เสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นดังระงมมาสักระยะหนึ่งแล้ว แม้จะไม่ดังเท่าไหร่แต่มันกลับสร้างความน่ารำคาญให้กับสตรีร่างบอบบางที่นอนซมอยู่บนเตียงไม่ต่างอะไรจากเสียงแมลงวันที่บินอยู่ข้างหูเลยสักนิด
…อะไร ร้องไห้กันมากเกินเลยไปแล้ว…
นางคิด…รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังตกอยู่ในภวังค์อันเลื่อนลอย ในใจนึกว่า ถึงแม้ท่าทางการร้องไห้ของผู้หญิงตรงหน้านี้จะดูดีก็เถอะ แต่ช่างไม่มีอารมณ์ร่วมเอาเสียเลย นี่ถ้าเป็นักแสดงละก็ ไม่มีทางทำให้คนดูรู้สึกร่วมตามด้วยแน่
ถ้าเป็สมัยก่อนตอนเข้าวงการใหม่ ๆ นางคงรีบไล่ผู้หญิงคนนี้ออกไปทันที แต่หลังจากได้ครองตำแหน่ง ‘ดราม่าควีน’ ถึงสามสมัยซ้อน จึงทำให้ต้องสงบปากสงบคำเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ‘ควีน’ อันสูงส่ง และทำได้เพียงแอบกลอกตามองบนพร้อมกับบอกให้เ้าหล่อนกลับไปฝึกซ้อมให้มาก ๆ แล้วค่อยกลับมาแสดงใหม่
แต่แล้วทันใดนั้นเอง! เสียงตะคอกของหญิงชราคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา
“ร้องเข้าไป! ถ้าเ้ายังไม่ตายก็ร้องเข้าไป! บุตรชายของข้าต้องมาตายก็เพราะเ้า แล้วเ้ายังจะมีหน้ามาร้องไห้ที่นี่อีกหรือ…หึ! ไม่รู้ว่าตระกูลถังของข้าไปทำเวรทำกรรมอะไรมานักหนาถึงทำให้ข้าหน้ามืดตามัวรับคนที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากร้องไห้อย่างเ้าเข้าตระกูล”
คนที่นอนฟังอยู่นั้นสะดุ้งพลางนึกในใจว่าเสียงแบบนี้ คำพูดแบบนี้ นี่มันนางร้ายตัวแม่ชัด ๆ ถึงแม้การแสดงอาจจะดูพื้น ๆ ธรรมดาไปบ้างก็เถอะ แต่ทั้งจังหวะและการใส่อารมณ์นั้นกินขาด ทำได้ดีจริง ๆ
ถังฉือเย่นึกชมอยู่ในใจพร้อมกันนั้นก็พยายามลืมตาที่หนักอึ้ง แต่นางกลับเ็ปรวดร้าวไปทั้งร่าง ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง และไม่ว่าจะกลั้นใจออกแรงมากแค่ไหนนางก็ขยับได้เพียงปลายนิ้วเท่านั้น!
ปัง!
เสียงประตูเปิดออก ถังฉือเย่ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครบางคนเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจะใช้นิ้วมือสาก ๆ จับไปที่คางของนาง ก่อนจะตรวจดูลมหายใจแล้วเอ่ยว่า
“ใช้โอกาสที่ยังไม่หมดลมหายใจนี้ พาเ้าตัวไร้ค่าสองคนนี้ออกไปเถิด แล้วก็ไสหัวไป! ไสหัวไปให้ไกล!”
เสียงหญิงสาวคนหนึ่งอ้อนวอน “ท่านแม่ ข้าไม่ไป ข้าไม่อยาก…”
“เ้าต้องไป! ไม่ว่าเ้าจะอยากหรือไม่อยาก เ้าก็ต้องไป!” หญิงชราคนนั้นกล่าวอย่างเดือดดาล น้ำเสียงเต็มไปด้วยไฟแห่งโทสะ “สะใภ้ใหญ่ สะใภ้รอง รีบโยนเ้าพวกนี้ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้ ข้าไม่อยากเห็นหน้าพวกมันอีกแล้ว!”
แม้จะได้ยินคำขับไล่ไสส่งนั้นชัดทุกถ้อยคำ แต่ผู้หญิงคนนั้นก็ยังไม่ยอมแพ้ นางเอามือจับขอบประตูแน่นพลางร้องะโดังลั่นเมื่อเห็นหญิงร่างท้วมอีกคนยกร่างของถังฉือเย่ขึ้นมา
“ข้าไม่ไป! ตอนนี้ข้าเป็คนตระกูลถังแล้ว ถ้าตายก็ต้องตายในตระกูลถัง เป็ผีตระกูลถัง ถ้าท่านแม่ขับไล่ข้า ข้าจะตายให้ดูเดี๋ยวนี้!”
“ดี! ดีมาก!” หญิงชราเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงเคร่งขรึม เอาจริง
“ข้าไม่เคยคิดเลยว่าการกระทำของเ้าจะทำให้ข้าซาบซึ้งได้มากขนาดนี้ เอาล่ะทุกคนจงฟัง! ในเมื่อนางอยากจะตายนักก็ปล่อยให้นางตายไป จากนี้เื่ทุกอย่างของนางจะไม่เกี่ยวอะไรกับตระกูลถังอีก!”
หญิงสาวผู้นั้นผงะไปชั่วครู่ และไม่กล้าร้องไห้อีกด้วยความใ!
“ข้ารู้จักเ้าดี คนอย่างเ้าไม่กล้าหรอก!” หญิงชราพูดอย่างรู้เท่าทันพลางหันไปสั่งสะใภ้ที่เตรียมตัวรออยู่ก่อนแล้ว “สะใภ้ใหญ่ เ้ายังมัวรออะไรอีก! รีบนำตัวคนพวกนี้ออกไปให้พ้นหน้าข้าเดี๋ยวนี้!”
เมื่อได้ยินคำสั่งเด็ดขาดจากแม่สามี หญิงอ้วนผู้เป็สะใภ้ใหญ่ของตระกูลจึงเดินเข้ามาพร้อมกับจับไหล่ทั้งสองข้างของนางแน่นแล้วลากออกไปด้วยความทุลักทุเลเพราะหญิงสาวที่ถูกลากนั้นทั้งดิ้นและขัดขืน พยายามเตะขาไปมาแต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะท้ายที่สุดก็ถูกลากจนพ้นขอบประตู ก่อนจะถูกโยนไปกองที่พื้นไม่ต่างอะไรกับเด็กอีกสองคนที่มาพร้อมกับนางก็ถูกโยนกองไว้ข้าง ๆ กัน
ถังฉือเย่ตะเกียกตะกายอยู่ในโคลน เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างแต่ไม่สำเร็จเพราะสติสัมปชัญญะดับวูบไปเสียก่อน
…………………………
เวลาผ่านไปหลายชั่วยามกว่าที่ถังฉือเย่จะรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และภาพแรกที่นางเห็นคือหลังคาเก่ามุงด้วยหญ้าคา มีตะกร้าสกปรกดำเขลอะที่ข้างใต้มีรอยรั่วแขวนอยู่บนคานไม้สีดำ หญิงสาวเลื่อนสายตาลงมามองเห็นหน้าต่างและประตูที่ต่างก็ผุพังเก่าทรุดโทรมจนแทบไม่เหลือชิ้นดีที่ยามนี้กำลังพลิ้วไหวไปตามแรงลม จนเกิดเสียงหวืด ๆ ในขณะที่รอบตัวนางนั้นมีแค่ฟางข้าวซึ่งใช้รองหนุนนอนแทนหมอนเท่านั้น ไม่มีแม้ผ้าห่มให้ห่มคลายหนาว
ความเ็ปทั่วทั้งร่างนั้นทำให้ความทรงจำที่มียุ่งเหยิงตีกันไปหมด…นานพอสมควรกว่าที่นางจะจัดลำดับเหตุการณ์และความคิดได้ ในที่สุดนางก็เชื่อว่าตัวเองได้ข้ามกาลเวลามาอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่งแล้ว
หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า ‘จวี้เป่า’ ที่อยู่ในยุคสมัยใดนั้นก็ไม่อาจทราบได้!
ชื่อของนางคือ ถังฉือเย่ สตรีผู้ได้ชื่อว่าเป็เพียงแค่ ‘คนโง่เขลา’ คนหนึ่งเท่านั้น ส่วนสตรีชราโหดร้ายที่ขับไล่นางออกมานั้นความจริงแล้วคือย่าแท้ ๆ ของนาง แซ่ซุน
ส่วนคนที่ถูกลากโยนออกมาพร้อมกันกับนางนั้นเป็มารดา แซ่วัง สำหรับบิดานั้นเสียชีวิตไปแล้วเช่นเดียวกับตัวของถังฉือเย่เอง ด้วยเหตุนี้นางจึงข้ามกาลเวลาเข้ามาอาศัยอยู่ในร่างนี้ได้! ร่างที่ตอนนี้ความเ็ปได้เกาะกุมไปทุกส่วนของร่างกาย แต่ยิ่งกว่าความเ็ปเ่าั้กลับเป็ท้องของนางตอนนี้ที่กำลังร้องประท้วงด้วยความหิว!
ถังฉือเย่หันหน้าไปมองสตรีแซ่วังที่ได้นำถังไม้เก่า ๆ ใบหนึ่งเดินไปใส่น้ำ ก่อนจะยกเข้ามาแล้วทรุดตัวลงนั่งข้าง ๆ นางจึงมีโอกาสได้มองดูเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายตลอดจนใบหน้าทรงผมของอีกฝ่ายอย่างละเอียด
ในเวลาเช่นนี้ถังฉือเย่รู้ดีว่าไม่ควรเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง นางจึงเลือกที่จะเก็บงำคำพูดไว้เงียบ ๆ แต่จนแล้วจนรอดนานกว่าครึ่งชั่วยาม มารดาแซ่วังของนางก็ยังเช็ดตัวให้ไม่แล้วเสร็จ ท้ายที่สุดถังฉือเย่ก็ทนไม่ไหวจึงกล่าวด้วยน้ำเสียงแ่เบา
“หิว”
พอนางพูดออกไป ถังฉือเหยาที่ได้ยินก็ร้องออกมาบ้าง “ท่านแม่ ข้าหิว! ข้าหิว!”
“แม่เองก็หิว!” วังซื่อหยุดสิ่งที่กำลังทำในมือ ก่อนพูดกระแทกเสียงว่า “ไม่คิดเลยว่าย่าของพวกเ้าจะใจร้ายถึงเพียงนี้ ถึงขนาดขับไล่ออกมา ทำราวกับพวกเราไม่ได้เป็คนสกุลถังอย่างนั้นแหละ นางไม่คิดเลยหรือว่าเด็กกำพร้ากับหญิงหม้ายจะอยู่กันยังไง ไม่ได้รู้สึกผิดต่อพ่อของพวกเ้าที่ล่วงลับไปแล้วบ้างเลยหรือ ข้านี่ช่างเป็คนที่อาภัพอับโชคเสียจริง”
พอได้ยินได้ฟังถ้อยคำของมารดา ถังฉือเย่ก็หมดคำพูด นางพยายามยันกายลุกขึ้นนั่งแต่ก็ทำไม่สำเร็จ ความเ็ปที่แล่นไปทั่วร่างทำให้ทำได้เพียงนอนมองหลังคาเก่าทรุดโทรมอย่างเงียบ ๆ
…พูดตามตรงเลยว่าเื่การข้ามเวลามาอยู่ที่หมู่บ้านเล็ก ๆ ห่างไกลความเจริญเช่นนี้ นางไม่เคยรู้สึกกลัวเลยสักนิด ความที่เป็นักแสดงมาั้แ่เด็ก ๆ ภาพยนตร์หรือละครที่เล่นส่วนมากก็เป็แนวย้อนยุคแทบทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นนางจึงได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็วัฒนธรรม ประเพณี ขนบธรรมเนียมวิถีชีวิต หรือแม้กระทั่งภาษา
ดังนั้นการข้ามเวลากลับมาอดีตสำหรับถังฉือเย่นั้น จึงไม่ต่างอะไรกับการเล่นหนังเล่นละครย้อนยุคที่สมจริงมาก ๆ สักเื่เท่านั้น เพียงแต่ตอนนี้นางยังไม่แน่ใจว่าโชคชะตาชนิดสะท้านฟ้าะเืดินของตนที่มีในชาติก่อนจะติดตัวมาที่นี่ด้วยหรือไม่…
แต่แล้วในระหว่างที่กำลังตกอยู่ในห้วงความคิดของตัวเองอยู่นั้น จู่ ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นในที่ไกลออกไป เสียงที่ถังฉือเย่รู้สึกคุ้นเคยเหมือนเคยได้ยินได้ฟังที่ไหนมาก่อน
“เ้ากล้าดีอย่างไรถึงมาพูดเช่นนี้กับข้า ทุกวันนี้ข้าต้องเสียเงินเสียทองมากเพียงใดเพื่อให้เ้าใช้จ่ายที่สำนักศึกษา ทำไมนะ…ทำไมเ้าถึงเป็เด็กที่สอนแล้วไม่รู้จักจำเช่นนี้”
“เป็หรงเอ๋อร์! หรงเอ๋อร์กลับมาแล้ว” แล้วก็เป็วังซื่อที่พูดขึ้นมาด้วยสุ้มเสียงที่ปิดความดีใจไว้ไม่มิด พร้อมกันนั้นก็รีบลุกลงจากเตียงเตาไป แต่ก่อนที่จะเปิดประตูวังซื่อก็ยังไม่ลืมที่จะจัดแจงเสื้อผ้าให้เรียบร้อยแล้วเดินแกมวิ่งออกไป
ถังฉือเย่ยังคงหลับตาและฟังอยู่เงียบ ๆ ก่อนจะได้รู้ว่าที่นี่คือบ้านหลังเก่าของตระกูลถังซึ่งอยู่ห่างจากบ้านหลังปัจจุบันไม่ไกลนัก จนทำให้เสียงของหญิงชราผู้เป็ย่าที่ดังลั่นนั้นได้ยินอย่างชัดเจน และในบรรดาเสียงเ่าั้ปรากฏเสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งปะปนแทรกอยู่ด้วย แต่อาจเป็เพราะเสียงของเขานั้นแหบแห้งจึงทำให้ถังฉือเย่ได้ยินคำพูดเขาไม่ถนัดนัก เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงตะคอกของผู้เป็ย่า!
“เหลวไหล! ไม่ต้องมาพูดเื่พวกนั้นกับข้า! ข้าไม่เข้าใจ แต่หากเ้ายืนกรานจะอยู่กับแม่ตัวซวยของเ้าก็จงไสหัวออกไปเดี๋ยวนี้ ข้าจะถือว่าไม่เคยมีหลานอกตัญญูเช่นเ้า แล้วหลังจากนี้ค่าเล่าเรียนที่สำนักศึกษาข้าก็จะไม่ให้ แม้แต่ข้าวสักเม็ดก็อย่าได้หวังจะมาขอจากสกุลถัง!”
สิ้นเสียงนั้นด้านนอกก็เกิดเสียงดังเอะอะ ถังฉือเย่ที่ได้แต่นอนอยู่ในห้องจึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ด้วยความเป็กังวลนางจึงกลั้นใจลุกขึ้น พยายามสอดส่ายสายตามองผ่านรูบนกำแพงออกไป จนมองเห็นว่าท่ามกลางท้องฟ้าที่มืดสลัวเลือนรางนั้น ปรากฏชายหนุ่มหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น แผ่นหลังตั้งตรงพร้อมกับทำปากพูดอะไรสักอย่างที่นางไม่ได้ยิน แล้วจึงก้มหัวคำนับหญิงชราผู้เป็ย่าด้วยอาการสงบ
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด อาจเป็ความรู้สึกที่ยังหลงเหลือจากร่างเดิมจึงทำให้ถังฉือเย่รู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาเมื่อเห็นเขาเป็เช่นนั้น
่เวลาเดียวกัน วังซื่อที่กำลังร้องห่มร้องไห้อยู่ข้างกายก็พยายามดึงเขา แต่เด็กหนุ่มคนนั้นกลับไม่ยอมลุกขึ้น นางเห็นเขาก้มลงคำนับอย่างหนักแน่นเช่นนั้นเรื่อย ๆ จนหน้าผากเริ่มแตกเห็นเป็รอยเืสีแดงสด ก่อนที่เขาจะยืนขึ้นแล้วช่วยพยุงสตรีผู้เป็มารดาผละจากไป
คนในหมู่บ้านทันทีที่ได้ยินเสียงเอ็ดตะโรก็ต่างพากันออกมามุงดูด้วยความสนใจ ส่วนหญิงชราผู้เป็ย่านั้นได้แต่โกรธจัดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน เพราะไม่คิดว่าชายหนุ่มตรงหน้าจะดื้อดึงได้ถึงเพียงนี้ นางจึงกระทืบเท้าพร้อมกับก่นด่าเสียงดังลั่น
“พ่อของเ้ากำลังมองเ้าลงมาจากบนฟ้านะ ิญญาบรรพบุรุษจะไม่มีทางให้อภัยคนที่ไร้คุณธรรม สารเลว เป็เดรัจฉานอย่างเ้า และจงจำไว้ว่าต่อไปเ้าไม่ใช่คนตระกูลถังอีกแล้ว ตระกูลข้าไม่้าคนอย่างเ้า เมื่อหันหลังจากไปแล้วก็อย่าหันกลับมาอีกเป็อันขาด!” นางตะคอกด้วยความเดือดดาล ก่อนจะกลับมาหาวังซื่ออีกครั้ง
“เ้านี่มันเป็ตัวซวย ตัวกาลกิณีที่ทำให้ตระกูลต้องแตกแยก! ตระกูลถังของข้าต้องซวยไปแปดชั่วโคตรจริง ๆ ทำไมนะ…ทำไมถึงได้ไปเอาคนที่ทำให้เหนื่อยใจอย่างเ้ามาทำเมียด้วย ตายไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นมา ตระกูลถังของข้าต้องถูกเ้าหลอกจนหมดสิ้น…” ท้ายประโยคนางเอ่ยถึงบุตรชายที่ล่วงลับไปแล้วด้วยความหนักใจ!
.
.
.