และแล้ว...
ลมเอื่อยก็พลันพัดผ่านอุทยานหลวงอันกว้างใหญ่บุรุษผู้มีใบหน้าหล่อเหลาหมดจดปรากฏกายขึ้นเงียบๆ ท่ามกลางแมกไม้
สองมือของเขาไพล่ประสานไว้ตรงเอวของแผ่นหลังกว้างอาภรณ์ผ้าไหมสีเข้มพลิ้วไหวไปตามแรงลมเบาบาง
ั์ตาดำขลับลึกล้ำคู่สวยที่มักจะเรียบเฉยบัดนี้กลับทอดมองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาเศร้าสร้อยราวกับคนเพิ่งถูกล้วงถุงเงินไปจนหมดตัว
เบื้องบนนั้นมีวิหคเพลิงกำลังสยายกางปีกบินอย่างเริงร่า
ขณะที่กอหญ้าเตี้ยๆ ริมทางเดินนั้นเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยแล้วปรากฏร่างของเ้าก้อนขนสีขาวอวบอ้วนกำลังย่ำตีนผังผืดแอบย่องเข้าไปใกล้ชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบที่สุดเท่าที่สัตว์ปีกต้วมเตี้ยมจะทำได้
'โอย... พ่อเทพบุตรของฉันหล่อทะลุแสงแดดจริงๆ'
อดีตพนักงานออฟฟิศซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มกุหลาบทิ้งน้ำหนักตัวลงหมอบกับพื้นดินดวงตากลมบล็อกจ้องมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเชื้อพระวงศ์หนุ่มอย่างเคลิบเคลิ้ม
'ั้แ่รอดตายจากการจมน้ำคราวนั้นการได้แอบดูอีตาองค์ชายห้ามายืนเหม่อ ก็เป็เหมือนสวัสดิการพักร้อนเพียงอย่างเดียวในชีวิตห่านโง่ๆ ของฉันแล้วล่ะนะ'
สายตาของสตรีในร่างสัตว์ปีกเลื่อนจากใบหน้าหล่อเหลาขึ้นไปมองเ้านกติดไฟบนฟ้าบ้าง
หลายเดือนที่ผ่านมาก้อนเนื้อย่างไฟลุกนั่นตัวโตขึ้นกว่าเดิมมากขนสีแดงสดสว่างจ้าจนแทบจะใช้แทนคบเพลิงส่องทางสำหรับเดินเข้าห้องน้ำตอนกลางดึกได้แบบสบายๆ
'ตัวใหญ่ซะเปล่า แต่จนป่านนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววว่าจะยอมผูกจิตกับคนของราชวงศ์ต้าเฉียนเลยสักคน'
สวบ... สวบ...
เสียงฝีเท้าเบาหวิวพร้อมกับเสียงกระซิบกระซาบดังมาจากหลังพุ่มไม้ถัดไปไม่ไกลนัก
บ่าวไพร่สองสามคนประจำอุทยานหลวงกำลังจับกลุ่มสุมหัวกันอยู่ในซอกหลืบมุมลับตาใบหน้าของพวกเขามีรอยย่นแห่งความวิตกกังวลประดับอยู่ราวกับผ้าขี้ริ้วซับน้ำที่ไม่ได้รีดให้เรียบ
"เ้าได้ยินข่าวลือจากตำหนักในหรือไม่...องค์ฮองเฮาทรงเรียกเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ออกมาไม่ได้แล้ว"
ขันทีหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
"จุ๊ๆ..."
นางกำนัลข้างกายรีบยกมือขึ้นแตะริมฝีปากเป็เชิงห้ามปราม
"เบาเสียงลงหน่อยสิ!แต่ข้าก็พอได้ยินมาบ้าง สังขารร่วงโรย พลังเวทก็ถดถอยตามกาลเวลาแม้แต่เคยเป็สัตว์เทพมาก่อนก็หนีความจริงข้อนี้ไม่พ้นหรอก"
"ตอนนี้การทหารของเรากำลังระส่ำระสายอำนาจการเมืองก็สั่นคลอน แคว้นรอบข้างต่างจ้องจะขย้ำขอบชายแดนตาเป็มันยิ่งแถบแคว้นโจวเมืองซานตงยิ่งแย่ไปอีก"
ขันทีอีกคนลอบถอนหายใจยาว
"ความหวังเดียวที่จะคานอำนาจได้ก็เหลือแค่การรอให้วิหคเพลิงองค์ใหม่ผูกจิตกับเชื้อพระวงศ์สักพระองค์เท่านั้นหากยังเอาแต่บินเล่นไม่ยอมเลือกคู่อำนาจต่อรองของแคว้นเราคงหดหายจนแทบไม่เหลือชิ้นดีเป็แน่"
เจียงลี่หยูเอียงลำคอยาวระหงหูที่ซ่อนอยู่ใต้ขนสีขาวผึ่งรับฟังทุกถ้อยคำจนกระจ่างแจ้ง
'อ๋อ...ที่แท้ยัยป้าฮองเฮาก็แบตเตอรี่เสื่อม เวทมนตร์หมดอายุการใช้งานนี่เอง มิน่าล่ะอีตาองค์ชายห้าถึงได้มายืนทำหน้าอมทุกข์เหมือนคนปวดท้องผูกมองนกไฟอยู่ทุกวัน'
จะงอยปากแบนกว้างสีส้มขยับมุบมิบคล้ายกำลังขบคิดปัญหาบ้านเมืองระดับชาติอย่างเอาจริงเอาจัง
'แต่เดี๋ยวนะ...'
ตีนผังผืดสีส้มยกขึ้นมาเกาบริเวณใต้คางของตนเองเบาๆ
'แคว้นต้าเฉียนจะล่มสลายหรือฮองเฮาจะเสกไฟไม่ได้แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันล่ะ ในเมื่อตอนนี้ ฉันก็เป็แค่ห่านต๊อกต๋อยที่กินกะหล่ำปลีประทังชีวิตไปวันๆอยู่ดี'
ก้อนขนอวบอ้วนส่ายหัวกลมๆ ไปมาอยู่สองสามทีก่อนจะหันหลังกลับก้าวเดินเตาะแตะส่ายก้นมุ่งหน้าไปหารางอาหารที่มีเศษผักใบช้ำรออยู่ เหมือนพยายามไม่สนใจเื่ราววุ่นวายของพวกมนุษย์สองขาอีกต่อไป
‘ช่างหัวอีตาองค์ชายห้าช่างหัวแคว้นตาเฉียน แน่นอน... ฉันผูกจิตอะไรไม่ได้หรอกนะเชิญไปกกอีหนูนกไฟนั่นเถอะ ชิ...’
ตีนผังผืดสีส้มแบนกว้างย่ำเตาะแตะไปตามทางเดินปูหินในอุทยานหลวงทว่าก้าวไปได้ไม่กี่่ลำคอหางตาของสตรีในร่างห่านก็ปะทะเข้ากับรังสีอำมหิตที่แผ่ซ่านออกมาจากลานกว้างเบื้องหน้า
ที่ตรงนั้นมีไก่โต้งหงอนแดงเ้าถิ่นกำลังเผชิญหน้ากับนกยูงรำแพนหางสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ที่ฮ่องเต้เฒ่าเพิ่งรับเข้ามาประคบประหงมโปรดปรานประดุจสนมเอก
‘เ้าสองตัวนั่น ไม่ถูกกันงั้นรึ?’
เจียงลี่หยูย่อตัวลงทิ้งน้ำหนักอวบอ้วนหมอบทับกอหญ้าริมทาง จะงอยปากสีส้มจิกดึงยอดหญ้าอ่อนเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ เหมือนเตรียมรับชมงิ้วโรงใหญ่ฉบับสัตว์ปีกแบบเกาะติดขอบเวที
เ้านกยูงผู้มาใหม่ยืดคอยาวระหงราวกับก้านตะเกียบ สองขานั่นสับตีนเดินนวยนาดวนเวียนรอบตัวไก่โต้งอย่างเย่อหยิ่งท่วงท่ากวนโทสะเสียยิ่งกว่าคุณหนูตระกูลใหญ่เดินอวดปิ่นปักผมอันใหม่
แต่ไก่เ้าถิ่นกลับทำหูทวนลมก้มหน้าก้มตาจิกกินหนอนดินบนพื้นอย่างสงบเสงี่ยมราวกับอีกฝ่ายเป็เพียงแมลงหวี่แมลงวันไร้ค่าที่บินโฉบไปมา
ทว่าในจังหวะที่นกยูงขนสวยเผลอไผลหันหลังเตรียมจะสะบัดหางโชว์ความงามตีนที่เต็มไปด้วยเดือยแหลมของไก่โต้งก็ออกแรงตะกุยผืนดินอย่างแรง
ฟุ่บ! ฟุ่บ! ฟุ่บ!
เศษดินทรายและมูลไส้เดือนสาดกระเซ็นเข้าใส่ใบหน้าและขนคออันงดงามของเ้านกยูงหางบานนั่นอย่างจัง
สตรีทะลุมิติชะงักกรามที่กำลังเคี้ยวหญ้าดินแค่หยิบมือกระเด็นใส่แค่นั้น ทว่านกตัวโปรดของฝ่าากลับทิ้งตัวลงล้มกลิ้งลงไปกองกับพื้นดิน
แว้ก! แอ๊ แอ๊!
เสียงร้องแหลมปรี๊ดดังก้องไปทั่วอุทยานมันดิ้นทุรนทุรายตีปีกสะเปะสะปะ ราวกับเพิ่งถูกน้ำร้อนลวกเตรียมถอนขนก็มิปาน
เวลาผ่านไปไม่ถึงหนึ่งจิบชา ความวุ่นวายก็บังเกิดบ่าวไพร่และขันทีหน้าตื่นนับสิบชีวิตต่างวิ่งกรูเข้ามาล้อมกรอบสถานที่เกิดเหตุ
เจียงลี่หยูยังคงดูเหตุการณ์เ่าั้ เหมือนดูละครเวทีโดยมีเศษหญ้ารอบตัวเป็ข้าวโพดคั่ว
พรึ่บ!
ร่างของไก่โต้งหงอนแดงถูกสุ่มไม้ไผ่ครอบรวบตัวไว้แ่าก่อนจะถูกขันทีร่างั์หิ้วปีกห้อยหัว เดินหายลับไปทางทิศของโรงครัวอย่างรวดเร็ว
เจียงลี่หยูเบิกตากลมดำขลับกว้างจนแทบจะถลนออกจากเบ้า ก่อนจะหรี่ลงแบบคิดหนัก
'แม่เ้าโว้ย...แค่สัตว์เดรัจฉานตีกันยังต้องงัดมารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนออกมาใช้ขนาดนี้เลยเรอะ!นึกว่ากำลังดูซีรีส์ศึกชิงรักหักสวาทของพวกพระสนมหน้าขาวอยู่เสียอีก'
เมื่อขบวนเพชฌฆาตจากโรงครัวเดินจากไปไกลเ้านกยูงที่นอนร่อแร่ใกล้ตายอยู่เมื่อครู่ก็ยันตัวลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นออกจากขนอย่างเชื่องช้า
มันเชิดลำคอขึ้นสูงั์ตาสะท้อนความพึงพอใจอย่างปิดไม่มิด ชั่วพริบตาหนึ่งห่านสาวอวบอ้วนสาบานได้ว่าเห็นรอยยิ้มเยาะเย้ยผุดขึ้นบนจะงอยปากแหลมๆ นั่น
'เดี๋ยวนะ...นกยูงบ้าที่ไหนมันแสยะยิ้มมุมปากได้วะฉันคงเคี้ยวหญ้าเยอะจนเมาน้ำลายตัวเองไปแล้วแน่ๆ'
จู่ๆ นกยูงมารยาตัวแม่ก็หันขวับมาทางพุ่มหญ้าสายตาดุดันจ้องเขม็งมายังก้อนขนสีขาวราวกับจะประกาศศักดาว่าใครคือผู้ชนะ
สวบ!
มันสะบัดขนหางสีเขียวเหลือบน้ำเงินใส่หน้าเจียงลี่หยูหนึ่งทีก่อนจะบิดสะโพกส่ายก้นเดินนวยนาดจากไปอย่างเย่อหยิ่ง
อดีตพนักงานออฟฟิศกลืนยอดหญ้าลงคอดังเอื้อก
'น่ากลัวเกินไปแล้ว...การมีชีวิตรอดกินผักบุ้งในอุทยานหลวงแห่งนี้ มันก็ไม่ได้ต่างอะไรกับศึกวังหลังอันดุเดือดเลยสักนิด!อีนกยูงนั่นทำตัวยังกับหวงกุ้ยเฟยเชียว!'