คุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ)

    ตอนที่ 38 บังเอิญหรือโชคชะตา

            หลังจากฉินซูเม่ยยุ่งอยู่กับการปรับปรุงที่อยู่และตกแต่งหน้าร้านมานานกว่าหนึ่งเดือน ร้านขายอาหารขนาดเล็กของเธอก็พร้อมที่จะเปิดให้บริการแล้ว และเมนูอาหารที่เธอคิดไว้จะเป็นเมนูง่ายๆ อย่างพวกบะหมี่น้ำ เกี๊ยวน้ำ ข้าวแกงในถาดหลุม ซาลาเปา ขนมจีบ และลูกชิ้นหมูเสียบไม้ โดยอาหารเหล่านี้เธอเรียนรู้สูตรมาจากเชฟที่ออกมาสอนทำอาหารทางโซเชียลในชาติที่แล้ว ตอนนั้นเธออยากลาออกจากการเป็นพนักงานทำความสะอาดแล้วมาเปิดร้านอาหาร 

            แต่ซูซ่างจิ่น ซูซ่างเฉวียน และฉินซิ่วหลานกลับไม่เห็นด้วย ทั้งสามคนให้ความเห็นว่าการเปิดร้านอาหารมีแต่ความเสี่ยง ถ้าเกิดวันไหนขายไม่ได้ก็มีแต่ขาดทุน แต่ในความเป็นจริง คนเนรคุณทั้งสามคนไม่อยากให้เธอออกไปรู้จักกับคนข้างนอก ซูซ่างจิ่นไม่อยากให้คนรู้ว่าฉินซูเม่ยเป็นภรรยาของเขา ซูซ่างเฉวียนก็อายที่แม่ตัวเองเป็นคนไม่มีความรู้ ส่วนฉินซูเม่ยก็ไม่อยากนับญาติกับพี่สาวที่ทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาด 

            “ที่รัก....คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมเหม่ออย่างนั้นล่ะ” ไป๋จิ้งถิงถามภรรยา เขาแปลกใจว่าอยู่ดีๆ ทำไมภรรยาก็เงียบไป

            “ฉันไม่เป็นไรค่ะ” ฉินซูเม่ยยิ้ม เธอเผลอใจลอยนึกไปถึงเรื่องในอดีต ไม่คิดว่าสามีจะสังเกตเห็น แต่ครั้งนี้มันทำให้เธอนึกบางอย่างขึ้นมาได้ “วันนี้เราไม่ต้องฝึกทำอาหารกันแล้วล่ะค่ะ คิดว่าสูตรอาหารของเราคงถูกใจลูกค้าแล้ว ถึงวันเปิดร้านเราก็ซื้อวัตถุดิบมาทำได้เลย”

            “ผมเห็นด้วยนะ เพราะสูตรอาหารของคุณเป็นรสชาติที่คนปักกิ่งชอบ ผมยังแปลกใจอยู่เลยว่าทำไมคุณถึงรู้ว่าคนที่นี่ชอบกินอาหารที่มีรสเค็มนำ ถ้าเป็นที่บ้านเกิดของเราจะเน้นอาหารรสเผ็ดและรสเปรี้ยว”

            “ฉันก็ลองเดาจากการที่เราส่งอาหารไปให้ที่บ้านของคุณยายฮั่วลองชิมยังไงล่ะคะ อีกอย่างฉันก็โตมากับคุณยาย ฉันก็เลยเดาว่าคนปักกิ่งคงชอบทานอาหารรสนี้” แต่นั่นก็เป็นแค่ข้ออ้าง เพราะฉินซูเม่ยรู้รสชาติอาหารของคนปักกิ่งก็เพราะชาติที่แล้วเธอย้ายมาอยู่ปักกิ่งตั้งแต่ที่ซูซ่างจิ่นสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้ จนกระทั่งเธอเสียชีวิตในวัยหกสิบปี ระยะเวลาหลายสิบปีขนาดนั้น เธอจะไม่รู้ความชอบของคนปักกิ่งเลยหรือไง

            “ถ้างั้นวันนี้เราก็ว่างน่ะสิ เราพาเด็กๆ ไปดูที่ดินที่คุณยายทิ้งไว้ให้คุณดีไหม เผื่อว่าร้านอาหารของคุณเข้าที่เข้าทางแล้ว ผมจะได้ดูว่าเราจะเริ่มทำสวนของเรายังไง จะปลูกผัก ปลูกข้าว หรือว่าปลูกผลไม้”

            ฉินซูเม่ยยิ้ม เธอเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าอีกสี่สิบปีข้างหน้า ที่ดินตรงนั้นจะถูกเวนคืน แต่ระหว่างนี้เธอกับสามีสามารถสร้างบ้านและทำสวนอย่างที่ฝันกันได้ ถึงตอนที่ที่ดินถูกเวนคืน ลูกๆ ของเธอก็คงเรียนจบและมีงานทำกันหมดแล้ว ส่วนเธอกับสามีก็จะอยู่ในวัยเกษียณ ถ้าได้เงินเวนคืนก้อนนั้นมา เธอก็จะไปซื้อบ้านหลังเล็กๆ สักหลังอยู่กับสามี และเงินที่เหลือก็จะเก็บไว้ใช้ตอนแก่และเก็บบางส่วนไว้เป็นค่าทำศพ ส่วนลูกทั้งสามคน ถ้าตอนนั้นมีใครที่อยากให้เธอช่วยเหลือ เธอก็จะเอาเงินส่วนนี้ออกมาช่วย เมื่อรู้ว่าตัวเองจะมีเงินใช้ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตโดยไม่เดือดร้อน ฉินซูเม่ยก็มีความสุขมาก เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันนี้ เธอก็ไม่จำเป็นต้องทำงานหนักมากเกินไป

            ในชาติที่แล้วฉินซูเม่ยต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัว จนเธอไม่มีเวลาหาความสุขให้ตัวเอง แต่ในชีวิตนี้เธอจะไม่ทำอย่างนั้น ร้านขายอาหารเล็กๆ ของเธอเป็นรูปเป็นร่างและรอเปิดขายแล้ว เธอจะขายอาหารแค่มื้อเช้าไปจนถึงมื้อบ่าย ถึงตอนเย็นเธอก็จะดูแลลูกๆ และสามี โดยจะให้เวลากับพวกเขาอย่างเต็มที่

            ช่วงเทศกาลหรือช่วงวันหยุดเธอก็จะไม่เปิดร้าน แต่จะพาสามีและลูกๆ ออกไปเที่ยวพักผ่อน เธอไม่ได้ต่อต้านเรื่องการหาเงินและไม่ได้บอกว่าการมีเงินมากๆ ไม่ใช่เรื่องดี แต่เพราะชาติที่แล้วเธอทำงานมากเกินไปจนไม่มีเวลาพัก ร่างกายของเธอก็ทรุดโทรมก่อนวัย ใบหน้าและผิวพรรณก็ดูแก่เกินอายุจนสามีและลูกรังเกียจ แต่ชาตินี้ไม่เหมือนกัน เธอมีลูกที่น่ารักถึงสามคน เธออยากอยู่ดูแลและอยากเห็นความสำเร็จของพวกเขาไปนานๆ หรือแม้แต่ไป๋จิ้งถิง สามีของเธอคนนี้ก็ดีกับเธอและรักเธอมาก เธออยากใช้ชีวิตไปกับเขาจนผมขาวไปด้วยกัน เพราะฉะนั้นการทำงานแต่พอดีและให้ร่างกายได้พักผ่อนในบางครั้งก็อาจจะทำให้เธออายุยืนขึ้น ความต้องการของเธอมีเท่านี้จริงๆ

            “ซูเม่ย...” คราวนี้ไป๋จิ้งถิงเริ่มขมวดคิ้ว ก่อนหน้านี้ภรรยาของเขาก็เอาแต่เหม่อ พอตอนนี้ก็ยิ้มและหัวเราะอยู่คนเดียว ไป๋จิ้งถิงเรียกภรรยาอีกครั้ง “ซูเม่ย!”

            ฉินซูเม่ยถึงกับสะดุ้ง “ทำไมคุณถึงเรียกฉันเสียงดังอย่างนั้นล่ะ ตกใจหมดเลย”

            “คุณไม่เป็นอะไรแน่นะ” ไป๋จิ้งถิงถาม

            “ฉันไม่ได้เป็นอะไรนะคะ ทำไมคุณถึงถามอย่างนั้นล่ะ”

            “ก็ผมเห็นอยู่ดีๆ คุณก็เหม่อ อยู่ดีๆ ก็หัวเราะ แถมเมื่อกี้ยังยิ้มอยู่คนเดียวตั้งนาน”

            “ฉันคิดถึงอนาคตของพวกเราก็เลยอดที่จะหัวเราะไม่ได้น่ะค่ะ คุณคิดดูสิคะ ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าเราจะได้ย้ายมาอยู่ที่ปักกิ่ง ถึงจะเป็นชานเมืองปักกิ่งก็เถอะ แต่ยังไงก็ได้ชื่อว่าเราย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงของประเทศจริงไหมคะ แล้วตอนนี้เราก็กำลังจะมีร้านอาหารเล็กๆ เป็นของเราเอง ยังมีที่ดินไว้ให้คุณทำสวนอย่างที่คุณฝันอยู่อีกหนึ่งแปลง เรามีชีวิตที่แสนจะลงตัวแบบนี้ คุณจะไม่ให้ฉันยิ้มได้ยังไง” ฉินซูเม่ยเดินไปกอดสามี “อีกอย่างการที่เราได้ออกมาทำอาชีพอิสระก็ทำให้ฉันสบายใจ ไม่ใช่ว่าฉันจะเห็นแก่ตัวและไม่อยากให้คุณทำงานที่คุณรัก แต่คุณรู้ไหมว่าตอนที่คุณออกไปปฏิบัติภารกิจ ฉันไม่เคยนอนหลับสนิทเลยสักคืน เอาแต่ห่วงว่าคุณจะได้รับบาดเจ็บ”

            ไป๋จิ้งถิงกอดภรรยา เขาเข้าใจความรู้สึกของเธอเป็นอย่างดี แต่เมื่อก่อนที่เขาตัดสินใจสมัครเข้าไปเป็นทหารรับใช้ชาติก็เพราะแม่ของเขาไปแต่งงานใหม่และมีครอบครัวใหม่เป็นของตัวเองแล้ว คุณย่ากับคุณพ่อก็เสียชีวิตไปหมด เขาก็เหมือนอยู่ตัวคนเดียว และทุกครั้งที่ออกไปปฏิบัติภารกิจ เขาจะสู้กับคนร้ายโดยไม่สนใจชีวิตของตัวเอง แต่พอมีลูก เขากลับรู้สึกกังวลทุกครั้งที่ต้องออกไปทำงานเสี่ยงอันตราย แต่ในเมื่อเขาได้สวมเครื่องแบบทหาร เขาก็ไม่อาจทิ้งหน้าที่นั้นได้ จนกระทั่งภารกิจครั้งสุดท้ายที่ทำให้เขากลับไปทำงานเสี่ยงอันตรายนั้นไม่ได้แล้ว เขาถึงได้ลาออกและออกมาใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวอย่างไม่ต้องกังวลอีก พอได้ยินคำพูดของภรรยา เขาก็รู้สึกผิดขึ้นมา

            “ผมขอโทษนะ”

            “คุณจะขอโทษทำไมคะ คุณไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย ตอนนั้นคุณทำหน้าที่ปกป้องประเทศและประชาชน ถึงแม้ฉันจะกังวลอยู่บ้าง แต่ฉันกับลูกๆ ก็ภูมิใจในตัวคุณมากนะคะ”

            “ขอบคุณนะซูเม่ย ผมสัญญาว่าต่อไปนี้ผมจะปกป้องคุณและลูกๆ และจะทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวให้ดีที่สุด” ไป๋จิ้งถิงก้มหน้าเพื่อจะจุมพิตภรรยา แต่...

            “คุณพ่อ! คุณพ่อกำลังเป่าฝุ่นออกจากตาให้คุณแม่ใช่ไหม” ไป๋เจ๋อชิงวิ่งมาหาคุณพ่อ “ถ้างั้นคุณพ่อก็ช่วยผมด้วย ผมไม่รู้ว่ามีแมลงหรือมีฝุ่นเข้าตาผม”

            ไป๋จิ้งถิงถึงกับชะงัก เจ้าลูกชายตัวดีเข้ามาขัดจังหวะเสียนี่ เขาปล่อยตัวภรรยาไปอย่างเสียดาย แต่ไม่ลืมที่จะเตือนเธอว่าคืนนี้เขาจะต้องมาทำเรื่องเมื่อครู่ต่อให้เสร็จ 

            แต่ฉินซูเม่ยก็ไม่ได้ใส่ใจ เธอผลักไป๋จิ้งถิงออกแล้วเดินไปดูลูกชาย เพียงแต่เมื่อเห็นรอยยิ้มของลูกชาย เธอกับสามีก็เข้าใจได้ทันทีว่าลูกชายตั้งใจจะเข้ามาขัดจังหวะเพราะคิดว่าคุณพ่อแอบยึดคุณแม่ของพวกเขาไว้แค่คนเดียว เพราะตั้งแต่วันที่คุณแม่บอกว่าคุณแม่จะคิดสูตรอาหาร คุณแม่ก็อนุญาตให้แค่คุณพ่อเท่านั้นที่เข้ามาในครัวได้ ส่วนพวกเขาสามพี่น้องทำได้แค่เล่นของเล่นรออยู่บนชั้นสอง

            “เจ้าเล่ห์นักนะเรา” ฉินซูเม่ยใช้นิ้วเขี่ยจมูกลูกชาย “ตอนกลางวันพ่อต้องช่วยแม่ทำงาน เอาไว้ตอนเย็นไปจนถึงก่อนนอน พ่อกับแม่ก็จะไปเล่นกับลูกๆ จนพวกลูกหลับไปเลยดีไหมจ๊ะ”

            ไป๋เจ๋อชิงถาม “ที่เราต้องมาขายอาหารเพราะคุณพ่อไม่ได้เป็นทหารแล้ว คุณพ่อกับคุณแม่ต้องเหนื่อยมากเลยใช่ไหมครับ”

            “ไม่เหนื่อยเลยจ้ะ เพราะงานนี้เป็นงานที่แม่ชอบ แต่แม่กับพ่ออาจจะไม่ค่อยมีเวลาให้ลูกเท่าไหร่ ลูกเป็นพี่ชายคนโต ลูกจะช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้องๆ ได้ไหมจ๊ะ”

            “ได้ครับ ผมจะดูแลเจียวเจียวกับเสี่ยวหลินให้เอง”

            “เจ๋อชิงของแม่โตแล้ว” ฉินซูเม่ยลูบศีรษะลูกชาย “ไปเรียกน้องๆ ลงมาเถอะจ้ะ แม่กับพ่อจะพาพวกเราไปเที่ยวข้างนอก”

            ฉินซูเม่ยพาสามีและลูกชายมาดูที่ดินมรดกที่คุณยายทิ้งไว้ให้ก็ต้องตกใจ ที่ดินแปลงนี้มีขนาดถึงห้าไร่ ทั้งยังเป็นที่ดินในเมืองหลวง มิน่า...ชาติที่แล้วซูซ่างจิ่นถึงอยากฮุบที่ดินของเธอนัก

            “คุณแม่ ที่นี่คือที่ดินของเราทั้งหมดเลยเหรอครับ” ไป๋เจ๋อชิงถาม จากนั้นเขาก็หันไปมองคุณพ่อ “คุณพ่อบอกว่าอยากทำสวน ถึงตอนนั้นคุณพ่อพาผมมาด้วยนะครับ ผมจะมาทำสวนช่วยคุณพ่อ”

            “หนูก็จะมาช่วยด้วยค่ะ” ไป๋เจียวเจียวบอก

            “หนูจะอยู่ช่วยคุณอาซูเม่ย เพราะถ้าเรามาช่วยคุณอาจิ้งถิงกันหมด คุณอาซูเม่ยก็จะต้องทำงานหนักอยู่ที่ร้านคนเดียว” จูเสี่ยวหลินเดินไปหยุดอยู่ข้างฉินซูเม่ย

            ไป๋เจ๋อชิงทำท่าคิด “ถ้าอย่างนั้นผมจะมาช่วยคุณพ่อหนึ่งวัน แล้วก็จะช่วยคุณแม่ที่ร้านหนึ่งวัน”

            “หนูด้วยค่ะ หนูจะทำเหมือนพี่ใหญ่” ไป๋เจียวเจียวรีบพูด

            “หนูก็จะทำเหมือนเจ๋อชิงกับเจียวเจียวค่ะ” จูเสี่ยวหลินบอก

            “เรื่องงานปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพ่อกับแม่ ลูกๆ แค่ตั้งใจเรียนให้ดีก็พอ” ไป๋จิ้งถิงพูดกับลูกทั้งสามคนก่อนจะหันไปพูดกับภรรยา “ที่ดินแปลงนี้มีบ่อน้ำอยู่แล้ว ผมคิดว่าจะปลูกผลไม้แล้วก็เลี้ยงปลาดีกว่า เพราะปลูกผลไม้ไม่ต้องมาคอยรดน้ำทั้งเช้าและเย็นเหมือนปลูกผัก ส่วนการเลี้ยงปลาก็ไม่ลำบากเหมือนเลี้ยงไก่เลี้ยงหมู ถึงเวลาที่ปลาตัวโตพร้อมขาย เราก็ไปติดต่อพ่อค้าให้มารับซื้อปลากับเราโดยตรง ทำอย่างนี้ผมถึงจะไปช่วยคุณขายอาหารที่ร้านได้”

            “ฉันให้คุณตัดสินใจเต็มที่เลยค่ะ ว่าแต่เราไปดูที่ดินแปลงที่อยู่ติดกันดีไหมคะ ไม่ใช่ว่าพี่อู๋เซินกำลังหาอะไรทำอยู่เหรอ ถ้ามีที่ดินแปลงติดกันได้ คุณกับพี่อู๋เซินก็จะช่วยกันทำงานได้ หรือให้พี่อู๋เซินมาปลูกผลไม้เหมือนคุณก็ได้” ฉินซูเม่ยเสนอ 

            ก่อนหน้านี้ฉินซูเม่ยเสนอให้ไห่อู๋เซินเปิดร้านขายเสื้อผ้า เพราะจากความทรงจำเดิม ช่วงที่ประเทศเปิดเสรีทางการค้าใหม่ๆ เครื่องแต่งกายจะขายดีมาก แต่ไห่อู๋เซินปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด เพราะเขาไม่ใช่คนสนใจเรื่องแฟชั่นและการแต่งกาย ที่ผ่านมาก็แค่สวมเครื่องแบบทหาร วันว่างก็เป็นแค่เสื้อเชิ้ตกับกางเกงขายาวธรรมดา ลี่เยี่ยนฟางก็เหมือนกัน รายนั้นเป็นคนแต่งตัวสบายๆ อยู่แล้ว แค่สวมเสื้อเชิ้ตกับกระโปรงออกจากบ้าน พอไปถึงโรงพยาบาลก็หยิบเสื้อกาวน์ขึ้นมาสวมทับ เพราะฉะนั้นเรื่องแฟชั่น ลี่เยี่ยนฟางก็ไม่ต่างจากไห่อู๋เซินเท่าไหร่

            “ถ้างั้นเราไปถามไว้หน่อยก็ได้ เผื่อมีคนอยากขาย ผมจะได้ไปบอกให้อู๋เซินมาดู” ไป๋จิ้งถิงเห็นด้วย

            สองสามีภรรยาจึงพาเด็กๆ ไปดูที่ดินแปลงที่อยู่ติดกัน และก็เป็นโชคดีที่เจ้าของต้องการจะขายที่ดินแปลงนั้นพอดี ไป๋จิ้งถิงรีบนำข่าวไปบอกไห๋อู่เซิน และไห่อู๋เซินก็ตกลงซื้อที่ดินแปลงนั้นทันทีเช่นกัน ถึงแม้เขาจะไม่เคยทำไร่ทำนา แต่เขาก็พร้อมที่จะเรียนรู้จากไป๋จิ้งถิง

            ผลสรุปก็คือที่ดินที่ไห่อู๋เซินซื้อมา เขาจะทำเป็นสวนผลไม้ที่ปลูกผลไม้ขายตามฤดูกาล เพราะญาติฝั่งคุณแม่ของเขามีร้านขายผักและผลไม้อยู่หลายสาขา เพราะฉะนั้นเรื่องตลาดที่จะรองรับกับผลผลิตจึงไม่มีปัญหากับไห่อู๋เซิน

            ตอนนี้สองสหายก็มีสวนผลไม้เป็นของตัวเอง และร้านขายอาหารของฉินซูเม่ยก็ได้รับความนิยมเหมือนอย่างที่คิดไว้ เป็นเพราะรสชาติอาหารที่ถูกปากและราคาอาหารก็คุ้มค่า ทำให้มีเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง รวมถึงคนทำงานต่างก็มาฝากท้องที่ร้านอาหารของเธอ 

            วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนได้เวลาที่ไป๋เจ๋อชิง ไป๋เจียวเจียว และจูเสี่ยวหลินต้องเข้าโรงเรียน เป็นเพราะตอนที่พวกเขาย้ายมาที่ปักกิ่งเป็นช่วงกลางปี จึงไม่มีโรงเรียนไหนรับเด็กทั้งสามคนเข้าเรียน

            พอถึงปีการศึกษาใหม่ ไป๋จิ้งถิงกับฉินซูเม่ยจึงรีบพาเด็กๆ ไปสมัครเรียนในชั้นอนุบาลปีที่สาม ยังดีที่ก่อนหน้านี้ไป๋จิ้งถิงได้สอนความรู้เบื้องต้นให้เด็กทั้งสามมาก่อนแล้ว เมื่อเด็กๆ ถูกทดสอบ พวกเขาจึงได้เข้าเรียนในชั้นอนุบาลปีที่สามตามอายุของพวกเขา 

            และไม่รู้ว่าเป็นความบังเอิญหรือเป็นโชคชะตาที่จะทำให้ฉินซูเม่ยต้องมาปวดหัวอีกครั้ง เพราะซูซ่างจิ่นกับฉินซิ่วหลานก็พาลูกชายของพวกเขาคือซูซ่างเฉวียนที่มีอายุครบสามขวบมาสมัครเข้าเรียนในชั้นอนุบาลปีที่หนึ่งเหมือนกัน

    คล้ายกับเรื่องคุณย่าย้อนเวลาไปแก้ไขชะตาชีวิต (มี e-book นะคะ) ที่คุณอ่าน