
เครดิต ; picpost : postjung
ตอนที่ 15 ศิษย์พี่
หลายวันต่อมาหลินเฟยไม่ได้ออกไปไหนเขาเพียงทำความเข้าใจกระบวนท่าของาาัในจิตสำนึกอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทักษะการใช้ดาบของหลินเฟยก้าวหน้าไปอย่างน่ากลัว
เขาไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาท้าทายอันดับหนึ่งของเขามากนัก ฝั่งตะวันออกแห่งนี้พวกเขาคร้านที่จะหาเื่เจ็บตัวเกินไปทางด้านผู้าุโห้าเจียนเหินเมื่อรับรู้ว่าสภาพของมู่ปิงเว่ยนั้นยับเยินเพียงใด มันถึงกับงุนงงไปอยู่สักพัก
แต่มันก็ไม่คิดจะหยุดอยู่เพียงแค่นี้ ความแค้นของมันต่อตระกูลหลินนั้นมากมายกว่าใครจะคาดคิดได้ แล้วบิดาของหลินเฟยผู้มีตบะอ่อนด้อยกว่ามันมากนัก เหตุใดถึงสร้างความขุ่นเคืองให้มันถึงเพียงนี้?
หลินเฟยรู้สึกเบื่อหน่ายอยู่บ้าง ปกติแล้วเขาไม่เคยได้พักอยู่ในสำนักนานเกินสามวันมาก่อนด้วยซ้ำ ต้องออกเดินทางทำภารกิจของสำนักเพื่อหลีกเลี่ยงกับการโดนกลั่นแกล้งเสียเป็ส่วนใหญ่
แต่ตอนนี้กลับต้องอยู่ในสำนักถึงสามเดือน หากไม่เป็กฏของสำนักที่ผู้ติดร้อยอันดับแรกต้องอยู่ภายในสำนัก เพื่อรอรับคำท้าประลองจากอันดับั้แ่ร้อยหนึ่งไปถึงสามร้อยแล้ว หลินเฟยคงไม่พลาดโอกาสที่จะออกไปฝึกฝนยังภายนอกสำนัก
"เฮ้อ..ถึงข้าอยู่ก็ไม่มีใครอยากท้าประลองข้าอยู่ดี"
หลินเฟยได้แต่ส่ายหัวอย่างเหนื่อยหน่าย หยิบเอาวิชาดาบที่ตอนนี้เขาคิดว่าไม่น่าจะมีวิชาระดับกลางใดๆ ที่เขาไม่สามารถฝึกฝนได้ออกมา
"นี่มัน!"
หลินเฟยตาโตอ้าปากกว้าง วิชาดาบลวงตานี้นับว่าเกินความคาดคิดของเขาไปบ้าง มันมีทั้งหมดสี่กระบวนท่าด้วยกัน เพียงกระบวนท่าแรกข้อจำกัดของมันก็น่าตื่นตะลึงแล้ว
ผู้ฝึกฝนจำเป็ต้องมีปราณขั้นต่ำอยู่ที่ปราณกำเนิดระดับห้าขึ้นไปและหากไม่มีวิชาตัวเบาระดับกลางเป็อย่างน้อย ก็ไม่แน่ว่าจะฝึกฝนสำเร็จได้แม้เพียงสักขั้น
"ดูจากเส้นทางการโคจรพลังอันแปลกประหลาดนี้ มันจะสามารถเกื้อหนุนให้ข้ามีความเร็วเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่าครึ่งขั้น!"
หลินเฟยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ต้องรู้ว่าเวลานี้เคล็ดวิชาตัวเบาของเขานั้นพัฒนาไปได้อย่างเชื่องช้ามาสักพักแล้ว หากไม่ได้รับการกระตุ้นจากการต่อสู้ยากที่จะเห็นพัฒนาการของมันได้อย่างชัดเจน
เขารีบเข้าสู่สมาธิโคจรพลังไปตามจุดเส้นต่างๆตามภาพในม้วนตำราทันที การโคจรลมปราณไปตามจุดต่างๆนี้ยังคงเป็เพียงเพื่อเป็รากฐานให้กับวิชาดาบลวงตานี้เท่านั้น
แต่ถึงกระนั้นสำหรับผู้อื่นแล้วนับว่ายากเย็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องโคจรลมปราณไปตามเส้นทางที่ไม่คุ้นชินเป็เวลานาน การกระทำเช่นนั้นจะทำให้เกิดความเหนื่อยล้าขึ้นอย่างมหาศาล อีกทั้งวิชานี้ยังจำเป็ต้องทำอย่างตื่อเนื่องให้ครบหนึ่งพันรอบ!
หากพวกเขาไม่มีความมุ่งมั่นที่ใหญ่หลวงคงเป็เื่ยากอย่างมากที่จะผ่านไปได้ และหากล้มเลิกกลางคันนั้นมีโอกาสสูงมากที่เืลมจะตีกลับจนกลายเป็คนพิการได้ง่ายๆ
นี่เป็เพียงพื้นฐานเท่านั้นยังไม่รวมกระบวนท่าที่ต้องอาศัยจิตสำนึกอันสูงส่ง ถึงจะทำความเข้าใจกับพวกมันได้ ระดับความยากที่มากเกินไปนี้เอง
ผู้ฝึกตนของสำนักโลหิตัจึงเลือกที่จะฝึกฝนวิชาระดับกลางวิชาอื่นที่มีมากมาย ดีกว่าเสียเวลาไปกับวิชาที่ยากเกินความเข้าใจของพวกเขามากเกินไป
ผ่านไปเจ็ดวันหลินเฟยยังคงนั่งทำสมาธิอยู่เช่นเดิมรอบกายปรากฏแสงสีเขียวอ่อน ให้ความรู้สึกเย็นสบายที่มาจากผลึกธาตุลมภายในตัวของเขา
ไม่ใช่ว่าหลินเฟยไม่จำเป็ต้องทานอาหารแต่สำหรับผู้ฝึกตนที่เริ่มจะเข้าขั้นแล้วกลิ่นไอของพลังฟ้าดินนับเป็อาหารและยาบำรุงชั้นดีอยู่แล้วแต่พลังตบะของหลินเฟยยังนับว่าไม่เป็อันใดหากเขาไม่ทานอาหารเลยสักเดือนนึงก็อาจจะส่งผลให้เขาหน้ามืดได้อยู่บ้าง
บู้ม!
"อา"
เสียงของหลินเฟยหลุดรอดออกมาเล็กน้อย เมื่อเขาโคจรลมปราณไปจนครบทั้งหนึ่งพันรอบ ตบะของเขาก็ได้ฝ่าทะลุขั้นจากปราณกำเนิดขั้นที่เจ็ดระดับสูงไปเป็ขั้นที่แปดระดับต่ำอย่างรวดเร็ว
หลินเฟยหยุดโคจรลมปราณตามวิชาดาบเงามายา แต่กลับเร่งเร้าโคจรพลังปราณลมหวนท้า์อย่างรวดเร็ว
น้ำวนขนาดเล็กมองดูเลือนรางปรากฏขึ้นด้านหลังของหลินเฟย เขาดูดกลืนพลังปราณฟ้าดินอย่างบ้าคลั่ง การทะลวงขั้น นับเป็โอกาสอันดีอย่างมากเพราะร่างกายเหมือนกับได้รับการขัดเกลา ชำระล้าง มันจึงง่ายในการดูดซับพลังฟ้าดินได้มากกว่าปกติหลายเท่า
เขาดูดซับพลังฟ้าดินที่ถาโถมเข้ามามากกว่าปกติด้วยความรวดเร็ว เพียงไม่กี่ชั่วยามต่อมาระดับพลังตบะปราณกำเนิดขั้นที่แปดก็ก้าวเข้าสู่ระดับกลาง ขาดอีกไม่มากก็จะเข้าสูงระดับสูงอีกครั้ง
แต่่เวลานาทีแห่งความสุขไม่ได้อยู่ได้ตลอดไป ไม่ช้าหลินเฟยก็รับรู้ว่าพลังฟ้าดินได้หยุดโหมกระหน่ำเข้ามาแล้ว กลายเป็เพียงสายลมเอื่อยๆเท่านั้น
"นี่นับว่าดีมากแล้ว โชคดีที่ข้าไม่ได้ฝ่าทะลุขั้นยามต่อสู้ หากเป็เช่นนั้นข้าคงพลาดโอกาสดีๆเช่นนี้"
หลินเฟยตรวจสอบระดับพลังในร่างด้วยความพึงพอใจ โชคดีที่เรือนพักพิเศษนี้ไม่ได้ปลูกอยู่ติดๆกันมากนัก ไม่เช่นนั้นคงมีคนสามารถรับรู้ความผันผวนของกระแสลมปราณฟ้าดินในอากาศ บริเวณที่หลินเฟยอยู่เป็แน่
"ข้าจำต้องฝึกฝนให้ได้สักหนึ่งถึงสองกระบวนท่าก่อนงานประลองสุดยอดศิษย์สายนอก ถึงจะการันตีชัยชนะของข้าได้อย่างแน่นอน..."
หลินเฟยคาดหวังไว้ไม่น้อยเขาได้ฟังข่าวจากิเต้าว่า ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของฝั่งทิศเหนือคือยอดอัจฉริยะในรอบหลายสิบปี หากแต่มีภูมิฐานที่ธรรมดาเกินไปไม่เช่นนั้นคงได้เข้าเป็ศิษย์สายในโดยตรงไปแล้ว คิดได้ดังนั้นจึงไม่รอช้าออกไปยังด้านหน้าเรือนพักของตัวเองทันที
เรือนพักพิเศษของสิบอันดับแรกนั้นจะพิเศษอยู่บ้างที่มันมีความเป็ส่วนตัวอย่างดีเยี่ยม ต่อให้เกิดการฆ่าฟันกันขึ้น ก็ไม่แน่ว่าจะมีใครผ่านมาเห็นเข้า
ต้องบอกไว้อีกครั้งว่าสำนักโลหิตันั้นกว้างใหญ่มาก ภายในกำแพงชั้นนอกนั้นนอกจากจะมีเรือนพักของบรรดาลูกศิษย์สายนอกทิศละหลายร้อยแห่ง ยังมีที่ตั้งของตระกูลต่างๆอยู่มากมาย ตระกูลเหล่านี้ล้วนแต่มีความสัมพันธ์กับสำนักมาอย่างยาวนาน
"แม้จะเป็ข้าแต่การที่จะสำเร็จเคล็ดวิชากระบวนท่าที่หนึ่งได้ก็นับว่าลำบากไม่น้อย"
วิชาดาบลวงตาแต่ละกระบวนท่านั้นคือการที่ต้องทำความเข้าใจกับวิชาให้ได้เสียก่อนหลินเฟยนั้นมีจิตสำนึกที่ดีในการตรึกตรองสิ่งต่างๆ มากกว่าคนรุ่นเดียวกันอยู่หลายขั้น แต่แม้จะเป็เขาก็ต้องใช้เวลากว่าสามวันในการตีความเนื้อหาของมัน
วูบบ!
ลำแสงสีเขียวอ่อนเปล่งประกายจางๆ ครอบคลุมไปทั่วบริเวณของดาบปราบพยัคฆ์ของเขาก่อนจะแยกออกกลายเป็เงาดาบนับยี่สิบ พร้อมๆกับพายุขนาดย่อมๆสามลูกพุ่งเข้าโจมตีไปยังก้อนหินขนาดใหญ่กว่าตัวคนแตกออกเป็เสี่ยงๆ
ตูมม!
"ขนาดข้าพึ่งเรียนรู้ได้ไม่นานยังสามารถแสดงพลังมันออกได้ถึงเพียงนี้ เงาดาบนั้นมีความสามารถในการทำลายเพียงแค่สิบเงาดาบอีกสิบเงาดาบใช้ล่อลวงศัตรูแต่เงาดาบนั้นยังเพิ่มได้อีกหากข้าสามารถเพิ่มความรวดเร็วของตนเองได้"
หลินเฟยพึงพอใจหากผู้าุโสองมาเห็นหลินเฟยในตอนนี้ คงจะต้องตกตะลึงอย่างแน่นอนในสำนักโลหิตัผู้ที่ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้นั้นต่างมีเงาดาบปรากฎขึ้นไม่เกินห้านับว่ายอดเยี่ยมแล้ว เพราะเงาดาบนั้นสามารถสร้างความสับสนให้ศัตรูได้อย่างมาก
และที่สำคัญที่สุดที่ทำให้วิชานี้ฝึกฝนยากกว่าวิชาระดับกลางทั่วไปคือ มันสามารถที่จะสร้างพายุลูกน้อยๆขนาดเท่าตัวคนขึ้นมาได้สามลูกในตอนนี้ แน่นอนว่าพายุที่ว่านี้สามารถฉีกกระชากร่างของผู้ฝึกตนขั้นปราณกำเนิดระดับต่ำได้ทั้งหมด
หลินเฟยไม่ได้ศึกษากระบวนท่าต่อไปของวิชาดาบลวงตาเพิ่มเติมเขาใช้เวลาอีกกว่าสิบวันในการเรียนรู้และขัดเกลากระบวนท่าดาบหนึ่งเดียวของเขาตอนนี้อย่างมุ่งมั่น โดยไม่ละเลยเลยวิชาหมัดทะลวงเมฆา ที่ตอนนี้บรรลุถึงขั้นสุดยอดทั้งสองกระบวนท่า แต่กระบวนท่าต่อไปเขายังไม่คิดจะฝึกมันในตอนนี้
วิชาตัวเบาของหลินเฟยก็ก้าวหน้าไปมาก เมื่อได้ฝึกฝนคู่กับเคล็ดวิชาดาบลวงตาขาดอีกไม่ถึงครึ่งเขาก็จะสามารถทะลวงไปยังเคล็ดัเหินขั้นที่สามได้ หลินเฟยแทบจะอดทนรอให้ถึงวันนั้นไม่ไหว เขาไม่รู้ว่าความรวดเร็วของเขาจะเพิ่มขึ้นอีกมากมายเพียงใด
“เ้าคือหลินเฟย?”
“หืม”
หลินเฟยหันไปมองตามน้ำเสียงเล็กๆของอิสตรีที่ดังขึ้นภาพที่เขาเห็นเบื้องหน้าคือสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามอย่างมาก ใบหน้างดงามยิ่งกว่าสตรีใดที่เขาเคยพบเจอ ชุดที่สวมใส่ดูหรูหราอยู่ไม่น้อยไม่ได้ใส่ชุดเหมือนบรรดาศิษย์ทั่วไป ไม่แน่ว่าดรุณีนางนี้จะเป็คนที่มีสถานะพิเศษ
ศิษย์หลัก? สมองของหลินเฟยหมุนเร็วจี๋ เพียงแต่ใบหน้าที่งดงามนั่นดูเ็าราวกับน้ำแข็งดวงตากลมโตคู่สวยมองมาที่หลินเฟยด้วยความเยียบเย็น
หลินเฟยร่ำร้องในใจเหตุใดแม่สาวที่งดงามเพียงนี้ถึงได้รู้จักเขาได้ แม้จะดูไม่เหมือนว่านางเสน่หาในตัวเขาก็เถอะ แต่ปกติแล้วเขาก็ไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับสาวงามราวเทพธิดาอย่างนี้อยู่แล้ว
เสี่ยวหลินแม้นางจะน่ารักน่าเอ็นดูแต่หลินเฟยก็มองว่านางเป็น้องสาวเสมอมา อีกทั้งเขายังรู้ว่าหลี่ปิงสหายของเขาชอบพอนางอยู่แต่นั่นไม่ได้สำคัญอะไร
หากจะเทียบกันแล้วเสี่ยวหลินไม่สามารถเทียบกับความงามของหญิงสาวนางนี้ได้เลยแม้แต่น้อย แม้จะตกตะลึงในความงามของดรุณีนางนี้ แต่ใบหน้าของหลินเฟยกลับยังเรียบนิ่งดุจเดียวกัน
“ข้าคือหลินเฟยดังที่ท่านว่า ไม่ทราบว่าแม่นางคือผู้ใด...”
หลินเฟยกลบอาการตื่นเต้นไว้ภายในใจ เขาก็เป็เพียงบุรุษหนุ่มทั่วไปยากที่จะต่อต้านความงามในระดับนี้ได้ เพียงแต่ใบหน้าของเขา...มันไม่แสดงออกแค่นั้นเอง
“ข้าเซียงอี้เหยียนเป็ศิษย์พี่ของเ้า อาจารย์ให้ข้านำของมาให้เ้า” น้ำเสียงอันเรียบเฉยออกมาจากปากของดรุณีนางนี้ พร้อมกับเดินเข้ามาหาหลินเฟย
“ขอบคุณมาก ศิษย์พี่เซียงอี้เหยียน”
หลินเฟยรับแหวนมิติที่เซียงอี้เหยียนมอบให้ กลิ่นหอมจางๆทำให้สติของเขาแทบจะเตลิดไม่รอให้หลินเฟยพูดจาใดๆนางหันกายจากไปทันทีเมื่อบรรลุในสิ่งที่อาจารย์ได้มอบหมายให้นางมา
“เฮ้อ อยู่ดีๆก็มีศิษย์พี่เป็สาวงามเสียอย่างนั้น”
หลินเฟยยิ้มออกมา เขาแทบจะเก็บอาการไม่อยู่การได้พูดคุยกับสาวงามระดับนี้ ทำเขาใจคอไม่ดีเสียยิ่งกว่าการฝึกวิชายุทธเป็ไหนๆ
“นี่ขนาดข้ายังไม่ได้เป็ศิษย์อย่างเป็ทางการ แต่อาจารย์กลับให้ทรัพยากรข้าเยอะถึงเพียงนี้แล้ว”
หลินเฟยตาโตเมื่อส่งพลังปราณเข้าไปตรวจสอบสิ่งของที่อยู่ในแหวนมิติ ของที่อยู่ด้านในมีทั้งผลึกอสูรระดับต่ำกว่าร้อยก้อน ผลึกอสูรระดับกลางอีกห้าก้อน เหรียญเงินหนึ่งหมื่นเหรียญและตำราต่างๆอีกหลายม้วน
ต้องบอกไว้เลยว่าแหวนมิติและถุงสมบัตินั้นไม่ต่างกันสักเท่าไหร่เพียงแต่ในแหวนมิติจะมีขนาดกว้างกว่ามาก ถุงสมบัติของหลินเฟยนั้นมีความกว้างประมาณห้าเมตร
แต่แหวนมิติวงนี้กลับมีความกว้างไม่ต่ำกว่าห้าสิบเมตร ความแตกต่างที่มากมายขนาดนี้ แน่นอนว่าราคาของมันนั้นต้องสูงมากอย่างแน่นอน
แต่เพียงเขาได้เป็ศิษย์ของผู้าุโสองเพียงในนามเขากลับได้มันมาฟรีๆ หลินเฟยจึงรู้สึกดีใจไม่น้อย เพียงแต่เมื่อสักครู่ความงามของเซียงอีเหยียน ได้ทำให้แหวนมิติด้อยค่าลงไปอย่างเห็นได้ชัด
“หากข้าเป็ศิษย์หลักเมื่อใดแล้วได้เจอกับศิษย์พี่คนสวยเช่นนี้ทุกวัน ข้าคงฝึกวิชาอย่างมีความสุขไปทุกๆวันเป็แน่ ฮ่าๆ”
ใบหน้าของหลินเฟยกลายเป็แปลกไป หัวเราะออกมาเสียงดัง ก่อนจะหันซ้ายหันขวาแล้วไอแห้งๆออกมาครั้งหนึ่ง ใบหน้าจึงกลับมาเรียบเฉยดังเช่นปกติ
.
.
.
.