ลู่เสี่ยวหยาไม่มีเวลาเสียใจนาน ถึงแม้เธอจะรู้เรื่องที่บิดาเล่นการพนันในบ่อนจนเป็นหนี้มากมาย เธอก็ไม่คิดที่จะไปสนใจเขาแล้ว ในเมื่อกล้าเป็นหนี้เธอก็จะให้เขาหาเงินมาใช้หนี้เอง เธอจะไม่รับผิดชอบกับหนี้ก้อนนั้นให้เขาอีก เพราะสิ่งที่ต้องเป็นกังวลเวลานี้คือเรื่องภาพถ่ายพวกนั้นต่างหาก และเธอก็เชื่อว่าหยวนเกากล้าที่จะทำอย่างที่พูดจริงๆ
ช่วงบ่ายลู่เสี่ยวหยาไปหาซิ่วหงที่ร้านขายเสื้อผ้า และโชคดีที่ซิ่วหงอยู่ร้านแค่คนเดียว เพราะหลี่ปิงปิงไม่ได้เข้ามาตรวจสอบบัญชี ลู่เสี่ยวหยาสอบถามจนรู้ว่าซ่งหมิงและจางเป่าจินจะกลับจากเมืองหลวง และมาถึงอำเภอในเย็นวันนี้
ความจริงแล้วซิ่วหงไม่อยากบอกเรื่องนี้กับลู่เสี่ยวหยาเลย แต่เธอก็ปฏิเสธไม่ได้ เพราะหากเธอไม่บอกความจริงออกไป ลู่เสี่ยวหยาต้องมาคอยรบกวนเธออยู่ในร้าน ถ้าเป็นอย่างนั้นลูกค้าในร้านต้องได้รับผลกระทบแน่นอน แต่พอซิ่วหงบอกกำหนดการเดินทางกลับของซ่งหมิงกับจางเป่าจินให้ลู่เสี่ยวหยารู้แล้ว ซิ่วหงก็รีบโทรกลับไปบอกหลี่ปิงปิงไว้แล้วเหมือนกัน
“ยัยเสี่ยวหยานี่ก็แปลกคนจริงนะคะพี่ปิงปิง เรื่องมาถึงขนาดนี้แล้วหล่อนยังไม่ยอมตัดใจจากพี่เป่าจินอีก” ซ่งซูมี่พูดขึ้นอย่างรำคาญ “ฉันรู้สึกผิดกับพี่จริงๆ ที่พาหล่อนมาที่นี่ด้วย”
“มันเป็นความผิดของเธอที่ไหนกันล่ะ เพราะถึงเธอจะไม่พาหล่อนมา หล่อนก็ต้องหาวิธีมาที่นี่เองอยู่ดี แต่พี่ก็ดีใจนะที่เธอเชื่อคำพูดของพี่น่ะซูมี่”
“ดีใจเพราะอะไรหรือคะ”
“ก็ดีใจที่เธอเชื่อพี่และคอยระวังลู่เสี่ยวหยาไม่ให้หล่อนมายุ่งกับพี่เหมาน่ะสิ” หลี่ปิงปิงยิ้ม
“พี่จะดีใจไปทำไมล่ะคะ พอลู่เสี่ยวหยาไม่สนใจอาเหมา หล่อนก็หันมาสนใจพี่เป่าจินแทนนี่ไง”
“แต่พี่ก็ยังดีใจอยู่ดี เพราะพี่กับเป่าจินน่ะเรารักและเชื่อใจกันมาก ไม่ว่าใครจะพยายามเข้ามาแทรกกลางระหว่างเรายังไงมันก็เป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่กับเธอมันไม่เหมือนกัน ถึงแม้เธอจะรักและเชื่อมั่นในตัวของพี่เหมามากแค่ไหน แต่เธอกับพี่เหมายังไม่เคยเจอเล่ห์เหลี่ยมของคนเลวเหมือนกับพี่ ถ้าเธอได้ฟังคำยั่วยุของคนอื่นทุกวัน บางทีเธอก็อาจจะหวั่นไหวและความหนักแน่นก็จะลดน้อยลง”
ซ่งซูมี่ทำท่าคิด “ฉันจะเรียนรู้จากพี่และพี่เป่าจินเยอะๆ นะคะ”
“อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางกลับแล้วสิ ถึงตอนนั้นพี่คงเหงามากเลยล่ะ”
“อีกปีเดียวฉันกับอาเหมาก็จะเรียนจบแล้วล่ะค่ะ ฉันคิดไว้แล้วว่าจะกลับมาที่นี่และสอบเป็นคุณครูพร้อมกับอาเหมาเลย บ้านของอาเหมาปรับปรุงขึ้นอีกนิดหน่อยก็จะกลายเป็นเรือนหอของพวกเราได้แล้ว” ซ่งซูมี่ยิ้มอย่างมีความสุข
“เธอกับพี่เหมาคุยเรื่องนี้กันแล้วหรือ”
“คุยกันแล้วค่ะ อาเหมาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน เรื่องนี้เขาถึงตัดสินใจคนเดียวได้ ส่วนครอบครัวของฉัน พี่ก็เห็นแล้วไม่ใช่หรือคะ คุณพ่อกับคุณแม่ไม่เคยบังคับฉันในเรื่องการเลือกคู่ครอง” ซ่งซูมี่ทำท่ากระซิบ “คุณพ่อกับคุณแม่ก็ชอบอาเหมามากด้วยค่ะ”
“คุยอะไรกันอยู่หรือครับ” จางเป่าจินเดินถือกระเป๋าเข้ามาในบ้าน
“กลับมาแล้วหรือคะเป่าจิน” หลี่ปิงปิงเดินไปรับกระเป๋าจากสามีและพาเขามานั่งดื่มน้ำเย็นๆ ที่เธอได้เตรียมไว้แล้ว “ฉันได้รับโทรศัพท์จากพี่หงมาแล้วค่ะว่าคุณจะกลับมาถึงบ้านวันนี้ ฉันก็เลยกะเวลาคร่าวๆ ว่าคุณน่าจะมาถึงเวลานี้ ก็เลยเตรียมน้ำกับของว่างไว้ให้คุณกินรองท้องไปก่อน ส่วนมื้อเย็นเป็นหมั่นโถวกับขาหมูพะโล้ที่คุณชอบนะคะ”
“ภรรยาของผมรู้ใจผมที่สุดเลยครับ” จางเป่าจินยิ้ม
“พวกพี่สองคนจะหวานกันไปถึงไหนคะ เกรงใจฉันบ้างสิ” ซ่งซูมี่ย่นจมูก
“อ้าว...ซูมี่ก็นั่งอยู่ที่นี่ด้วยหรือ พี่มองไม่เห็น ขอโทษทีนะ” จางเป่าจินหันไปยิ้มให้ “ไปเมืองหลวงก็ไม่รู้ว่าจะซื้ออะไรกลับมาฝากดี เพราะเธอก็เป็นคนเมืองหลวงอยู่แล้ว”
“ฉันไม่ได้อยากได้ของฝากจากพี่เสียหน่อย พี่เป่าจินคะ ตอนพี่กลับมา พี่ได้เจอลู่เสี่ยวหยาไหมคะ” ซ่งซูมี่ถามอย่างใจร้อน
“ทำไมพี่ต้องเจอกับลู่เสี่ยวหยาด้วยล่ะ” จางเป่าจินถามอย่างไม่เข้าใจ
“พี่หงโทรมาบอกฉันว่าลู่เสี่ยวหยาไปรบเร้าถามว่าคุณกับพี่หมิงจะกลับจากเมืองหลวงมาเมื่อไหร่ พี่หงก็เลยอยากเตือนให้เราระวังหล่อนไว้หน่อยน่ะค่ะ” หลี่ปิงปิงบอก
“หล่อนไม่น่าจะมาสร้างปัญหาให้เราแล้วมั้ง เรื่องหนี้สินของคุณอาลู่ พี่หมิงก็จัดการให้เรียบร้อยแล้ว คิดว่าพอไม่มีหนี้ก้อนนี้ ลู่เสี่ยวหยาคงไม่มาวุ่นวายกับพวกเราแล้วล่ะ”
“มันก็ไม่แน่หรอกค่ะ ยัยนั่นเป็นพวกขี้อิจฉาเสียด้วย ยิ่งเห็นว่าพี่สองคนรักกันมาก หล่อนอาจจะไม่อยากยอมแพ้พี่ปิงปิงก็ได้” ซ่งซูมี่พูดอย่างไม่เห็นด้วย
ยังไม่ทันที่จะมีใครได้พูดต่อ ลู่เสี่ยวหยาก็วิ่งร้องไห้เข้ามาและเธอก็ไปนั่งคุกเข่าอยู่ตรงหน้าหลี่ปิงปิงทันที
“คุณกำลังทำอะไรน่ะคุณลู่” หลี่ปิงปิงลุกขึ้นยืนทันที แต่ก็ถูกมือของลู่เสี่ยวหยากอดเอาไว้
“คุณปิงปิงคะ ฉันขอร้องเถอะนะคะ ฉันกับคุณเป่าจินรักกัน คุณยอมหลีกทางให้เราได้ไหมคะ”
จางเป่าจินมองลู่เสี่ยวหยาอย่างเหลือเชื่อ เขากับหล่อนเคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง แล้วเขากับหล่อนไปรักกันตั้งแต่ตอนไหน จางเป่าจินหันไปมองภรรยาตาปริบๆ หลี่ปิงปิงเห็นหน้าสามีก็เข้าใจ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องร้ายแรง สามีเธอไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้หญิงหน้าไม่อายอย่างลู่เสี่ยวหยาหรอก
“คุณกับสามีของฉันรักกันอย่างนั้นหรือคะ ถ้างั้นคุณช่วยเล่าให้ฉันฟังหน่อยว่าพวกคุณไปรักกันตอนไหน” หลี่ปิงปิงถาม
“ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ที่เมืองหลวงแล้วล่ะค่ะ เรารักกันตั้งแต่แรกพบ ไม่อย่างนั้นฉันจะตามเขากลับมาที่นี่ทำไม คุณช่วยหลีกทางให้เราได้ไหมคะ ถือว่าฉันขอร้อง เพื่อ...เพื่อเห็นแก่เด็กในท้อง คุณต้องยอมหลีกทางให้เรานะคะ”
“คุณจะโกหกอะไรก็ไม่ควรเอาเรื่องร้ายแรงอย่างนี้ขึ้นมาอ้างนะคะ อีกอย่างคุณจะท้องหรือไม่ท้องมันก็ตรวจสอบได้”
“จริงๆ นะคะ ที่ฉันพูดมาคือเรื่องจริงทั้งนั้น”
“พอได้แล้วเสี่ยวหยา! เธอกำลังจะทำอะไรกันแน่ ทำไมเธอถึงอยากทำให้ครอบครัวของพี่เป่าจินกับพี่ปิงปิงแตกแยกกันด้วย เธอคิดจริงๆ หรือว่าถ้าเธอทำอย่างนี้แล้วพี่เป่าจินจะหันมามองที่เธอ ไม่เลย...พี่เป่าจินรักพี่ปิงปิงแค่คนเดียวเท่านั้น” ซ่งซูมี่ร้องไห้ออกมา “เสี่ยวหยา เราเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่เด็กทำไมฉันจะไม่รู้ว่าเธอไม่ใช่คนเห็นแก่ตัวแบบนี้ หยุดเถอะนะ ตอนนี้พี่สามก็ไปจัดการหนี้สินในบ่อนให้คุณอาลู่แล้วไม่ใช่หรือ เธอไม่มีหนี้สินให้ต้องรับผิดชอบแล้วเธอก็น่าจะหยุดได้แล้ว”
“ไม่ใช่ มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ฉันขอบคุณมากที่พวกเธอช่วยจ่ายหนี้ให้คุณพ่อของฉัน แต่เรื่องที่ฉันท้องกับคุณเป่าจินคือเรื่องจริง ยังไงลูกในท้องของฉันก็ต้องมีพ่อ” ลู่เสี่ยวหยายังยืนกราน วันนี้เธอต้องได้เงินกลับไป ไม่อย่างนั้นหยวนเกาต้องเอารูปถ่ายของเธอออกไปประจานแน่ๆ
“เธอพูดออกมาตรงๆ ดีกว่านะคุณลู่ ตกลงแล้วที่คุณพยายามจะให้เป่าจินรับผิดชอบในสิ่งที่เขาไม่ได้ทำนั้นเพราะอะไรกันแน่ หรือว่าคุณต้องการเงินจากพวกเรา” หลี่ปิงปิงถามออกไปตรงๆ
“มันไม่ใช่เพราะเงินค่ะ แต่เพราะฉันกับคุณเป่าจินรักกัน”
แปะ แปะ แปะ
“ทักษะการแสดงของเธอยังดีเหมือนเดิมเลยนะลู่เสี่ยวหยา” เหวินเซี่ยเดินเข้ามาและปรบมือให้เธออย่างพอใจ
ลู่เสี่ยวหยาหันไปตามเสียง “เป็น...เป็นนายได้ยังไงอาเซี่ย แล้วนายมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“ฉันก็มาตามเธอกลับไปกับฉันน่ะสิ พ่อเธอเอาตัวเธอมาใช้หนี้ให้ฉันแล้ว”
“หนี้? หนี้อะไร” ลู่เสี่ยวหยาถาม
“ก็หนี้ที่พ่อเธอไปเล่นการพนันไว้น่ะสิ” เหวินเซี่ยตอบ
“บ่อนการพนันนั้นเป็นของนายหรือ แต่หนี้พวกนั้นพี่หมิงไปใช้คืนให้หมดแล้วไม่ใช่หรือ”
“หนี้เดิมน่ะคุณซ่งใช้คืนให้หมดแล้ว แต่หนี้ก้อนใหม่ที่พ่อเธอก่อขึ้นต่างหากที่ฉันมาถาม”
“เท่าไหร่” ลู่เสี่ยวหยานั่งลงอย่างหมดแรง “คราวนี้เขาเป็นหนี้นายเท่าไหร่”
“หนึ่งล้านเหรียญ”
ลู่เสี่ยวหยาตัดสินใจและหันไปมองจางเป่าจินอย่างมีความหวัง “คุณเป่าจินคะ เห็นแก่ลูกของเรา คุณช่วยจ่ายหนี้ก้อนนี้ให้คุณพ่อของฉันได้ไหมคะ”
“คุณกำลังพูดตลกอะไรอยู่หรือลู่เสี่ยวหยา ผมไปทำคุณท้องตั้งแต่เมื่อไหร่ ถ้าคุณยังไม่ยอมหยุดพูดจาโกหก ผมจะไปแจ้งความเดี๋ยวนี้ และอย่าหวังว่าผมจะยอมความ” จางเป่าจินพูดขึ้นอย่างโมโห เขายืนฟังมานานแล้ว แต่ผู้หญิงหน้าด้านคนนี้ก็ยังใส่ร้ายเขาไม่หยุด
“เพื่อเงินแล้วเธอต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือเสี่ยวหยา เมื่อก่อนที่เธอหลอกลวงฉันก็เพราะอยากให้ฉันรับผิดแทนเธอ จนฉันต้องถูกไล่ออกจากโรงเรียน แต่ฉันเห็นแก่ความสัมพันธ์ลึกซึ้งของเราฉันถึงหลงเชื่อคำโกหกของเธอ หรือว่าคราวนี้ก็เหมือนกัน เธอกำลังใส่ร้ายคุณจางเพราะสิ่งนี้ใช่ไหม” เหวินเซี่ยโยนรูปถ่ายหลายสิบใบไปตรงหน้าลู่เสี่ยวหยา
“นาย...นายมีรูปถ่ายพวกนี้ได้ยังไง” ลู่เสี่ยวหยามองรูปถ่ายและรีบเก็บมันขึ้นเหมือนว่าไม่อยากให้ใครได้เห็น แต่ทุกคนที่ยืนอยู่มองเห็นภาพถ่ายพวกนั้นได้อย่างชัดเจน
“ถ้าเป็นเพราะรูปถ่ายพวกนี้เธอก็ไม่ต้องกังวลหรอก เพราะรูปทั้งหมดมันอยู่ที่นี่หมดแล้ว และหยวนเกากับว่านอิ๋งก็จะไม่สามารถมาทำร้ายเธอได้อีก ฉันสั่งสอนพวกมันไปแล้ว ไปเถอะ...ฉันยังต้องคิดดอกเบี้ยกับเธอต่อ” เหวินเซี่ยกระชากแขนลู่เสี่ยวหยาให้ลุกขึ้น เขาไม่มีความอ่อนโยนกับเธอเลยสักนิด
ลู่เสี่ยวหยาก้มหน้าลงและร้องไห้อย่างโล่งใจ หยวนเกาไม่สามารถมาทำร้ายเธอและเขาไม่สามารถเอารูปถ่ายมาข่มขู่เธอได้อีกแล้ว เธอเริ่มคิดถึงการกระทำในอดีตของตัวเองอีกครั้งและพบว่าตนเองได้ทำผิดกับคนอื่นมามากมายโดยไม่เคยคิดถึงจิตใจของพวกเขาเลย โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงที่เธอเคยทำผิดกับเหวินเซี่ยจนทำให้เขาต้องออกจากโรงเรียนและหมดอนาคต ไม่ได้สอบเข้าเป็นตำรวจอย่างที่เขาคาดหวัง ทั้งๆ ที่รู้ว่าครอบครัวของเขาคาดหวังในตัวเขามากขนาดไหน แต่เธอก็ยังทำ เพียงแค่เธออยากเอาชนะผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่สนใจเธอเท่านั้นเอง
ตอนนี้เธอสำนึกได้แล้ว ไม่ว่าเหวินเซี่ยอยากจะลงโทษเธอยังไงเธอก็จะไม่ร้องขอให้เขาอภัย ส่วนคุณพ่อของเธอนั้นมันจบแล้ว เธอจะไม่ช่วยเหลือเขาอีกแล้ว ต่อไปไม่ว่าเขาจะไปเป็นหนี้หรืออยากใช้ชีวิตยังไงเธอก็จะไม่สนใจอีกต่อไป
ลู่เสี่ยวหยาเงยหน้าขึ้นและเดินตามเหวินเซี่ยออกไป แต่ก่อนที่เธอจะเดินพ้นประตูบ้าน เธอหันหลังกลับมามองจางเป่าจิน หลี่ปิงปิง และซ่งซูมี่ “ฉันขอโทษ”