ขบวนเนรเทศปักหลักอยู่ในป่าเล็กๆแห่งหนึ่ง
เมื่อได้รับอนุญาตจากผู้คุมเหล่านักโทษจึงแยกย้ายกันไปหาน้ำและอาหาร นี่คือกฎที่กำหนดไว้บนเส้นทางการเนรเทศ
มีคนเห็นครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋ถูกปลดโซ่แล้วควักเงินให้ผู้คุม
การไม่มีโซ่ที่มือและเท้าย่อมทำให้ทำสิ่งต่างๆได้สะดวก
เงินของฮูหยินผู้เฒ่าหายไปทั้งครอบครัวสกุลหลินสายหลักทำได้เพียงยอมรับความจริงและเดินหน้าต่อ
กัวซื่อ้าก่อเื่แต่กลับเห็นว่าสกุลรองไม่แม้แต่จะมองนางด้วยซ้ำ จึงทำได้เพียงสาปแช่งอยู่ในใจเท่านั้น
เหล่าเป้าหมายในการสาปแช่งของนางกำลังยุ่งอยู่กับการเตรียมนอนหลับกลางแจ้งเป็คืนแรก
ลู่โม่ในฐานะที่เป็คนเดียวที่มีวรยุทธ์และอยู่ในสภาพสมบูรณ์แข็งแรงจึงรับผิดชอบในการล่าสัตว์ เขาเข้าไปในป่าั้แ่เช้าตรู่
เดิมทีเสื่อฟางล้วนสานเสร็จหมดแล้วไม่รู้เหตุใดถึงได้กลายเป็การแข่งขันกันระหว่างแม่นมหม่ากับลู่ซื่อ และระหว่างชุ่ยเอ๋อร์กับหลินเจียย่วนไปได้
สตรีทั้งสี่ก้มหน้าก้มตาทำงานตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง
เหวินซิ่วชิงจากกลุ่มเก็บผักป่าและเจี่ยงฉีซวงจากกลุ่มเก็บสมุนไพร มารวมตัวกันอย่างครึกครื้นในวันนี้เพื่อจัดการกับผลผลิต
หลินเฉิงจาง หลินเฉิงเหยาและเหยียนต้าต่างรู้ตัวว่าตนเองจะต้องทำหน้าที่สำคัญอย่างการเก็บฟืนเนื่องจากหลินเสวี่ยจู๋บอกเอาไว้ว่าต้องมีฟืนมากพอสำหรับหนึ่งคืน ถึงจะรับประกันได้ว่าทุกคนจะไม่เป็หวัดขณะหลับ
ส่วนเ้าถั่วน้อยหลินอวี่เซวียนวิ่งไปทั่วพยายามที่จะช่วย หลังจากถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าสุดท้ายสายตาก็ไปตกอยู่บนตัวหยวนซิวที่นั่งอยู่ใต้ต้นไม้เพียงลำพัง
“พี่ชายใหญ่ท่านทำอันใดอยู่หรือขอรับ?”หลินอวี่เซวียนนั่งยองๆ บนพื้น พลางเท้าคางมองหยวนซิวด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
เมื่อเห็นแก้มยุ้ยๆ ของเด็กน้อยหยวนซิวก็เก็บงำความเ็าในแววตา พลางเอ่ยอย่างรวบรัด “ลับก้อนหิน”
หลินอวี่เซวียนครุ่นคิดแล้วถามอีกครา“เหมือนการลับมีดหั่นผักของท่านยายข้าหรือไม่ขอรับ?”
“ประมาณนั้นเพียงแต่ก้อนหินไม่มีทางคมเท่ามีดหั่นผัก” หยวนซิวตอบ
หลินอวี่เซวียนฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงส่งเสียงอุทานออกมา “ดังนั้นพี่ชายใหญ่จึงทำกริชให้พี่หญิงใหญ่ของข้าเหมือนที่บิดาข้าเคยทำให้มารดาข้าเลย ช่างใส่ใจยิ่งนัก”
หยวนซิวคิ้วกระตุกเล็กน้อยเขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้าง “เ้ามองออกได้อย่างไร?”
หลินอวี่เซวียนไม่รับรู้ถึงความห่างเหินในน้ำเสียงของเขาจึงเอ่ยอย่างไร้เดียงสา “พี่หญิงใหญ่อยากได้กริช แต่ผู้คุมไม่ให้พี่ชายใหญ่จึงลับก้อนหินให้นางเหมือนที่มารดาข้าอยากได้โสมอายุสามสิบปีแต่ผู้อื่นไม่ขายให้บิดาข้าจึงซื้อโสมอายุสิบปีให้นาง”
เด็กน้อยเล่าอย่างร่าเริงไม่สังเกตเห็นมารดาที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาเงียบๆ
เจี่ยงฉีซวงมองหยวนซิวเป็เชิงขอโทษขอโพยก่อนจะหิ้วสายรัดเอวของบุตรชายขึ้นมาแล้วอุ้มเขาจากไป
ขาเล็กๆ ของหลินอวี่เซวียนปัดป่ายไปมาในอากาศเขาเอ่ยอย่างไม่ยินยอม “ท่านแม่ ข้ากำลังเล่าเื่ให้พี่ชายใหญ่ฟังอยู่นะขอรับ”
เจี่ยงฉีซวงไม่ได้วางร่างเขาลงเพียงเพราะเขาเป็เด็กน้อยนางตอบกลับ “เื่ที่เ้าพูดมันคนละเื่กันแล้ว พ่อของเ้าซื้อโสมอายุสิบปีให้แม่เพราะครอบครัวเราซื้อโสมอายุสามสิบปีไม่ไหว”
หลินเฉิงเหยาที่เดินกลับมาพร้อมฟืนมัดใหญ่ได้ยินเข้าพอดีจึงทำได้เพียงลอบขอโทษในใจ ‘ขอโทษนะภรรยาที่สามีไร้ความสามารถ’
หลินเสวี่ยจู๋ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดทำได้เพียงลอบหัวเราะ‘ฮ่าๆๆๆ...’
หลินเสวี่ยจู๋ยื่นถุงใส่น้ำให้หยวนซิวข้างในเป็น้ำพุจิติญญาที่นางกรอกใส่เมื่อครู่ตอนที่ไม่มีผู้ใดมอง
หยวนซิวรับถุงใส่น้ำไปแล้ววางไว้ด้านข้างไม่ได้ดื่มมัน
หลินเสวี่ยจู๋ไม่รู้ว่าเหตุใดตนเองถึงโพล่งออกไปโดยไม่แม้แต่จะคิด“ท่านกลัวว่าดื่มน้ำมากไปจะถ่ายเบาไม่สะดวกใช่หรือไม่? ไม่เป็ไรนะพวกเรามีคนมากมายถึงเพียงนี้ รับมือกับท่านคนเดียวได้อยู่แล้ว”
หยวนซิวได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งอึ้งไปไม่นานใบหน้าก็แดงก่ำลามไปจนถึงลำคอ
หลินเสวี่ยจู๋เห็นสภาพของเขาก็รู้ตัวว่าตนเองกล่าววาจาล่วงเกินเสียแล้ว
เพียงแต่ท่าทางเขินอายของหยวนซิวทำให้นางอยากจะหยอกล้อเขาต่ออย่างอธิบายไม่ได้นางหัวเราะคิกพลางเอ่ยหยอกเย้า “เหตุใดสามีถึงต้องตื่นตะหนกด้วย?เดิมทีท่านกับข้าก็เป็สามีภรรยากัน มีอันใดที่พูดไม่ได้หรือ?”
หยวนซิวเหลือบมองนางอย่างเ็าแล้วเก็บงำไอสังหารในแววตา เขารู้สึกราวกับถูกสองพี่น้องผลัดกันมาล้อเลียน!
หลินเสวี่ยจู๋เห็นเช่นนี้ก็สะดุ้งจบสิ้นแล้ว นางเห็นหน้าเขาแล้วอยากจะหยอกเย้าจนลืมไปว่าคนตรงหน้ามีนิสัยโเี้อำมหิตจะทำอย่างไรดี?ตอนนี้ยังแก้ไขทันหรือไม่?
ช่างเถิดฉวยโอกาสที่คนผู้นี้ดูแลตนเองไม่ได้รีบหนีไปเสีย
เมื่อคิดถึงตรงนี้หลินเสวี่ยจู๋ก็หมุนตัววิ่งหนีไปทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลงทิ้งหยวนซิวที่มีสีหน้ากลืนไม่เข้าคายไม่ออกเอาไว้‘สตรีผู้นี้เล่นกลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับกับเขาอยู่หรือ?’
แม้ว่าหลินเสวี่ยจู๋จะวิ่งหนีแต่ไม่ใช่การวิ่งอย่างไร้จุดมุ่งหมาย นาง้าแยกตัวออกจากทุกคนเพื่อทดสอบอะไรบางอย่างเล็กน้อยสายตาของนางหยุดอยู่บนต้นท้อป่าที่อยู่ไม่ไกลนัก
เมื่อตรวจสอบแล้วว่ารอบด้านไม่มีคนจิตสำนึกของนางก็ทำงาน
ทันใดนั้นต้นไม้ตรงหน้าก็อันตรธานหายไปเหลือไว้เพียงหลุมลึกขนาดใหญ่ ทั้งยังมองเห็นร่องรอยของรากไม้ที่ทอดยาวได้อย่างเลือนราง
จิตสำนึกของหลินเสวี่ยจู๋เข้าสู่มิติอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นต้นท้อถูกปลูกลงบนพื้นดินในมิติของตนเอง นางก็ะโโลดเต้นอย่างมีความสุข
แม้ว่าผลของต้นท้อป่าจะมีสีเขียวและมีขนาดเล็กไม่เหมาะสำหรับการบริโภค แต่ขอเพียงต้นไม้ถูกย้ายเข้าไปปลูกในมิติได้ นางย่อมได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริงไม่ช้าก็เร็ว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็สำรวจต่อไปด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยมเดินไปประมาณราวสองเค่อ[1] นางก็พบป่าไผ่เขียวชอุ่มสายลมเอื่อยๆ พัดพากลิ่นหอมสดชื่นของต้นไผ่ให้ลอยมาตามลม
หลินเสวี่ยจู๋ไม่เป็อันเดินแล้วพืชพรรณอย่างต้นไผ่หาไม่ได้ที่ชายแดนเหนือ นางต้องถอนไปปลูกในมิติสักหน่อย
นางลงมือทันทีขณะที่นางก้าวไปข้างหน้าก็เก็บต้นไผ่ที่อยู่รอบๆ เข้ามิติไปด้วยจนกระทั่งไม่เหลือต้นไผ่อีกต่อไป
เมื่อหันหลังกำลังจะจากไปนางก็ต้องตกตะลึงกับทิวทัศน์เบื้องหน้า
โอ้โห โล่งเหลือเกินโล้นไปครึ่งูเา
หากนางยกระดับมิติให้มากกว่านี้ย่อมสามารถย้ายแผ่นดินของฮ่องเต้สุนัขเข้าไปในมิติด้วยได้ใช่หรือไม่?
หลินเสวี่ยจู๋เดาะลิ้นนางไม่กล้าคิดถึงเื่นั้น รีบกลับไปที่ค่ายพักแรมจะดีกว่า
ที่ค่ายพักแรมตอนนี้ ผู้คุมกำลังถือบัญชีรายชื่อและนับจำนวนคนเมื่อขานชื่อถึงหลินเสวี่ยจู๋เขาก็ขมวดคิ้วมุ่น
“คนเล่า?” เขาถาม
“ออกไปหาของกินยังไม่กลับขอรับ”หลินเฉิงจางตอบอย่างใจเย็น ก่อนจะหันไปปลอบโยนเหวินซิ่วชิงที่จิตใจว้าวุ่น
กัวซื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยอย่างมีความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น“คงไม่ได้หนีไปแล้วหรอกกระมัง?”
“พวกเราอยู่ที่นี่กันหมดนางคนเดียวจะหนีไปที่ใดได้?”หลินเฉิงจางถลึงตาใส่กัวซื่อ
กัวซื่อ้าพูดอะไรอีกแต่ถูกหลินเสวี่ยหลานคว้าแขนเสื้อเอาไว้ แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าบอบบางไร้เดียงสา “ท่านผู้คุมอย่าตำหนิเลยเ้าค่ะน้องหญิงของข้าบางทีอาจซุกซนวิ่งออกไปไกล อีกประเดี๋ยวก็กลับมาเ้าค่ะ”
ได้ยินเช่นนั้นหยวนซิวก็หรี่ตาลงเล็กน้อยพลางกวาดสายตามองใบหน้าของหลินเสวี่ยหลานราวกับไม่ได้ตั้งใจ
ผู้คุมแค่นเสียงเ็า “ซุกซน? พวกเราเป็เพื่อนเล่นนางหรือ?”
หลินเสวี่ยหลานทำท่าทีใก่อนจะเอ่ยด้วยเนื้อตัวสั่นเทา “ท่านผู้คุมโปรดระงับโทสะ ข้า...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้นนะเ้าคะ”
“เช่นนั้นเ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลินเฉิงเหยาที่ยืนมองอยู่ด้านข้างด้วยสายตาเ็าตลอดเวลาเอ่ยปากถาม“หลานสาวข้าทำงานหนักเพื่อทั้งครอบครัว เ้าเห็นนางซุกซนเมื่อไรกัน?”
หลินเสวี่ยหลานพูดไม่ออกหลินเฉิงเหยาคือผู้าุโ ไม่เหมาะที่จะโต้แย้งกับเขาอย่างโจ่งแจ้ง
กัวซื่อเป็เดือดเป็ร้อนแทนบุตรสาวทันที“น้องสาม เ้าอายุเท่าไรแล้ว? เหตุใดถึงยังถือสาหาความกับเด็กน้อยอยู่อีก?”
นางอาศัยที่ตนเองเป็สตรีจึงคิดว่าหลินเฉิงเหยาจะไม่โต้เถียงกับนางแต่กลับไม่คาดคิดว่าเจี่ยงฉีซวงจะเอ่ยอย่างเ็า“เด็กน้อยพูดจาเหลวไหลเป็เพราะผู้ใหญ่สั่งสอนไม่ดีไม่ใช่หรือ?”
.............................
[1] เค่อหมายถึง 15 นาที