เทพมังกรครองพิภพไซอิ๋ว

    ตอนที่ 23 พวกเจ้าล้วนแต่ต้องตาย

    “โฮก!!” เฮยเสวียนชะโงกหัวชูคอแผ่แม่เบี้ย จนรู้ได้ว่ามันเดือดดาลจนคลั่งแล้ว คลุ้มคลั่งจนบิดสังขารงูเหลือมไปมา เหมือนดั่งกำลังพยายามที่จะดิ้นรนเพื่อสลัดหลุดออกจากตาข่าย “ดี !จับเอาไว้ได้แล้ว!!แต่อย่าได้หลงลำพองไป รีบเสริมกำลังพลเร็วเข้า รวมพลังจนเป็นหนึ่ง อย่าได้ปล่อยให้มันหนีไปได้ !” จ้าวหยางเซิงสั่งการตามลำดับได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังตะโกนออกคำสั่งเสียงดังกังวาน สั่งการกำชับติดต่อกัน “ขอรับ!!” เหล่าพลทหารตะโกนกันขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง รีดพลังจากกล้ามเนื้อทุกส่วน จนกล้ามปูดขึ้นเป็นก้อน ๆ พร้อมกับเส้นเลือดที่ปูดออกจนเด่นชัด เกิดเป็นพลังอันล้นหลามถ่ายเทเข้าไปถึงแขน ไม่ทันไรก็ตรึงตาข่ายยักษ์จนเหยียดตรง เฮยเสวียนได้ถูกพลังอันมหาศาลกระชากจนล้มลงไปกองอยู่กับพื้น เพลิงโทสะลุกโชนภายในจิตใจ จนเผยให้เห็นแววตาที่อาฆาตสาดเป็นประกาย ระหว่างนั้นยังแผดเสียงกู่ร้องเสียงดังก้องกังวาน เหมือนดั่งกำลังสั่งการให้ฝูงงูเข้าจัดการฉีกกระชากพวกที่เข้ามารุกล้ำอาณาเขตพวกนี้ ฝูงงูนับหมื่นพันทันทีที่เห็นว่าผู้นำตกอยู่ภายในวิกฤติกาล พวกที่กำลังโจมตีใส่ยอดยุทธ์ในยุทธภพกันอยู่ พลันหันกลับมาเพื่อเข้ามาช่วยเหลือทางด้านของเฮยเสวียน บังเอิญกับในเวลานี้ จ้าวหยางเซิงคล้ายกับพอที่จะคาดการณ์ได้ตั้งแต่แรก จึงได้หัวเราะออกมาเสียงดัง ยกมือป้องปากออกคำสั่งต่อ: “มือธนูทุกนายรับคำสั่ง คอยขัดขวางพวกมันเอาไว้ อย่าได้ปล่อยให้อสรพิษหลุดลอดเข้ามาแม้แต่ตัวเดียว มิเช่นนั้นจะต้องได้รับโทษจากทางกองทัพยังไม่มีข้อยกเว้น!” “ขอรับ!!” …… ตามคำสั่งของจ้าวหยางเซิง มือดีในด้านธนูในกองพลล้วนแต่ง้างสายธนูกันทันที อีกทั้งยังได้เล็งเป้าเข้าหาฝูงอสรพิษที่ปกคลุมอยู่กันเต็มเทือกเขา จากนั้นจึงค่อยได้แผลงศรออกกันอย่างต่อเนื่อง ฝูงงูที่ถึงแม้จะมีกันอยู่นับไม่ถ้วนแต่ก็ไร้ซึ่งความคิด จึงทำให้โอกาสในการแผลงศรแทบจะเรียกได้ว่าสูงเป็นอย่างยิ่ง เพียงชั่วพริบตาเดียวก็ได้ทำให้ฝูงงูถูกจัดกัดพื้นที่เอาไว้ได้ในทันที อีกทั้งยังคอยกันให้อยู่ในบริเวณห่างออกไปไม่น้อยไปกว่าร้อยก้าว จนไม่อาจรุกไล่เข้ามาได้ ในระหว่างที่มีทหารเข้ามาเสริมกันมากขึ้นเรื่อย ๆ การดิ้นรนของเฮยเสวียนก็ยิ่งมีแต่จะกินแรงมากยิ่งขึ้น ฉากเช่นนี้ได้ทำให้องค์หญิงพานอวิ๋นเชยชมจนสุขสม แต่กลับเป็นที่น่าผิดหวังของกู้ฉางเฟิงกันอยู่บ้าง นางจึงค่อยได้ถามด้วยความแปลกใจ: “เหตุใดอสูรอสรพิษตนนี้ถึงได้อ่อนแอขนาดนี้กัน แม้แต่พลทหารชั้นสามัญก็ยังไม่อาจจัดการได้อย่างงั้นหรือ? เดิมทียังคิดว่าจะต้องเกิดศึกที่ดุเดือดขึ้นมาอยู่ แต่กลับคิดไม่ถึงว่าจะเกิดผลลัพธ์เช่นนี้ขึ้นมาได้ อสูรอสรพิษตนนี้คงไม่ใช่เป็นตัวปลอมกันหรอกนะ?” จ้าวหยางเซิงก็ได้แสยะยิ้มอยู่ทางด้านข้าง: “หึหึ คุณขายกู้ ไยจึงพูดในแง่ร้ายถึงเพียงนี้!” “เจ้า……” กู้ฉางเฟิงที่พึ่งคิดจะตอบโต้ แต่ก็ต้องถูกองค์หญิงพานอวิ๋นตัดพ้อแล้วถามกลับไปว่า: “แม่ทัพจ้าว เจ้าพอจะทราบว่าเกิดอะไรขึ้นหรือไม่? การอยู่เบื้องหน้าองค์หญิง จ้าวหยางเซิงกลับไม่กล้าที่จะแสดงกิริยาย่ำแย่ออกมา จึงทำได้แต่เพียงกล่าวอธิบายออกมาด้วยความเคารพยำเกรง: “เรียนองค์หญิง ความจริงแล้วอสูรอสรพิษดำตัวนี้กลับไม่ได้อ่อนแอเช่นนั้น เพียงแต่ในเวลาที่พวกเรามาถึง ได้ฉกฉวยใช้โอกาสที่มันได้เปิดศึกครั้งใหญ่ไป จนใช้พลังปราณต้นกำเนิดไปจนแห้งเหือด จึงค่อยสบโอกาสจับกุมได้เช่นนี้ มิเช่นนั้น คงจะต้องเปลืองแรงมากอีกหน่อยอยู่เหมือนกัน” กู้ฉางเฟิงและองค์หญิงพานอวิ๋นจึงค่อยได้หันไปมองเหล่าชาวยุทธ์ที่อยู่ในสภาพเจ็บปวดเจียนตายจากอีกทางด้านหนึ่ง แล้วจึงค่อยกระจ่างแจ้งได้ ไม่แปลกใจเลยที่อสูรอสรพิษดำตัวนี้จะดูเหมือนไม่ได้อยู่ในสภาพปกติ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง วินาทีนั้นกู้ฉางเฟิงเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์กันอยู่บ้าง เดิมทีก็คิดว่าตัวเองจะมีโอกาสที่จะสร้างผลงานออกมาได้ แต่กลับเป็นเพราะอสูรอสรพิษบาดเจ็บสาหัสจนถึงปราณต้นกำเนิด จึงไม่มีโอกาสที่จะลงมือ จนทำให้จ้าวหยางเซิงสำแดงอำนาจบารมีออกมาได้กันแล้ว เขาได้คลี่พัดออกมาทันที เพื่อปกปิดความกระอักกระอ่วนเอาไว้ อีกทั้งยังทำได้แต่เพียงฝืนยิ้มแล้วกล่าว: “เหอะเหอะ เช่นนี้ก็ดี เมื่อมีแม่ทัพจ้าวลงมือจัดการ คุณชายอย่างข้าเองก็ไม่ต้องเปลืองแรง เช่นนั้นก็ดูที่ความสามารถของแม่ทัพจ้าวกันแล้ว” แม้ปากจะพูดออกมาเช่นนี้ ในใจกลับยังคอยสาปแช่งขอให้จ้าวหยางเซิงล้มเหลวเป็นดีที่สุด สุดท้ายก็จะได้ให้เขาออกหน้าคลี่คลายสถานการณ์ เพียงแต่จากเท่าที่ได้เห็น ความหวังแบบนั้นแทบจะริบหรี่เลยก็ว่าได้ ไม่แน่ว่าอาจจะเป็นเพราะสวรรค์ได้ยินคำภาวนาของเขาก็เป็นได้ เบื้องหน้าสายตาที่ได้เห็นอสูรอสรพิษดำที่ล้มลงไปกองติดกับพื้น ได้ถูกพวกเขาจับกุมเอาไว้แล้ว ทันใดนั้นเอง—— “โฮก!!” เสียงอันดังกึกก้องสะท้อนก้องในหูประดั่งอัสนีฟาดเข้าภายในแก้วหู แล้วยังเกิดเป็นคลื่นสายลมพายุอันรุนแรงหอบพัดเข้ามา จนเหมือนกับว่าทุกผู้คนไม่มีที่ยั้งเท้า ถึงกับโอนเอนไปมาดั่งต้นหลิวอยู่ท่ามกลางสายลมพัดผ่าน โอนเอนส่ายไปส่ายมาอย่างไม่อาจหยุดได้ “เกิดขึ้นได้ยังไงกัน?” ทันใดนั้นก็บังเกิดภาพนิมิตขึ้นอย่างไม่คาดคิด จนเพียงพอที่จะทำให้มนุษย์ทุกคนต้องตกอยู่ในอาการแตกตื่นตกใจ แยกย้ายกันหันไปมอง ช่วงเวลาต่อมา พลันเกิดเหตุการณ์ที่พอจะทำให้พวกเขารู้สึกระทึกขวัญ สะท้อนเข้าสู่ม่านตาของเหล่าผู้คน ในระหว่างที่เกิดการแตกฮืออย่างบ้าคลั่ง ทันทีที่เห็นงูเหลือบยักษ์สีแดงชาดที่มีร่างกายใหญ่โตเสียยิ่งกว่างูเหลือบยักษ์สีดำหลายเท่าปรากฏสู่สายตา ชูคอตั้งตระหง่านดั่งขุนเขา จนแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากขุนเขาสูงใหญ่ที่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายได้ ในที่สุดเจวี๋ยหวู่หมิงก็เร่งรุดมาถึง โดยที่กำลังพบเห็นพวกมนุษย์ได้ใช้ตาข่ายจับสัตว์เข้าจับกุมเฮยเสวียนเอาไว้ ภายในแววตายังได้เผยจิตสังหารออกมาอย่างแรงกล้า เขาที่ใช้สายตาเหมือนกับมองทุกอย่างเป็นเพียงเบี้ยล่าง และแววตาอสรพิษที่สาดเป็นประกายสีแดงฉาน โดยที่สาดลงมาจากทางด้านบน กำลังมองไปที่เหล่ามนุษย์ที่แทบจะไม่ต่างอะไรไปจากแมลงตัวหนึ่งในสายตาของเขา “พวกเจ้า……ล้วนแต่……ต้อง……ตาย!” เสียงที่ดังทั้งดุร้ายดุดัน อีกทั้งยังได้ดังก้องสะท้อนอยู่ภายในโสตประสาทสมองของมนุษย์ทุกคน ทันใดนั้น ก็ได้มีแววตาสีแดงฉานจ้องเขม็งเข้าใส่ดุจเปลวเพลิงสาดออกมา ตาข่ายยักษ์สีดำพลันดีดกระดอนออกไป เนื่องจากเป็นเพราะตาข่ายผืนนี้ได้มีพลทหารควบขี่พยัคฆ์เสือดาวนับร้อยตนรั้งดึงเอาไว้อยู่ ระหว่างนั้นก็ได้เกิดเป็นเปลวเพลิงลุกโหม ลุกไหม้ออกมาอย่างโชกโชน! ต้นไม้ใบหญ้าภายในหุบเขาสะท้อนจนเกิดเป็นสีแดงฉาน! ตาข่ายยักษ์สีดำที่มีความทนทานสุดเปรียบกลับเป็นเหมือนดั่งชนวนไฟ วินาทีนั้นถึงกับปริแตกดั่งเบิกช่องฟ้าหลุมสวรรค์ เฮยเสวียนเปล่งเสียงร้องแหลม ประคับประคองตัวเองอยู่ในตาข่าย จนกระทั่งสลัดหลุดออกมาได้ และทหารที่ควบขี่พยัคฆ์เสือดาวกว่าหลายร้อยนายนั้นกลับเป็นฝ่ายที่ส่งเสียงร้องโหยหวนออกมาเสียแทน แต่ละคนล้วนแต่ถูกคลอกไม่ต่างออกไปจากมนุษย์ไฟ จากนั้นก็ได้กลายเป็นเถ้าถ่านไปพร้อมกับควันไฟไปในพริบตา เนตรเทวะเพลิงอัคคี! เป็นครั้งแรกที่เจวี๋ยหวู่หมิงได้ใช้ออกด้วยทักษะนี้ ถึงกับได้ผลลัพธ์ดีเกินกว่าที่คาดคิดเอาไว้เลยทีเดียว เพื่อสมุนสัตว์อสูรเพียงตัวเดียว ถึงกับเข่นฆ่ามนุษย์ไปนับร้อยคน แต่จิตใจของเขากลับไม่ได้หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย นับตั้งแต่เกิดมาเขาก็ได้เลือกที่จะอยู่ข้างอสูรอยู่แล้ว เผ่ามนุษย์นั้นและตัวเองแทบจะไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรต่อกัน สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อชาติก่อน ก็เหมือนกับเป็นหมอกควันผ่านตาเท่านั้น แทบจะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเขาได้เลยแม้แต่น้อย วันนี้ เขาที่อยู่ขั้นกลางระหว่างสมุนและศัตรู จึงแทบจะไม่จำเป็นที่จะต้องเลือกฝ่ายมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ขอแค่เป็นศัตรู ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเป็นผู้ใด เขาก็ไม่มีทางที่จะไว้ไมตรีให้อย่างแน่นอน ไม่ลงมือก็ยังแล้วไป เมื่อในเวลาที่ต้องลงมือก็ต้องฆ่าให้เหี้ยน ขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก!ทำให้อีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพไม่ต่างอะไรไปจากตกนรกทั้งเป็น นี่ก็คือความเลวร้ายต่างๆ นานาที่เขาได้ประสบพบเจอเมื่อในอดีตชาติ จนเป็นเหมือนบทเรียนจากประสบการณ์อันล้ำค่า เขา จะไม่เสียใจแบบนั้นอีกแล้ว! หากจะเอ่ยถึงภายในศึกที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่ที่เจวี๋ยหวู่หมิงได้ปรากฏตัวอออกมาก็ได้ลงมือฆ่าทหารและมือดีลงอย่างโหดเหี้ยม แล้วจึงค่อยได้ไปช่วยเหลือเฮยเสวียนออกมา หากจะพูดไปก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอยู่ ความจริงแล้วทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นแทบจะเกิดขึ้นเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น จนกระทั่งเมื่อเสียงกรีดร้องดังออกมาพร้อมกับหายลับไปพร้อมกับประกายไฟอันเจิดจ้า เหล่าผู้คนจึงค่อยตั้งสติกลับคืนมาได้ โดยที่หันไปเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมของงูเหลือบยักษ์สีแดงชาด โดยที่ทุกคนสัมผัสได้แต่เพียงความรู้สึกสะพรึงกลัวและวิกฤติที่กำลังกัดกินจิตใจ อย่าว่าแต่เมื่อในตอนที่พบเห็นงูเหลือบยักษ์สีดำ พวกเขาล้วนแต่ไม่ได้หวาดกลัวกันถึงขนาดนั้น ถึงอย่างไรงูเหลือบยักษ์สีดำก็มีขนาดใหญ่ได้แค่หนึ่งในห้าของงูเหลือบยักษ์สีแดงชาดเท่านั้น ทั้งสองแทบจะเรียกได้ว่าไม่อาจที่จะใช้มาเพื่อเทียบเปรียบกันได้เลย “แย่แล้ว!งูเหลือบยักษ์สีแดงชาดตัวนี้ถึงกับสำเร็จอยู่ในระดับโอสถอสูร จะต้องไม่ใช่จิตอสูรบริสุทธิ์จากวิถีอสูรขั้นต้นอย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้ถือครองอำนาจของปีศาจที่น่าสะพรึงกลัวไว้อย่างแท้จริง!” กู้ฉางเฟิงที่สัมผัสได้ถึงอำนาจอันน่าหวาดกลัวของเจวี๋ยหวู่หมิงได้ เพิ่มด้วยการจู่โจมที่ระทึกขวัญจากเมื่อครู่นี้ ถึงกับมีสีหน้าเปลี่ยนไปในทันที จนเรียกได้ว่าสีหน้าได้กลายเป็นซีดเผือดไปเลยก็ได้ พร้อมทั้งยังได้รีบกล่าวต่อองค์หญิงพานอวิ๋นที่อยู่ข้างกายโดยพลัน: “องค์หญิง งูเหลือมตัวนี้มีพลังบริสุทธิ์ที่ร้ายกาจจนเกินไปแล้ว เกรงว่าคงมีแต่เพียงยอดฝีมือผู้บำเพ็ญตบะในขอบเขตหลอมปราณสู่เทวะจึงจะสามารถกำราบมันได้แล้ว พวกเรารีบออกไปจากสถานที่แห่งนี้ มิเช่นนั้นก็คงจะต้องตกอยู่ในอันตรายกันอย่างแน่นอน!” ถึงแม้ว่าเขาจะมีแต่เพียงขอบเขตดึงปราณสู่กายาเท่านั้น แต่ก็ยังนับว่ามีสายตาที่นับว่าแหลมคมเลยทีเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะมองไม่ออกถึงขอบเขตพลังของเจวี๋ยหวู่หมิง จนเรียกได้ว่าลึกล้ำสุดยั้งคาดเลยก็ได้ มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะผนึกรวมจนเกิดเป็นโอสถอสูรของจิตอสูรบริสุทธิ์ได้สำเร็จแล้ว แต่การที่ต้องมาพบกับพลังของพวกเขา ก็ไม่ต่างอะไรไปจากการเอาชีวิตมาทิ้ง เขาเองก็ไม่ใช่คนโง่งม เรื่องราวที่เห็นชัดกันอยู่ว่าแทบจะไม่ต่างอะไรไปจากการเอาไข่ไปกระทบหินแบบนี้ มีหรือที่เขาจะทำต่อไป ยังไงก็มีแต่หลบเลี่ยงตีตัวออกไปให้ห่าง แล้วค่อยหาวิธีกันอีกที “นี่มันอะไร!” จ้าวหยางเซิงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย สืบเนื่องจากเป็นเพราะตกใจ ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ว่างูเหลือมบริสุทธิ์จะมีความร้ายกาจได้ถึงขนาดนี้ แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะถึงกับแกร่งกล้าได้ถึงขั้นนี้ได้ จากคำพูดของกู้ฉางเฟิง เห็นได้ชัดว่าเกิดความหวาดกลัวต่อจ้าวหยางเซิงเลยทีเดียว จากมุมมองที่เขาพอจะเข้าใจในตัวของกู้ฉางเฟิง ถ้าหากไม่ได้แข็งแกร่งเหนือกว่าคู่ต่อสู้ กู้ฉางเฟิงย่อมไม่มีความกล้าพอที่จะไปกระตุกหางพยัคฆ์อย่างแน่นอน งูเหลือมนั้นถือได้ว่ามีความบริสุทธิ์ที่ไม่ธรรมดา เกรงว่าคงจะต้องเป็นความจริงกันแล้ว! เมื่อครุ่นคิดขึ้นได้ จิตใจของจ้าวหยางเซิงก็ได้รีบสลัดความคิดที่จะหลบหนีไปแล้ว พร้อมกับชักดาบยาวขึ้นทันควัน ตะโกนเสียงดังก้องกังวาน: “ทุกคนจนฟังคำสั่ง จงปกป้ององค์หญิงเอาไว้ จงสู้พลางถอยพลาง!ส่วนพลธนูก็แผลงศรใส่กันเข้าไป อย่าได้สนใจว่าจะเป็นหรือจะตาย!ส่วนคนอื่น ๆ คอยคุ้มกันองค์หญิงจากไป!” ซวบซวบซวบ…… เพียงคำสั่งเดียว วินาทีนั้น ก็พลันพบว่า ได้มีศรธนูแผลงศรทะลวงพุ่งเข้ามาอยู่นับไม่ถ้วน อีกทั้งยังแฝงเอาไว้ด้วยประกายที่เย็นเยียบจากความคมกล้า ปกคลุมเข้าใส่กายหยาบงูเหลือบที่ใหญ่โตของเจวี๋ยหวู่หมิง เคร้งเคร้งเคร้งเคร้ง…… แผ่นเกล็ดที่มีความหนาทนทานไม่ต่างจากเหล็กกล้าที่อยู่บนกายของเจวี๋ยหวู่หมิง แม้แต่หัวธนูที่กระทบเข้ากับร่างกาย ก็ยังต้องเกิดแรงเสียดทานจนเกิดเป็นสะเก็ดไฟ สาดกระจายออกมาแผ่เป็นวงกว้าง ทันใดนั้น เจวี๋ยหวู่หมิงก็ได้กระตุกร่างกาย คมศรธนูหลายร้อยดอกได้พุ่งเข้าใส่ดุจห่าฝน บนร่างกายที่นอกเสียจากร่องรอยแต้มจุดสีขาวแล้ว ก็ถึงกับแทบจะไม่ได้มีริ้วรอยใดปรากฏให้เห็นอีก ด้วยการโจมตีที่ทำได้แค่คันยุบยิบเช่นนี้ เขาแทบจะไม่เห็นอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ เมื่อได้พบเห็นคณะเดินทางขององค์หญิงพานอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าจะถึงกับคิดที่จะหนี ในใจเขาเองก็เกิดความรู้สึกอยากจะหัวเราะออกมา เพียงแค่อ้าปากจนกว้าง พร้อมกับพ่นเปลวไฟแห่งการดับสูญออกมา “เคล็ดเทวะเพลิงอัคคีขั้นที่สอง ระเบิดอัคคีลงมาจุติ!” วินาทีนั้น ราวกับได้เกิดเป็นภูเขาไฟระเบิด เกิดเป็นดาวตกร่วงหล่นลงสู่พื้น ระเบิดอัคคีนับไม่ถ้วน รวมไปจนถึงลูกไฟ ก็ได้ดีดและพุ่งออกไป ชั่วพริบตานั้นเอง ก็ได้มีเหล่าผู้คนวิ่งหนีกันออกไปในทันที...