บทที่ 2 : น้องน้ำใจ
“ป้า! เอากะเพราหมูสับไข่ดาว 2 กล่อง ขอช้อนด้วยนะ”
สายทางงานก่อสร้างมูลค่าหลายร้อยล้าน อยู่ห่างไกลจากตัวเมืองลำพูนออกไปเกือบยี่สิบกิโลเมตร ในระยะทางที่ห่างไกลเช่นนี้ ความเจริญก็ค่อยๆ เลือนรางลงไปตามระยะทางเช่นเดียวกัน น้ำใจขี่รถจักรยานยนต์สีดำคันเก่าของบริษัท ไปยังชุมชนใกล้ๆ กับสำนักงานที่มีความเจริญอยู่เพียงหยิบมือ ด้วยเมื่อมีปั๊มน้ำมันถูกสร้างขึ้นมา ก็มีร้านค้าและตลาดเริ่มเปิดตาม
ร้านอาหารตามสั่งแบบบ้านๆ ร้านนี้ คือร้านที่น้ำใจชอบมาซื้อเป็ประจำ เธอเดินทางโยกย้ายตามสามีมา ตามที่บริษัทรับเหมาก่อสร้างสามารถประมูลงานได้ และเธอมาอาศัยที่จังหวัดลำพูนแห่งนี้ ได้เกือบสองเดือนแล้ว
“น้ำใจเอ้ย ป้าเคยบอกแล้วใช่ไหม จะออกไปไหนให้แต่งตัวดีๆ หน่อย”
“นี่ก็ดีแล้วนะป้า ไม่ดีตรงไหน?”
“ทำไมเอ็งไม่ใส่ยกทรงมาให้มันดีดีล่ะ”
“มาซื้อข้าวให้ผัวแค่นี้เองป้า เดี๋ยวก็กลับไปนอนต่อแล้ว”
“ผัวเอ็งมันไม่ด่าเอ็งบ้างหรือไง ดูสิ กางเกงก็สั้นจนจะเห็นหอ...”
“ป้า!”
ยังไม่ทันที่เ้าของร้านอาหารตามสั่งจะได้พูดต่อ หญิงสาวคนงามก็โพล่งเสียงดังออกมา ทำเอาลูกค้าทั้งร้านหันมามองทางเธอเป็สายตาเดียวกัน
“เออๆ อย่าถือสาข้าเลย ข้าก็เตือนด้วยความหวังดี เห็นหน้าตาเอ็งก็สะสวย น่าจะรักนวลสงวนตัวหน่อย”
“หนูรู้น่า ว่าหนูสวย ป้าไม่ต้องห่วงหรอก ใครอยากมองก็ให้มองไป หนูไม่ได้ให้ใครมาจับสักหน่อย”
“เื่ของเอ็งเถอะ เอานี่ กะเพรา 2 กล่อง 80 บาท”
“ขอบใจจ้ะ”
หญิงสาวรับข้าวกล่องพร้อมจ่ายเงิน เธอหิ้วถุงออกจากร้านแล้ววางข้าวไว้ตรงตะกร้าหน้ารถ จากนั้นก็ยกขาขึ้นควบเบาะจักรยานยนต์ โดยมีสายตาหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ที่มาอุดหนุนป้าพรมองตามตาไม่กะพริบ
แม้จะเป็วันที่แดดแรงจัด ก็ไม่สามารถทำอะไรน้องน้ำใจได้ เธอขี่รถจักรยานยนต์แวะไปเรื่อยเรื่อยตามร้านรวงต่างๆ ละแวกนั้น หยิบนั่นดูนี่อย่างอารมณ์ดี กระทั่งเวลาได้ล่วงเลยไปเกินเที่ยงวัน
หลังจากนึกขึ้นได้ น้ำใจรีบควบรถอีกครั้ง เพื่อนำข้าวกล่องที่บัดนี้เย็นชืดเป็ที่เรียบร้อยไปส่งให้สามี โดยไม่ใส่เสื้อคลุมกันแดดตลอดระยะทาง 4 กิโลเมตร เพียงไม่กี่นาที ก็ถึงจุดที่สามีกำลังทำงานอยู่
ในวันนี้ จป.กุ้ง ได้รับมอบหมายให้มาช่วยทีมงานสำรวจ เขาและลูกน้องได้ทำการปิดถนนหนึ่งเลนส์และตั้งกรวยอำนวยความสะดวกให้กับช่างสำรวจในการตรวจวัดและบันทึกค่าระดับ เขาคอยช่วยโบกรถที่ใช้เลนส์เดียวสวนกันอย่างไม่หยุดพัก กระทั่งได้เหลือบไปเห็นน้องน้ำใจจอดรถพร้อมถือถุงข้าวมา เขาจึงได้หยุดงาน และเรียกลูกน้องให้หลบเข้ามาในเพิงที่พัก ที่บัดนี้มีโฟร์แมนสูงอายุคนหนึ่งกำลังนั่งพักอยู่
“มาแล้วเหรอ”
“พี่กุ้งหิวไหม วันนี้หนูซื้อกะเพราไข่ดาวมาให้นะ”
“กำลังหิวพอดีเลย น้ำใจกินข้าวกับพี่ที่นี่ไหม?”
“ไม่ล่ะ หนูกินมาแล้ว”
“อ่าว งั้นนี่ก็ให้พี่ 2 กล่องเลยเหรอ”
“หนูซื้อมาเผื่อเชียรด้วย”
“อ่อ”
“เชียร...ห่อข้าวมาหรือเปล่าจ๊ะ?”
หญิงสาวหันไปถามเด็กหนุ่มลูกน้อง จป.กุ้ง ผู้มีนามว่าเชียร ที่บัดนี้นั่งลงข้างๆ กุ้งพร้อมตักน้ำในกระติกออกมาดื่ม
“ห่อมาครับ…”
ชายหนุ่มก้มหน้าก้มตาดื่มน้ำ โดยไม่ได้เงยหน้ามามองคนที่กำลังสนทนาด้วย
“ลุงวิชัยล่ะจ้ะ มีข้าวหรือยัง หนูมีกะเพราอีกกล่องนะ”
“เอ็งเอาให้ผัวเอ็งกินเถอะ ข้าฝากหลานซื้อมาแล้ว”
ลุงวิชัย (นายช่างทีมงานสำรวจเส้นทาง) ยื่นมือขอน้ำดื่มจากเชียรแล้วหันกลับมาคุยกับน้ำใจ เขามองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆ จป.กุ้ง ั้แ่หัวจรดเท้า และกลับมามองค้างอีกครั้งบริเวณหน้าอกหน้าใจสองก้อนกลมโต ที่บัดนี้มีจุดสีน้ำตาลอ่อน 2 จุด ดันเสื้อยืดสีขาวออกมาอย่างเด่นชัด
“วันนี้หลานจะมากินข้าวด้วยเหรอครับลุง?”
“อืม...เออไอกุ้ง วันนี้ช่างฟ้าครามอยู่ที่ออฟฟิศไหม?”
“ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ เมื่อวานช่างบอกไว้ว่าจะขับรถไปส่งช่างสิงห์ที่เชียงราย ไม่รู้วันนี้จะกลับมาถึงกี่โมง ลุงมีอะไรกับช่างหรือเปล่า”
“ก็เนี่ยแหละ เห็นช่างครามแกคุยๆ ว่ากำลังหาโฟร์แมนเพิ่ม ข้าเลยจะลองให้หลานมาช่วยงานแกดู”
“หลานลุงจบก่อสร้างหรือครับ?”
“อืม...ไอ้ภีมมันจบก่อสร้าง แต่ไอ้ภัทรมันจบช่างกล”
ยังไม่ทันที่กุ้งจะได้ถามอะไรต่อ รถกระบะสีดำโหลดเตี้ยก็เลี้ยวเข้ามาจอดบริเวณเพิงที่พัก ชายหนุ่มสองคนรูปร่างสูงใหญ่บึกบึน พร้อมด้วยผิวสีแทนเข้ม เช่นเดียวกับสีคิ้วที่ดกหนา ท่วงท่าการเดินนั้นเผยความมั่นใจของลูกผู้ชายออกมาอย่างเด่นชัด ทั้งคู่เดินเข้ามาพร้อมยกมือไหว้และกล่าวสวัสดีลุงวิชัย และทุกคนที่กำลังนั่งมองพวกเขาอยู่
“ไอ้ภีมไอ้ภัทร มาได้สักทีนะพวกเอ็ง”
“สวัสดีครับลุง สวัสดีครับ...สวัสดีครับ”
“นี่ไง จป.กุ้ง ที่ข้าเคยเล่าให้ฟัง”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับพี่กุ้ง”
“ครับ”
พิมุขและภาคินยกมือท่วมหัว ไหว้ จป.กุ้ง ที่ดูอ่อนวัยกว่า แต่ด้วยคำบอกเล่าของลุงวิชัย ชายทั้งสองจึงรู้ว่ากุ้งอายุมากกว่าพวกเขาอยู่หลายปี หลังจากทักทายกุ้งเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ได้หันไปมองหญิงสาวเพียงคนเดียวที่นั่งไขว่ห้างอยู่ข้างๆ กุ้ง โดยฝ่ายที่ถูกมอง ก็มองตอบพวกเขาด้วยสายตาลุกวาวพร้อมรอยยิ้มหวานพิมพ์ใจ น้องน้ำใจมองสองหนุ่มตาไม่กะพริบ แม้จะถูกสามีหันมามองค้อนก็ตาม
“น้ำใจ...พี่ว่าตรงนี้เริ่มร้อนแล้ว น้ำใจกลับห้องไปนอนพักดีกว่านะ”
“พี่กุ้ง...หนูเริ่มหิวเสียแล้วสิ หนูกินข้าวด้วยก่อนกลับได้ไหม”
“แดดแรงขนาดนี้ กลับไปพักเถอะน้ำใจเอ้ย...ข้าล่ะเป็ห่วงลูกในท้องเอ็งจริงๆ”
“อ่าว แฟนพี่กุ้งท้องหรือครับ...ดูไม่ออกเลยนะเนี่ย”
ภาคินมองไปยังท้องอันแบนราบของน้ำใจ แล้วเลื่อนสายตามามองจุดอื่นที่ใหญ่กว่าท้อง ยิ่งมองค้างยิ่งชวนให้หายใจผิดจังหวะ ชายหนุ่มล่ำสันจึงหันกลับไปยื่นถุงข้าวในมือให้ลุงวิชัยช่วยแกะ
“แดดร้อนแบบนี้ แถมกำลังท้องอีก ให้ผมขับรถยนต์ไปส่งที่พักดีกว่านะครับ”
พิมุขที่มองจุดเดียวกับภาคินเมื่อครู่ เอ่ยอาสาโดยไม่คิด เขามองตากับกุ้งตรงๆ พร้อมแสดงออกทางสีหน้าว่าห่วงใยจากหัวใจ
“ก็ดีนะพี่ ให้หนูขี่รถกลับมันก็ร้อนจริงๆ”
“เอางั้นเหรอ...รบกวนน้องเขาหรือเปล่า?”
“ไม่รบกวนหรอกครับ ผมไปส่งให้ แล้วจะรีบกลับมากินข้าวเหมือนกัน”
“อ่า...เอางั้นก็ได้ เดี๋ยวทำงานเสร็จพี่ขี่มอเตอร์ไซค์กลับห้องเอง”
“จ้ะพี่ หนูกลับก่อนนะ พี่กุ้งรีบกลับด้วยนะ”
จุ๊บ!
หญิงสาวผิวใสดีใจอย่างออกนอกหน้า เธอหอมแก้มสามีต่อหน้าทุกคนแล้วดีดตัวลุกขึ้น เดินนำพิมุขไปยังรถกระบะสีดำของเขา ก่อนเปิดประตูรถ ก็ได้โบกมือลาให้กุ้งอีกทีหนึ่ง
หลังจากรถกระบะเคลื่อนตัวจนพ้นสายตาแล้ว บรรดาชายหนุ่มที่กำลังนั่งรับประทานอาหารร่วมกันก็หันกลับมาพูดคุยกันอีกครั้ง โดยที่หัวข้อหลักๆ ก็ไม่พ้นเื่งานที่พวกเขากำลังดำเนินการอยู่แม้ตอนกำลังตักข้าวเข้าปากก็ตาม
ด้านน้องน้ำใจที่บัดนี้ ไม่ต้องทนไอร้อนของแดดอีกต่อไป เธอขึ้นนั่งบนรถกระบะและดึงสายเข็มคัดนิรภัยมาคาดในทันที แม้ระยะทางระหว่างเพิงที่พักกับตึกแถวที่พักของเธอจะอยู่ห่างกันไม่ถึง 10 กิโลเมตร กระบะโหลดเตี้ยที่ปกติทำความเร็วเกิน 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง บัดนี้กลับทำความเร็วเพียง 40 กิโลเมตรเท่านั้น
“ชื่อน้ำใจเหรอครับ?”
“อื้ม...พี่ล่ะ ชื่อภีมหรือชื่อภัทร”
“ภัทรครับ...น้ำใจอายุเท่าไหร่เหรอ?”
“อีก 2 อาทิตย์ก็ 23 ละ”
“อ่าว งั้นก็เป็น้องสิ”
“พี่อายุเท่าไหร่อ่ะ?”
“พี่ 25 แล้ว”
“อื้อ”
“น้ำใจเด็กกว่าพี่กุ้งหลายปีเหมือนกันนะ”
“ช่าย...แต่พี่กุ้งอ่ะหน้าเด็ก ไปไหนคนชอบทักว่าอายุเท่ากัน”
พิมุข หรือ ภัทร อมยิ้มตลอดเส้นทาง เขาหันกลับมามองหน้าสาวที่กำลังสนทนาด้วย โดยที่หญิงสาวก็รู้ดีกว่าเขาไม่ได้มองแค่หน้า ด้วยก้อนกลมสองข้างที่ถูกเข็มขัดนิรภัยรัดแน่นตอนนี้ เผยให้เห็นความอวบอูมเด่นชัดยิ่งกว่าตอนแรกเสียอีก
“แล้วน้ำใจมาเจอพี่กุ้งได้ยังไงล่ะ?”
“เจอที่ร้านน่ะ พี่กุ้งมากินเลี้ยงกับพวกเ้านายเขา”
“หืม น้ำใจเคยทำงานร้านอาหารเหรอ?”
“หนูเคยเป็เด็กเอ็นพี่ จริงๆ เคยทำงานที่บ่อนด้วยนะ”
“โห...จริงอ่ะ”
“ทำไม ไม่เชื่อเหรอ?”
“เปล่าครับ แค่งงว่ามาคบกับพี่กุ้งได้ยังไง”
“ก็พวกเพื่อนพี่เค้าเชียร์หนูกับพี่กุ้งเล่นๆ แต่หนูดันท้องจริง สุดท้ายเลยต้องตามเค้ามานี่แหละ”
“อ่าว เพิ่งเจอกันเหรอ?”
“อือ เพิ่งเจอกันตอนโครงการก่อนหน้านี้เสร็จ ไม่กี่เดือนหรอก แต่หนูท้องไง พอท้องพี่กุ้งก็ดูแลหนูอย่างดี มันก็เลยต้องเลยตามเลย”
“แล้วรักเขาป่ะ?”
“ไม่รู้ดิ รักมั้ง”
ยิ่งบทสนทนาลึกขึ้นมากเท่าไหร่ ความเร็วของรถยนต์ก็ยิ่งลดลงมากเท่านั้น พิมุขหันมามองน้องน้ำใจเป็ระยะถี่ถี่ หญิงสาวเหลือบมองกลับไปพร้อมอมยิ้ม
“ทำไม? ชอบนมหนูเหรอ?”
“หา...”
“เห็นมองอยู่นั่นแหละ”
“...ก็ชอบ ใครๆ ก็ชอบป่ะ”
“อ่ะ...นี่”
น้ำใจกดโทรศัพท์แล้วยื่นคิวอาร์โค้ดให้ชายหนุ่มที่กำลังเลี้ยวรถเข้าจอดหน้าตึกแถวสำนักงานโครงการ
“ครับ?”
พิมุขที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว หยิบโทรศัพท์มือถือของเราขึ้นมาสแกนคิวอาร์โค้ดนั้น หน้าสแกนเปลี่ยนไปยังหน้าแอดเป็เพื่อนในแอปพลิเคชันไลน์
“จะดีเหรอครับ”
“พี่จะมาทำงานกับบริษัทไม่ใช่เหรอ?เราก็เป็เพื่อนร่วมงานกันไง”
“ครับ...”
“เดี๋ยวหนูทักไปนะ”
“น้ำใจพักที่นี่เหรอ”
พิมุขที่แอดเพื่อนในไลน์เรียบร้อยแล้ว ชะโงกหน้ามองเข้าไปในตึกแถวสองชั้นตรงหน้า
“อื้ม อยู่ชั้นสองอ่ะ”
“อยู่กับพี่กุ้งสองคนเหรอ?”
“หนูกับพี่กุ้ง แล้วก็มีพี่น้ำตาล พี่ขนุน”
“ใครเหรอ อีกสองคน”
“พี่น้ำตาลทำบัญชี ส่วนพี่ขนุนเป็วิศวกร ถ้าพี่มาทำงานที่นี่ หนูว่าพี่น่าจะได้เป็ลูกน้องพี่ขนุน”
“พี่น้ำตาลกับพี่ขนุนเขาเป็แฟนกันเหรอ?”
“เปล่าหรอก เขาเป็เพื่อนกัน อยู่กันคนละห้อง”
“อ่า...ครับ”
“หนูไปก่อนนะพี่ ขอบคุณที่มาส่งนะ...”
น้องน้ำใจยิ้มหวานพร้อมโบกมือให้กับพิมุข ที่ยังคงมองเธออย่างไม่ละสายตา ชายหนุ่มมองตามเข้าไปกระทั่งประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกและปิดลง กระจกใสสามารถมองทะลุเข้าไปเห็นด้านในได้ชัดเจน เขาก้มมองนาฬิกาข้อมือและพบว่าบัดนี้เป็เวลาบ่ายโมงครึ่งแล้ว แต่ด้านในสำนักงานยังคงว่างเปล่า ไม่มีพนักงานนั่งประจำโต๊ะแม้แต่คนเดียว
“บริษัทอะไรของเขาวะ แม่งโคตรชิล...”

โปรดติดตามตอนต่อไป