถละลายในลำคอเป็กระแสเย็นสบาย แผ่กระจายลงสู่ท้องน้อยอย่างรวดเร็ว ความเ็ปลดลงอีกระลอก แต่แรงกดดันจากนภากลับมิได้ลดน้อยลงแม้แต่นิด กลับกัน...มันเหมือนกำลังรวมตัวหนักหนาขึ้นเรื่อย ๆ รอเพียง่เวลาหนึ่งที่จะะเิลงมา
ปัง!
ลมหนาวพัดกระแทกหน้าต่างดังปัง!
แสงอสนีสีม่วงดำวาบผ่านรอยแง้มจนภายในห้องสว่างโร่ทั้งห้องชั่วพริบตา
พร้อมกันนั้นเอง มู่ซูหลานก็สะดุ้งเฮือก
มีบางอย่างเปลี่ยนไปในครรภ์..!!
เดิมทีก่อนหน้านี้ เด็กในท้องเพียงดิ้นรนอย่างไม่เป็จังหวะ แต่ตอนนี้ ลมปราณอ่อนบางจากร่างทารกกลับเริ่มไหลออกมาเป็ระเบียบ ราวกับกำลังโคจรตอบรับแรงกดดันบนฟ้าเองอย่างไม่น่าเชื่อ
“เด็กในครรภ์...โคจรลมปราณ?”
ต่อให้เป็มู่ซูหลานเอง ก็ยังไม่อาจเชื่อสิ่งที่กำลังรับรู้อยู่
เด็กยังไม่เกิดจะมีลมปราณได้อย่างไร แล้วเหตุใดลมปราณนั้นจึงไม่อ่อนแอไร้รูปแบบเหมือนทารกทั่วไป หากกลับมีลักษณะคมเข้ม แ่า และดื้อรั้นราวกับไม่ยอมก้มหัวให้สิ่งใด
ทันทีที่ความคิดนั้นแล่นผ่านใจ ท้องน้อยของนางก็พลันบีบรัดหนักขึ้นอีกหลายเท่า
มู่ซูหลานเซถอยไปพิงเตียง กลั้นเสียงครางไว้แน่น นางรู้แล้วว่าไม่อาจรอเซียวหลงเยวี่ยนกลับมาได้อีก
เด็กกำลังจะคลอด
และทัณฑ์์กำลังจะลง
นางรีบตบฝ่ามือใส่หีบไม้ยาวที่วางอยู่ใต้เตียง หีบเปิดออก เผยผ้าห่อทารก ผงหยกสี่ซอง มีดเล็กปลอดคม และขวดเือสูรสีแดงสดอีกหนึ่งขวด
เดิมนางเตรียมของเหล่านี้ไว้เผื่อเหตุฉุกเฉินในการคลอด แต่ยามนี้ทุกอย่างกลับดูเล็กน้อยยิ่งนักเมื่อเทียบกับสิ่งที่กำลังจะมาถึง
นางกัดฟันลากนิ้วชี้จุ่มเือสูรแต้มลงบนพื้นอย่างรวดเร็ว วาดเป็ค่ายกลวงกลมเล็ก ๆ รอบเตียง หัวใจค่ายกลอยู่ใต้ตำแหน่งครรภ์ของนางพอดี
นี่คือค่ายกล “บัวชำระฟ้า” ที่ช่วยตัดแรงปะทะของพลังภายนอกได้ระยะหนึ่ง แม้จะไม่อาจต้านทัณฑ์์ได้ตรง ๆ แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีอะไรเลย
เพียงวาดเส้นสุดท้ายเสร็จ ค่ายกลวงกลมสีแดงบาง ๆ ก็เปล่งแสงขึ้นแล้วจมหายไปใต้พื้นไม้
ฟ้าภายนอกคำรามหนักขึ้นอีก
เปรี้ยงงงง!!
แสงอสนีพาดผ่านท้องฟ้ายาวกว่าที่เคย คราวนี้ไม่ใช่แค่แลบอยู่ในเมฆ แต่มีสายหนึ่งตกลงใกล้เรือนเพียงไม่กี่สิบจั้ง ต้นสนสูงต้นหนึ่งกลางเนินด้านหลังถูกผ่าออกจากยอดถึงโคนในพริบตา เปลวไฟสีม่วงลุกพรึ่บขึ้นจากลำต้นอย่างน่าสะพรึง
มู่ซูหลานหายใจถี่ขึ้น
ทัณฑ์์ไม่ได้กำลังผ่านไป
มันกำลังเล็ง...เล็งตรงมาที่นี่
นางไม่กล้ารออีกต่อไป รีบขึ้นนอนบนเตียงไม้ ใช้ผ้ารองไว้ใต้ร่างอย่างชำนาญ มือหนึ่งกดหน้าท้อง อีกมือคว้าหยกเรียกิญญาของเซียวหลงเยวี่ยนขึ้นมา
เพียงบดมันให้แตก สามีย่อมรับรู้ได้ทันทีและย้อนกลับมาอย่างสุดกำลัง
แต่ปลายนิ้วของนางกลับหยุดลงกลางอากาศ
เซียวหลงเยวี่ยนอยู่กลางทางแล้ว หากตอนนี้เขารับรู้และรีบกลับจริง เขาจะตรงเข้ามาทางเรือนพอดี
และถ้าทัณฑ์์ลงในขณะที่เขาอยู่ตรงนั้น...
ดวงตาของมู่ซูหลานสั่นไหว
นางรู้ดีว่าทัณฑ์์หาใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเอาร่างเข้าขวางได้ ต่อให้เซียวหลงเยวี่ยนเก่งเพียงใด หากฝืนเข้ามากลางพลัง์เช่นนี้ ไม่เพียงช่วยอะไรไม่ได้ อาจถูกลากเข้าหาความตายพร้อมกันเสียด้วย
“ไม่...” นางพึมพำกับตนเอง
“ยังไม่ได้...อย่างน้อยต้องรอให้คลอดก่อน...”
นางกำหยกแน่นแล้ววางลงข้างหมอน
เสียงหัวใจของตนดังขึ้นชัดเจนในโสตประสาท หอบถี่ กระชั้น และหนักขึ้นทุกขณะ
จากนั้น...แรงบีบรัดรุนแรงที่สุดก็พุ่งเข้าท้องน้อยอย่างฉับพลัน
มู่ซูหลานแหงนหน้าขึ้นโดยสัญชาตญาณ นิ้วทั้งสิบจิกขอบเตียงแน่นจนข้อขาว เสียงครางต่ำหลุดลอดผ่านไรฟันเป็ครั้งแรก
คลอดแล้ว...
เด็กกำลังจะออกมาแล้วจริง ๆ
เมฆดำเบื้องบนราวรับรู้่เวลานั้นพร้อมกัน เสียงฟ้าคำรามสนั่นลั่นกว่าเดิมหลายเท่า พลังหนักอึ้งกดลงมาจนหน้าต่างทั้งสี่บานแตกกระจายพร้อมกัน เศษไม้กับเศษกระดาษปลิวว่อนเต็มห้อง เปลวไฟจากตะเกียงเล่มสุดท้ายดับลงในทันที เหลือเพียงแสงสีม่วงดำที่แลบวาบผ่านรอยร้าวของฟ้าให้ทุกสิ่งปรากฏแก่ตาเป็ห้วง ๆ
มู่ซูหลานกัดริมฝีปากจนเืซึม แล้วฝืนใช้พลังส่วนสุดท้ายประคองครรภ์
“ออกมา...เด็กดี...ออกมาให้ได้...”
นางไม่มีหมอตำแย ไม่มีสาวใช้ ไม่มีใครอยู่ข้างกาย มีเพียงวิชาการแพทย์ที่นางเรียนรู้มา กับสติที่ถูกหลอมจากเืและความตายในยุทธภพ
ลมปราณภายในกายแทบปั่นป่วนจนแตกกระจาย แต่ทุกสายยังถูกนางบังคับให้โคจรไปรองรับการคลอดอย่างไม่ยอมปล่อย
อีกระลอกหนึ่ง...
อีกเพียงระลอกเดียว...
เปรี้ยงงงงง!!!
เสียงะเิจากฟ้าดังขึ้นพร้อมแสงอสนีที่ฉีกเมฆลงมาตรงกลางนภา มันยังไม่ตกถึงเรือน แต่แรงกดดันมหาศาลกลับซัดหลังคาสั่นไหวจนคานไม้้าส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าด ราวจะแตกลงมาได้ทุกเมื่อ
พร้อมกันนั้น มู่ซูหลานก็ส่งเสียงหอบหนัก แล้วร่างทารกเล็ก ๆ ผู้หนึ่งก็คลอดออกมาท่ามกลางเืและแรงสั่นะเืของเรือนไม้
ทันทีที่เด็กออกจากครรภ์ เสียงร้องแหลมเบาเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
วินาทีนั้นเอง ทุกอย่างพลันหยุดนิ่ง
ลมเงียบ
เสียงไม้ลั่นเงียบ
แม้แต่เสียงคำรามของฟ้าก็ราวกับชะงักไปชั่วครู่
มู่ซูหลานตัวสั่นด้วยทั้งความอ่อนแรงและความโล่งใจ นางฝืนยื่นมือไปรับร่างทารกขึ้นมาแนบอก เืชโลมทั่วแขนเสื้อ แต่ในดวงตากลับสว่างขึ้นด้วยแสงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางเคยมีมา
“ลูกแม่...”
นางเอ่ยเบา ๆ ทั้งน้ำตาคลอ
เด็กคนนี้ตัวเล็กกว่าที่นางคิดเพียงเล็กน้อย ผิวขาวซีดผิดธรรมดา แต่กลับมีแรงดิ้นไม่น้อย ลมหายใจยังอยู่ครบ เสียงร้องแม้ไม่ดังนักแต่ชัดเจนแข็งแรง
เขารอดออกมาแล้ว
เขารอดจากการคลอดกลางพายุอัปมงคลนี้ออกมาได้แล้ว
มู่ซูหลานหัวเราะทั้งที่น้ำตาไหล นางรีบห่อร่างเด็กด้วยผ้าสะอาดที่เตรียมไว้ และตัดสายสะดืออย่างรวดเร็ว ฝ่ามือที่เคยสังหารศัตรูด้วยพิณและเข็มโอสถ ยามนี้กลับเบานุ่มราวเกรงว่าความแรงเพียงน้อยนิดจะทำให้ทารกบอบช้ำ
แต่ความยินดีนั้นยืนอยู่ได้เพียงหนึ่งอึดใจ
เพราะเมฆดำเบื้องบนที่เงียบงันไปชั่วขณะ พลันปะทุเสียงคำรามดังกว่าครั้งใดทั้งหมด
ครืนนนนน— เปรี้ยง!!!
มู่ซูหลานเงยหน้าขึ้นในทันใด แล้วเืในกายทั้งร่างก็แทบเย็นแข็ง
เหนือหลังคาเรือน ปรากฏอสนีสีม่วงดำสายหนึ่งหนาเท่าลำต้นไม้ใหญ่ มันมิได้แลบไปมาไร้ทิศทางเหมือนเมื่อครู่ แต่ชี้ตรงลงมายังเรือนหลังนี้อย่างชัดเจน ราวกับ์เพิ่งพบเป้าหมายที่แท้จริง
ทัณฑ์์สายแรก...กำลังจะตกลงมา
“ไม่ได้!”
มู่ซูหลานกอดลูกแน่นแนบอกโดยไม่รู้ตัว สมองนางหมุนเร็วถึงที่สุดในชั่วเสี้ยววินาที
ไม่มีทางหนี
ไม่มีที่หลบ
ไม่มีใครช่วยทัน
มีเพียงนาง...กับลูกน้อย...กลางเรือนไม้ที่กำลังจะถูกฟ้าฟาดใส่โดยตรง
แรงปกป้องอย่างหนึ่งะเิขึ้นจากส่วนลึกสุดของหัวใจมารดาในชั่วพริบตานั้น มู่ซูหลานพลันกำหยกเรียกิญญาแน่น แต่ยังไม่บดมัน นางกลับยกมืออีกข้างขึ้น ปักเข็มเงินทั้งเก้าที่เหลือลงบนจุดชีพจรของตนเองรวดเดียว
ฉึก! ฉึก! ฉึก!
ลมปราณทั้งร่างพวยพุ่งขึ้นอย่างผิดธรรมชาติ
นี่คือวิชาต้องห้ามสายโอสถ “เก้าชีพสละโลหิต” ที่ใช้เผาชีวิตตนเอง่สั้น ๆ เพื่อรีดพลังออกมาเกินขอบเขตเดิมหลายเท่า
หากใช้แล้ว ต่อให้รอด นางก็ต้องาเ็หนัก
แต่ยามนี้นางหาได้มีทางเลือกอื่น
พริบตาต่อมา ลมปราณสีเงินอ่อนก็ไหลออกจากร่างนางเป็ชั้นบาง ๆ ห่อหุ้มเด็กทารกไว้ก่อน จากนั้นจึงก่อเป็ม่านพลังอีกสามชั้นรอบเตียง รอบเรือน และรอบตัวนางเอง
ทั้งหมดนี้กินเวลาเพียงครึ่งลมหายใจ
แล้วทัณฑ์์สายแรกก็ตกลงมา
เปรี้ยงงงงงงง!!!
แสงสีม่วงดำกลืนกินทุกสิ่ง
หลังคาเรือนะเิแตกเป็เสี่ยง
เปลวไฟทะลักขึ้นสู่ฟ้า
พื้นไม้แหลกกระจาย
เสียงคำรามสนั่นราวฟ้าดินแยกจากกัน
มู่ซูหลานรู้สึกเพียงว่าทั้งร่างถูกูเาลูกหนึ่งกระแทกใส่จากเบื้องบน แขนที่กอดลูกไว้แทบแตกกระจาย เส้นชีพจรทั่วกายลุกไหม้ราวถูกย่างบนไฟนรก
แต่ท่ามกลางความเ็ปนั้น นางยังไม่ปล่อยมือ
ไม่ปล่อย
ไม่มีวันปล่อย
เืสดกระอักออกจากปากนางหลายคำติดกัน ร่างทั้งร่างถูกกระแทกจนจมลงกับซากเตียงที่พังถล่ม ทว่าแขนทั้งสองข้างยังคงกอดทารกไว้แน่นเป็วงสุดท้าย
ค่ายกลบัวชำระฟ้าใต้พื้นแตกสลาย
ม่านพลังชั้นนอกพังทลาย
ม่านพลังชั้นกลางแหลกเป็เถ้า
เหลือเพียงชั้นในสุดที่ห่อร่างเด็กไว้บาง ๆ ยังส่องแสงสั่นไหว
ทัณฑ์์สายแรกผ่านไปแล้ว
แต่มู่ซูหลานยังไม่กล้าเงยหน้ามองฟ้า
เพราะนางรู้อยู่แก่ใจ...
์ไม่ลงมือเพียงสายเดียวแน่
ลมหายใจของนางเริ่มขาดห้วง ทั่วร่างเต็มไปด้วยกลิ่นไหม้ เืซึมออกจากิัหลายแห่ง แม้แต่ปลายนิ้วที่กอดลูกไว้ก็เริ่มสั่นควบคุมไม่อยู่
ทารกในอ้อมแขนกลับเงียบไปแล้ว ไม่มีเสียงร้องดังออกมา
ใจมู่ซูหลานเย็นวาบ
นางรีบก้มมองลูกทันที
แล้วน้ำตาแทบไหลพราก
เด็กน้อยยังมีชีวิตอยู่..!!
แม้ใบหน้าและแขนเล็ก ๆ จะมีรอยไหม้จาง ๆ ปรากฏขึ้น แต่ริมอกยังคงกระเพื่อมขึ้นลงแ่เบา ลมหายใจยังอยู่...เขายังอยู่จริง ๆ
“ลูกแม่...” นางกระซิบทั้งตัวสั่น “ทนอีกนิด...อีกนิดเดียว...”
ครืน...
เสียงฟ้าคำรามดังขึ้นอีกครั้ง หนักกว่าสายแรกเสียอีก
มู่ซูหลานค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น
เหนือเรือนที่พังครึ่งหลัง เมฆดำยังหมุนวนดุร้ายดังเดิม และกลางวงเมฆนั้น อสนีสีม่วงดำอีกสายหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นช้า ๆ หนากว่าเดิม เข้มกว่าเดิม และเต็มไปด้วยเจตจำนงกดขยี้ที่เย็นเยียบยิ่งกว่าเดิม
มันจะลงมาอีก
และครั้งนี้...นางไม่แน่ใจแล้วว่าตนยังเหลือพลังพอจะรับแทนลูกได้หรือไม่
ไกลออกไปบนถนนดิน เซียวหลงเยวี่ยนซึ่งควบม้ากลับมาจนเกือบถึงเนินด้านหลังฉิงอวี้เงยหน้าขึ้นพอดี แล้วภาพนั้นก็ทำให้เขารู้สึกราวถูกสายฟ้าฟาดเข้ากลางหัวใจ
เขาเห็นเรือนของตนในเปลวไฟ
เห็นเมฆดำหมุนวนเหนือมัน
และเห็นอสนีสายที่สองกำลังก่อตัวขึ้นกลางนภา
“ซูหลาน!!!”
เสียงคำรามจากอกเขาดังะเืไปทั้งเนินเขา
พริบตาต่อมา เขาก็กระโจนลงจากหลังม้าโดยไม่รอให้มันหยุดสนิท กระบี่สีครามถูกชักออกจากฝักในทันที เงาร่างทั้งร่างพุ่งฉีกลมเข้าสู่เรือนไฟไหม้ราวอสูรร้ายคลุ้มคลั่ง
แต่ไม่ว่าเขาจะเร็วเพียงใด..
ทัณฑ์์สายที่สอง...ก็เริ่มตกลงมาแล้ว..!!