หลินเสวี่ยจู๋มือสานตะกร้าแต่สายตากลับเหลือบไปมองข้างหลังเป็นครั้งคราว เมื่อเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเดินโซเซไปมาราวกับนกเพนกวินตัวอ้วนโดยมีหลานสาวทั้งสองคอยประคองก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับฮูหยินผู้เฒ่ากลับเตือนสติคนที่เหลือพวกเขาตระหนักว่าหากเดินทางต่อไปเรื่อยๆ รองเท้าของพวกเขาจะขาดไม่ช้าก็เร็ว
มีคนสังเกตเห็นว่าครอบครัวของหลินเสวี่ยจู๋สวมรองเท้าบูทฟางกันตั้งนานแล้วทั้งยังเฉลียวฉลาดมากด้วยที่สวมรองเท้าบูทฟางไว้นอกรองเท้าผ้า
ดังนั้นทุกคนจึงทยอยทำตามบ้างก็ลงมือสานรองเท้าบูทฟาง บ้างก็ไปขอให้ผู้ที่สานเป็นสอนการสานรองเท้าบูทฟางจึงได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว
นี่ทำให้เห็นสถานการณ์ที่ว่า‘หากเจอฟางอยู่ริมทางก็จะมีคนกลุ่มใหญ่รุดหน้าไปปล้น’
แม่นมหม่าจุ๊ปาก ยังดีที่คุณหนูเสวี่ยจู๋ดำเนินการแต่เนิ่นๆไม่อย่างนั้นตอนนี้คงแย่งฟางไม่ทันแน่
เดินไปได้สักพัก ผู้คุมก็เริ่มแจกจ่ายขนมปังสีดำเพื่อไม่ให้การเดินทางล่าช้า ทุกคนจึงต้องเดินไปกินไป
ขนมปังสีดำเหม็นหืนยิ่งกว่าเมื่อวานแต่พี่น้องสกุลหูก็ยังคงกินมันโดยไม่ลังเล
เหยียนต้าเป็นกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับขนมปังสีดำหูอี้ถ่งจึงเอ่ยอย่างไม่ยี่หระ “ไม่เป็นอันใดหรอกของที่เหม็นหืนยิ่งกว่านี้พวกเราพี่น้องก็เคยกินมาแล้ว”
เหยียนต้าทำได้เพียงมองหลินเสวี่ยจู๋อย่างเงียบงัน
หลินเสวี่ยจู๋รู้ว่าช่วงเวลาที่จะใช้ขนมปังสีดำว่าจ้างสามพี่น้องนั้นเหลืออีกไม่มากแล้วนางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะถาม “พวกท่านสามพี่น้องล่าสัตว์เป็นหรือไม่?”
หูอี้ถ่งส่ายหน้า“พวกเราสามคนอาศัยอยู่ในเมือง หาเลี้ยงชีพด้วยการทำงานจิปาถะในสกุลใหญ่”
พูดตรงๆ คือใช้แรงงาน นับว่าตรงกับที่หลินเสวี่ยจู๋คาดเดาไว้
พวกเขาล่าสัตว์ไม่เป็นกอปรกับมือและเท้าถูกล่ามโซ่ แม้จะเป็นบุรุษร่างใหญ่ถึงสามคนก็ยังยากที่จะมีชีวิตรอด
หลินเสวี่ยจู๋ค่อยๆครุ่นคิดเรื่องการจัดแจงงานให้สามพี่น้อง มีแต่การทำเช่นนี้เท่านั้นถึงจะแจกจ่ายอาหารให้พวกเขาได้อย่างสมเหตุสมผลหากให้โดยไม่มีเหตุผลย่อมรังแต่จะทำให้มนุษย์เกิดความโลภ ทว่าถึงอย่างไรนางก็ต้องค่อยๆพิจารณา
ขบวนเนรเทศเร่งเดินทาง กระทั่งฟ้ามืดถึงได้หยุดลงแต่ทุกคนไม่สนใจเรื่องการพักผ่อน รีบแยกย้ายกันไปหาอาหารทันทีที่ตั้งค่ายพักแรมเสร็จ
เนื่องจากผ่านการแย่งชิงกองฟางในตอนกลางวันมาแล้วตอนนี้จิตสำนึกแห่งการแข่งขันของทุกคนล้วนมาถึงจุดสูงสุดด้วยกลัวว่าหากตนเองเคลื่อนไหวช้าก็จะไม่สามารถหาของกินได้
“ธูปฤาษีมีธูปฤาษีอยู่ข้างอ่างเก็บน้ำ”
ไม่รู้ว่าผู้ใดเป็นคนตะโกนทว่าสามารถดึงดูดสายตาของทุกคนได้ทันที คนจำนวนมากทยอยวิ่งไปที่อ่างเก็บน้ำ
หลินเสวี่ยจู๋คลาดสายตาไปชั่วครู่ก็พบว่าสามพี่น้องสกุลหูหายไปแล้ว
เพียงครู่หนึ่งหนึ่งในสามคนนี้ก็หอบธูปฤาษีกลับมากองโต
“คุณหนูเสวี่ยจู๋พวกเราแย่งมาได้แล้วขอรับ!” หูอี้ถ่งตะโกนอย่างตื่นเต้น
หลินเสวี่ยจู๋เอามือกุมหน้าผากสามพี่น้องราวกับหาโอกาสในการทำงานได้ด้วยตนเอง
หูอี้ถ่งวางธูปฤาษีลง พลางถูมือไปมา“คุณหนูเสวี่ยจู๋ พวกเราสามพี่น้องจะทำหน้าที่เก็บฟืนเองพวกท่านไปพักก็ได้นะขอรับ”
ทว่าสกุลหลินสายรองย่อมไม่อาจพักผ่อนได้
หลินเฉิงจางเข้าร่วมกลุ่มเก็บสมุนไพรทันทีส่วนเหยียนต้าไปล่าสัตว์กับลู่โม่
หลินเสวี่ยจู๋สับเปลี่ยนน้ำเสร็จก็เดินไปยังบริเวณที่มีคนน้อย
บางทีอาจเป็นเพราะขบวนเนรเทศเดินลึกเข้ามาในภูเขามากขึ้นเรื่อยๆทรัพยากรที่นี่จึงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
หลินเสวี่ยจู๋พบธูปฤาษีข้างอ่างเก็บน้ำไม่มีผู้ใดแย่งชิง นางคิดที่จะย้ายมันเข้าไปในมิติทั้งต้น ทันทีที่กำลังจะลงมือก็ได้ยินเสียงกรอบแกรบดังแว่วมาจากด้านหลัง
คงไม่ใช่...
หลินเสวี่ยจู๋ไม่กระโตกกระตากนางส่งจิตสำนึกเข้าไปในมิติ หากระจกเงาเลี่ยมทองจากหอรวมสมบัติ จากนั้นแกล้งทำเป็นก้มเก็บธูปฤาษีแล้วใช้กระจกส่องไปด้านหลัง
เป็นอย่างที่คิดหลินเสวี่ยหลานซ่อนตัวอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ กำลังชะโงกหน้ามองมาทางนาง
อันใดที่เรียกว่าน่ารำคาญนับว่านางได้สัมผัสถึงความรู้สึกนี้แล้ว
น่ารำคาญเสียจริง!
หลินเสวี่ยจู๋ครุ่นคิดก่อนจะหยิบรองเท้าบูทฟางคู่หนึ่งออกมาจากตะกร้าที่อยู่บนหลังก่อนจะสวมรองเท้า พับขากางเกงขึ้น แล้วออกวิ่งไปยังพงหญ้าด้านข้าง
นางคาดการณ์ว่าหลินเสวี่ยหลานจะต้องตามมาเป็นแน่
...หลินเสวี่ยหลานตามมา
...หลินเสวี่ยหลานถูกหนามในพงหญ้าทิ่มขา
...หลินเสวี่ยหลานนั่งยองๆ
...หลินเสวี่ยหลานถูกหนามทิ่มบั้นท้าย
...หลินเสวี่ยหลานถูกนางสลัดทิ้ง
เมื่อหลินเสวี่ยจู๋หันกลับไปมองก็ไม่เห็นหลินเสวี่ยหลานแล้วนางจึงเดินอ้อมแล้วกลับไปที่เดิมก่อนหน้านี้
เดินไปได้ครึ่งทางนางก็พบพุ่มซู่เหมย[1]ป่านางรู้สึกยินดีขึ้นมาทันที
ผลไม้ประเภทนี้อุดมไปด้วยวิตามินถือเป็นสิ่งที่นางต้องการมากที่สุดในตอนนี้พอดี นางจึงย้ายมันเข้าไปในสวนผลไม้ของมิติโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
เดินต่อได้ไม่นานก็พบอิงเถา[2]ป่าต้นดูไม่ใหญ่นัก แต่หวานกว่าซู่เหมยเล็กน้อย นางย่อมไม่ปล่อยมันไป
เดินต่อไปก็พบต้นอ่อนของเฉ่าเหมย[3]ป่าอยู่ใต้วัชพืชต้นหนึ่ง
หลินเสวี่ยจู๋กระโดดโลดเต้นอยู่ที่เดิมอย่างมีความสุข
เฉ่าเหมยเป็นหนึ่งในผลไม้ที่นางชื่นชอบที่สุดและเฉ่าเหมยป่าก็มีรสหวาน อร่อยกว่าเฉ่าเหมยที่ปลูกในเรือนกระจกอยู่มากโข
นับว่าการเดินเตร็ดเตร่ครานี้ทำให้นางได้กำไรเป็นกอบเป็นกำ
หลินเสวี่ยจู๋เดินอ้อมกลับไปที่ข้างอ่างเก็บน้ำแล้วย้ายธูปฤาษีเข้าไปในมิติ ก่อนจะเดินไปสำรวจอีกทางนางมีลางสังหรณ์ว่าจะได้พบของดีไม่น้อยในละแวกนี้
เป็นอย่างที่คิดหลังจากได้พบหยางเหมย[4]ป่าและผลผีผา[5]ป่าแล้ว นางก็มองเห็นทุ่งมันสำปะหลังเล็กๆ
นี่คือแป้งมันเมื่อไม่มีเนื้อสัตว์ การกินมันสำปะหลังก็ทำให้อิ่มท้องได้ หลินเสวี่ยจู๋จึงย้ายทั้งหมดเข้ามิติโดยไม่เกรงใจ
ตอนนี้ฟ้ามืดแล้วหลินเสวี่ยจู๋ไม่กล้าเสียเวลา รีบกลับไปที่ค่ายพักแรม
ตะกร้าของนางบรรจุมันสำปะหลังไว้ค่อนตะกร้าที่เหลือเป็นผลไม้ป่า
นางกำลังวางแผนที่จะทำให้ทั้งครอบครัวประหลาดใจแต่กลับไม่คาดคิดว่าในค่ายพักแรมของครอบครัวตนเองจะไม่มีผู้ใดอยู่เลยสักคน
นางเลิกม่านรถม้าขึ้นเห็นเพียงหยวนซิว ลู่ซื่อ และหลินเจียย่วนกำลังนอนหลับ แต่หม่าซิงกลับหายไป
ในใจเกิดความรู้สึกสงสัยขึ้นมานางเหลือบมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่าโดยไม่รู้ตัว เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังอยู่ดี หัวใจนางก็เต้นโครมคราม
นอกจากหลินเสวี่ยหลานที่ถูกนางสลัดทิ้งกัวซื่อและหลินเสวี่ยอีต่างก็หายตัวไป
หลินเสวี่ยอีย่อมออกไปหาของกินแน่นอนแต่กัวซื่อที่ดีแต่กินเสมอมา ในเวลาเช่นนี้นางจะไปที่ใดได้?
หลินเสวี่ยจู๋เก็บตะกร้าเข้าไปในรถม้าจากนั้นก็กำลังจะเอ่ยปากถาม ทันใดนั้นก็เห็นเว่ยหงเอ๋อร์รีบร้อนวิ่งมาหานาง
“คุณหนูเสวี่ยจู๋น้องชายท่านหายตัวไป ครอบครัวท่านล้วนออกไปตามหาเขากันหมด” เว่ยหงเอ๋อร์เอ่ย
หลินเสวี่ยจู๋ขมวดคิ้วแน่นทันที“หายไปได้อย่างไร?”
“ข้าไม่รู้แน่ชัดเพราะข้าออกไปหาของเมื่อกลับมาเขาก็หายตัวไปแล้ว ตอนนั้นในค่ายพักแรมเหลือคนอยู่น้อยมาก ได้ยินว่าเขาวิ่งเล่นอยู่แถวนี้ทว่าจู่ๆ ก็หายตัวไป” เว่ยหงเอ๋อร์รีบบอกสิ่งที่นางรู้
สมองของหลินเสวี่ยจู๋ทำงานอย่างรวดเร็ว
ภูเขาใหญ่โตถึงเพียงนี้ไม่ต้องพูดถึงการค้นหาเด็กน้อยคนหนึ่งเลย ขอเพียงไม่หลงทางก็ไม่เลวแล้ว
หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงกับคนในครอบครัวของนาง...
หลินเสวี่ยจู๋บังคับให้ตนเองสงบสติอารมณ์เวลาเช่นนี้ย่อมไม่อาจตื่นตระหนก นางต้องไปหาหลิวขุย!
เมื่อนางหมุนตัวกำลังจะไปก็ถูกเว่ยหงเอ๋อร์ขวางเอาไว้
“ไม่ต้องไปแล้ว ผู้คุมชั้นผู้น้อยที่ช่วยขับรถม้าให้พวกท่านขอร้องหัวหน้าของเขาแล้วหัวหน้าผู้คุมส่งคนมาเพียงสามคนเท่านั้น”
ใช่แล้วหลิวขุยไม่มีทางส่งลูกน้องทุกคนของเขาออกตามหาเด็กที่ไม่มีความสามารถในการใช้แรงงานเป็นแน่
ถึงอย่างไรก็ยังมีนักโทษจำนวนมากในค่ายพักแรมที่ต้องจับตาดู
หลินเสวี่ยจู๋มองไปรอบๆ อย่างร้อนใจ
ทันใดนั้นนางก็เห็นกิ่งไม้กองเล็กๆวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ข้างกองไฟของครอบครัวนางซึ่งแตกต่างจากกิ่งไม้อื่นๆ ที่วางกระจัดกระจายกันอย่างเห็นได้ชัด
.............................
[1] ซู่เหมยหมายถึง ราสเบอร์รี
[2] อิงเถาหมายถึง เชอร์รี
[3] เฉ่าเหมยหมายถึง สตรอว์เบอร์รี
[4] หยางเหมยหมายถึง เอี้ยบ๊วย หรือเบย์เบอร์รี
[5] ผีผาหมายถึง โลควอท หรือปี่แป๋