สายลมโชยเอื่อยพัดผ่านแนวแมกไม้ชายป่า ที่ซึ่งเบื้องหน้ายามนี้เป็คฤหาสน์หลังงามที่ใหญ่โตโอ่อ่าคล้ายกับปราสาทก็มิปาน มันแทรกตัวอย่างเดียวดายกลางป่าแถบชนบทอันร่มรื่น ขนาดของบ้านบ่งบอกถึงฐานะของเ้าของมันได้เป็อย่างดี ว่าเขาคงต้องเป็ระดับมหาเศรษฐีเท่านั้นจึงจะสามารถมีบ้านระดับนี้ได้
เงาร่างของชายนิรนามคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่บนสันเขาห่างจากคฤหาสน์หรูหลังนั้นออกมาไกลพอสมควร ยามนี้เป็ตอนเช้า พระอาทิตย์พึ่งจะเริ่มทอแสงเรืองอ่อนมอบความอบอุ่นให้แก่พื้นดิน สายตาใต้แว่นตากันแดดสีดำจับจ้องยังแนวถนนและต้นไม้เบื้องหน้าอย่างไม่วางตา ส่วนนั้นของบ้านมันเป็สวนที่ถูกตัดแต่งอย่างสวยงาม ทอดตัวยาวตรงไปยังคฤหาสน์หลังนั้น
ชายแปลกหน้าผู้นี้แต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ต่างไปจากคนปกติ เสื้อแจ็คเก็ตและกางเกงเดินป่านั้นเป็ลวดลายสีพรางคล้ายชุดนายพรานที่ใส่ไปล่าสัตว์ในฤดูกาลล่า ต่างกันก็แต่เพียงตามกฎหมายล่าสัตว์นั้นพรานทุกคนต้องสวมใส่เสื้อกั๊กสีส้มสะท้อนแสง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากการพลาดถูกพรานด้วยกันยิงใส่ แต่ชายคนนี้ไม่ได้ใส่เสื้อสีส้มที่ว่านั้น กระเป๋าใบใหญ่และยาวที่สะพายอยู่ด้านหลังของเขารู้จักกันในนาม Drag Bag หรือกระเป๋าลาก เป็หนึ่งในอุปกรณ์ที่เป็ของพลซุ่มยิง พวกเขามักใช้กระเป๋าแบบนี้ในยามที่ต้องคืบคลานตามพื้นเข้าสู่พื้นที่ศัตรู และไม่ได้สะพายมันไว้บนหลัง หากแต่ใช้วิธีแขวนไว้กับตัวแล้วลากมันไปตามพื้น มันจึงได้ชื่อเรียกเช่นนี้มา
กระเป๋าถูกวางลง ซิปของกระเป๋าถูกรูดเปิดออก ภายในนั้นมี Steyr SSG M1 ไรเฟิลขนาดะุ .338 Lapua Magnum นอนสงบนิ่งอยู่ พลันสายคาดล็อกปืนก็ถูกปลดและปืนก็ถูกยกออกมา พานท้ายที่พับไว้ถูกกางออก ขาตั้งปืนขาเดี่ยวแบบ Mono Pod ถูกยืดขึ้น เขาสอดรางพิคาทินนีใต้กระโจมมือของปืนไรเฟิลเข้าไปที่ตรงปลายของขาตั้งนั้น มันออกแบบมาเป็ช่องสำหรับเสียบเพื่อจับกับรางนี้ได้พอดี จากนั้นก็หมุนล็อกให้แน่น ขาตั้งปืนชนิดนี้ออกแบบมาให้มีความสูงมากพอที่ผู้ยิงจะใช้ยืนยิงได้
กล้องเล็ง Schmidt – Bender PM II กำลังขยาย 5-25 เท่าหน้าเลนส์ 56 มม. ซึ่งเป็กล้องเล็งชั้นยอด ถูกติดตั้งอยู่บนรางของปืนที่ออกแบบมาให้ชดเชยบวกระยะ 20 MOA ในตัว ฝาเลนส์ถูกเปิดขึ้นมาไว้เพื่อให้เส้นเล็งได้ปรับตัวรับอุณหภูมิภายนอก เซฟถูกปลดและลูกเลื่อนถูกดึงเหนี่ยวมาค้างไว้ด้านหลัง ปืนรุ่นนี้มีช่องปิดลูกเลื่อนกันฝุ่นคล้ายปืน M4 เมื่อดึงลูกเลื่อนออกมาก็จะเป็การเปิดช่องนี้เองโดยอัตโนมัติ เขาก็จงใจเปิดไว้แบบนั้นเพื่อให้รังเพลิงและะุได้ปรับตัวเข้ากับอุณหภูมิด้วยเช่นกัน
เทคนิคดังกล่าวนี้เป็เทคนิคที่สอนกันมานานแล้วในชุมชนการยิงปืนระยะไกลั้แ่ยุคเริ่มต้น แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีอาวุธและกล้องเล็งจะพัฒนาไปมาก จนแทบไม่มีความจำเป็จะต้องทำแบบนั้นแล้วก็ตาม แต่การกระทำดังกล่าวก็เป็การบ่งบอกได้เป็อย่างดีว่าชายผู้นี้เชี่ยวชาญและฝึกฝนทักษะนี้มานานแค่ไหน
อุปกรณ์วัดลมแบบดิจิตัลถูกยกขึ้นมาวัดลมและตรวจเช็กค่าความชื้นกับความกดอากาศ จากนั้นก็ถูกเสียบกลับลงไปในกระเป๋ากางเกง เขาไม่ได้ปรับเส้นเล็งเพื่อชดเชยระยะหรือชดเชยทางลมเพิ่มเลย เป็ไปได้ว่าเขาคงมาสังเกตที่จุดยิงนี้หลายครั้งแล้ว การวัดค่านั้นอาจจะแค่เพียง้าความแน่ใจว่ามันไม่ได้คลาดเคลื่อนจากที่เขาปรับตั้งเอาไว้ในครั้งก่อน เพราะมีแค่ธรรมชาติเท่านั้นที่มนุษย์ควบคุมมันไม่ได้
ขาตั้งกล้องที่ตั้งปืนนั้นแม้เป็แบบขาเดียว แต่ตรงปลายของมันก็ออกแบบให้แยกออกเป็ขาเล็กๆสามขา ทำให้สามารถตั้งปืนได้อย่างมั่นคงในกรณีที่เขาจะปล่อยมือหรือทำธุระอย่างอื่น เขาปล่อยมือหันไปคว้าเอากล้องส่องทางไกลขึ้นมา จับจ้องมันไปยังสุดปลายถนนสายยาวตรงหน้าซึ่งเป็ทางโค้ง จ้องมองมันอยู่อย่างนั้นราวกับจะรอคอยบางสิ่งอย่างมาหาอย่างใจเย็น
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ไม่นานเกินรอเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ปลายถนนสายนั้น ชายร่างท้วมวัยกลางคนผิวขาวหัวล้านกำลังวิ่งจ๊อกกิ้งออกกำลังในยามเช้า เขาโผล่พ้นโค้งแนวต้นไม้มา และวิ่งช้าๆเข้าสู่ทางตรงเบื้องหน้าของชายที่ยืนอยู่กับปืนไรเฟิล แม้กำลังขยายของกล้องส่องทางไกลจะแสดงภาพราวกับชายทั้งสองประจันหน้ากันแต่แท้จริงแล้วเขาทั้งสองนั้นอยู่ห่างกันเกินหนึ่งไมล์หรือเกินกว่า 1.609 กิโลเมตรเลยทีเดียว
เื้ัชายหัวล้านปรากฏชายอีกสามคนวิ่งเหยาะตามมา ทุกคนล้วนสวมชุดวิ่งจ๊อกกิ้งเช่นเดียวกับชายคนนำ ผิดกันก็แต่ชายทั้งสามนั้นรูปร่างบึกบึนกำยำ แถมยังมีเข็มขัดปืนที่คาดปืนสั้นที่เอวมากันทุกคน
ไม่รอช้าชายนิรนามที่เฝ้ามองจากระยะไกลโยนกล้องส่องทางไกลนั้นลงไปที่กระเป๋าปืนบนพื้น รีบเอามือซ้ายประคองปืนมือและขวาของเขาผลักก้านลูกเลื่อนกลับเข้าที่ มันเป็การดันลูกะุนัดหนึ่งเข้ารังเพลิงตามกลไกปืนด้วย มือข้างเดิมกลับมาจับที่ด้ามปืนไรเฟิลกระบอกนั้น ยกประคองขึ้นกระชับมั่น สายตามองผ่านกล้องเล็งไปยังที่ปลายทาง เส้นเล็ง GR1 ID ที่เต็มไปด้วยกริดต่างๆสำหรับชดเชยตำบละุตกพาดอยู่บนร่างของชายหัวล้านที่ปลายทาง ก่อนเขาจะกดเส้นเล็งนั้นลงต่ำจนกลายเป็การเล็งไปที่พื้นดินเบื้องหน้าชายร่างท้วมนั้นแทน
ลมหายใจถูกผ่อนออกจากนั้นก็สะกดกลั้นเอาไว้เพื่อให้ปืนนิ่งที่สุด ยามนี้ภาพในกล้องเล็งมีเพียงพื้นถนนว่างเปล่าเท่านั้นแต่นั่นมันกลับเป็ที่หมายที่เขาจะยิง นิ้วชี้ขยับจากโกร่งไกปืนมาแตะที่ตัวไก ก่อนที่เขาจะเพิ่มน้ำหนักที่นิ้วขึ้นทีละน้อยๆอย่างช้าราวกับนับอะไรบางอย่างในใจไปด้วย
ทันทีที่นิ้วเหนี่ยวไกจนถึงระยะลั่น เสียงะุวิ่งผ่านอุปกรณ์เก็บเสียงที่ติดตั้งไว้ที่ปากลำกล้อง มันไม่ได้เป็เสียงแผดสนั่นแต่กลับเป็เสียงทึบตันแทน ะุนั้นมันถูกคำนวณแล้วว่าในระยะหนึ่งไมล์จะใช้เวลาในการวิ่งถึงเป้าหมายราวๆ 3.7 – 4 วินาที นั่นจึงเป็เหตุผลที่ไม่ได้เล็งตรงตัวของชายเป้าหมายแต่กลับเล็งถนนด้านหน้าเขาแทน ชายร่างท้วมที่ไม่รู้ว่ามัจจุราชกำลังพุ่งเข้ามาหาด้วยความเร็วสูง ตัวเขาเองกลับวิ่งเหยาะเข้าไปหาะุนั้น จนกระทั่งในที่สุดะุนัดนั้นก็พุ่งเข้าทะลวงเข้าที่กลางอก ยังจุดที่ชายคนเล็งปืนนั้นคาดหมายเอาไว้พอดี
ร่างท้วมนั้นล้มคว่ำลง เหล่าบอดี้การ์ดที่วิ่งตามมาต่างแตกตื่น บ้างก็ชักปืนออกมาจากซองเล็งไปรอบๆอย่างไม่รู้ทิศทางว่าะุมาจากไหน บางคนถอดเสื้อเข้ากดกับปากแผลของผู้เป็เ้านายเพื่อห้ามเื ครั้นพอตรวจเช็กชีพจรพวกเขาก็ถึงกับถอนหายใจด้วยสีหน้าอันสิ้นหวัง
ปืนไรเฟิลถูกถอดออกจากขาตั้งพับเก็บเข้ากระเป๋าอย่างไม่รีบร้อน ชายนิรนามคนนี้รู้ดีว่าจากระยะที่เขายิงนี้อย่าว่าแต่จะถูกตอบโต้หรือจับตัวจากฝ่ายตรงข้ามเลย การมองหาให้เจอยังแทบเป็ไปไม่ได้เสียด้วยซ้ำ หลังจากเก็บอุปกรณ์ทั้งหมดเขาก็กลบร่องรอยการมาของเขา แต่ปลอกะุนัดที่ยิงกลับถูกจงใจจับวางตั้งไว้บนพื้นดินที่จุดนั้น ราวกับจะให้มันเป็สัญลักษณ์แทนหินป้ายหลุมศพเหยื่อของเขา
ณ จุดเดิมที่ชายนิรนามซุ่มยิงแต่ยามนี้เวลานั้นผ่านมาแล้วราวสองชั่วโมง ไอริสยืนอยู่ที่จุดนั้นแทน เธอหลับตาพริ้มยืนรับลมที่โชยผ่านใบหน้า
“ตรงนี้เหรอยัยหนู”
เสียงชายคนนึงเอ่ยทำลายความสงบ และชายคนนี้เขาคือบุ๊คนั่นเอง วันนี้เขามาในมาดใหม่แต่งกายด้วยชุดสูทสีดำซึ่งแตกต่างจากลุคการแต่งกายเดิมของเขาอย่างมาก และดูจากสีหน้าเหมือนตัวเขาเองก็ไม่ค่อยชอบมันสักเท่าไหร่ ด้วยนิสัยรักสงบไม่อยากอยู่ในกฎระเบียบ เขาก็จะแอบขัดขืนอยู่น้อยๆโดยการไม่ยอมผูกเนกไท แถมท่อนล่างก็ยังเป็กางเกงยีนเสียอีก
การที่บุ๊คมาปรากฏตัวที่นี่เพราะริชาร์ดไม่ได้รับอนุมัติให้ใช้คนนอก พอทางองค์กรทราบว่าริชาร์ดแอบใช้บุ๊คช่วยงานทั้งภารกิจในฟิจิและโรมก็พยายามบังคับเขาให้เลิกใช้งานบุ๊คอีก แม้ริชาร์ดจะพยายามอธิบายว่าเพราะมีคนในทำข่าวรั่วจึงใช้คนในไม่ได้ แต่ฝ่ายบริหารก็ไม่ยอมท่าเดียว พวกเขาอ้างถึงแต่หลักการรักษาความลับองค์กรและความไว้เนื้อเชื่อใจ ริชาร์ดก็เลยดัดหลังหน่วยงานที่เื่มากโดยการแต่งตั้งบุ๊คเป็ลูกน้องในทีมตัวเองเสียเลย และให้ทำงานเป็ผู้ช่วยในทีมของสาวๆอีกด้วย แม้จะมีคนในบางคนจะคัดค้านหัวชนฝาแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เมื่อได้เห็นประวัติงานของบุ๊คที่ CIA เก็บเอาไว้ แถมการที่ศัตรูสามารถล้วงประวัติบุ๊คจาก CIA ได้จนทำให้เกิดการลอบจู่โจมเขาที่โรม การดึงบุ๊คเข้ามาอยู่ใน WRAITH จะมีผลทำให้ประวัติงานเก่าของเขาถูกลบอย่างถาวรจากหน่วยงานลับทุกหน่วยในประเทศสมาชิก ซึ่งเป็ผลดีต่อตัวเขาเองเสียด้วย
“ใช่ค่ะ ตรงนั้น” ไอริสชี้มือไปที่ปลอกะุขนาด .338 ที่ตั้งอยู่บนพื้น
“นี่มันผลงานของ Stand นี่หว่า” บุ๊คอุทานออกมาเสียงดังเมื่อเห็นปลอกะุนั้น
“สแตนเป็ใครเหรอคะ” ไอริสมองหน้าบุ๊คด้วยความสงสัย
“ก็เคยได้ยินว่าเป็นักฆ่าอาชีพคนหนึ่ง ไม่เคยเจอตัวมันหรอกแต่ว่ากันว่ามันเก่งพอตัว นอกจากฝีมือดีแล้วก็ชอบทำอะไรแปลกๆ อย่างตั้งปลอกะุนัดที่ยิงทิ้งไว้ในที่เกิดเหตุ เหมือนเป็สัญลักษณ์หรือลายเซ็นของตัวเองอะไรเทือกนั้น พวกตำรวจเลยให้ฉายามันเล่นๆว่าสแตนไง”
“ทำยังกับพวกฆาตกรโรคจิตแหน่ะ” ไอริสทำคิ้วย่น
“ก็อาจจะโรคจิตนะใครจะไปรู้ ปกติอาชีพอย่างเรามันไม่ได้อยากให้ตำรวจรู้หรอกว่าเราทำอะไร แต่ไอ้เ้าคนนี้กลับชอบ” บุ๊คพูดพร้อมเอามือเกาใต้คางที่หนวดกำลังขึ้นเป็ตอ
“แต่ก็นับว่าเขาเก่งมากเลยนะคะ ถ้าเป็ไอริสจะเลือกที่ยิงต่ำกว่านี้เพราะคำนวณง่ายกว่า แต่นี่เขายิงจากบนที่สูงทำให้ต้องเล็งเผื่อเวลาเหยื่อวิ่งเข้าหาทางปืนหลายก้าว ะุเดินทางตั้ง 3-4 วิ ถ้าเหยื่อวิ่งช้ากว่านี้นิดเดียวหรือหยุดวิ่งไปก่อน เหยื่ออาจจะไม่ตายเลยก็ได้”
ไอริสพูดพลางมองไปทางปลายทิศที่เหยื่อถูกยิง ซึ่งมีไอร์แลนด์ยืนอยู่ตรงนั้นพร้อมหน่วย WRAITH อีกหลายคนพวกเขากำลังถ่ายภาพที่เกิดเหตุกันอย่างละเอียด
การที่หน่วย WRAITH มาที่นี่ก็เพราะว่าชายร่างท้วมที่ถูกยิงเสียชีวิตนั้นเขาเป็หนึ่งในเ้าหน้าที่ระดับสูงของ WRAITH ไม่มีใครแน่ใจว่าที่เขาถูกฆ่าเพราะศัตรูรู้ว่าเขาเป็คนของ WRAITH หรือแค่เป็การสังหารด้วยความขัดแย้งในเื่อื่น เพราะชายคนดังกล่าวนอกจากจะทำงานให้องค์กร แล้วเขายังมีธุรกิจอีกหลายอย่างที่ขัดผลประโยชน์กับคนอื่นๆอีกหลายคนด้วยกัน
บริเวณตีนเขาแห่งหนึ่งเบื้องหน้าปรากฏเป็พื้นที่ทะเลทรายโล่งยาวไกลไปสุดลูกหูลูกตา ที่แห่งนี้มันคือสนามยิงปืนระยะไกลที่มีระยะยิงไกลลิบถึง 2 ไมล์หรือ 3,218 เมตร ไอริสนั่งอยู่ที่จุดยิงพร้อมปืนไรเฟิล Victrix Scorpio V ขนาด .338 Lapua Magnum เธอพยายามจะจำลองการยิงการยิงของนักฆ่าชื่อสแตนขึ้นมาเพื่อจะได้เข้าใจในตัวเขามากขึ้น
สาวน้อยตั้งศูนย์กล้องเล็งไว้ที่1600 หลาเช่นเดียวกันกับเขา ทดสอบยิงเป้าเหล็กที่ระยะนั้นไปแล้วสองนัดและมันก็ถูกเป้าทั้งสองนัด แม้มันอาจจะดูง่ายแต่ในความเป็จริงระยะไกลขนาดนั้นมันยากมากที่จะยิงให้โดน และจะยากยิ่งกว่าถ้าเป้านั้นเคลื่อนไหว
หลังจากยิงสองนัดเพื่อตั้งศูนย์ ไอริสถอดชุดลูกเลื่อนปืนไรเฟิลของเธอออก จากนั้นเธอก็ใช้ก้านทำความสะอาดลำกล้องปืนล้วงเข้าไปทำความสะอาดลำกล้องนั้น เพราะ้าให้ลำกล้องปืนอยู่ในสภาพที่เรียบลื่นสะอาดปราศจากเขม่า มันจะได้ทำความแม่นยำได้สูงสุดอีกครั้ง
ชุดลูกเลื่อนถูกประกอบคืนตัวปืนและแมกาซีนถูกเสียบตามเข้าไป ลูกเลื่อนถูกผลักเพื่อป้อนะุเข้ารังเพลิง จากนั้นมันก็พร้อมสำหรับการยิงอีกครั้ง
“พร้อมแล้ว”
ไอริสบอกกับไอร์แลนด์ที่อยู่ห่างออกไปทางวิทยุสื่อสาร ซึ่งยามนี้ไอร์แลนด์เองคือคนที่อยู่ปลายทางของเป้าที่ไอริสเล็งอยู่ แผ่นเป้าโลหะขนาดเท่าตัวคนถูกแขวนอยู่บนโดรนที่มีล้อตีนตะขาบ มันค่อยๆถูกไอร์แลนด์บังคับให้เคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยรีโหมดให้มีความเร็วพอๆกับคนที่กำลังวิ่งจ๊อกกิ้ง
ไอริสกำหนดระยะทางเผื่อมาด้านหน้า โดยกะประมาณเผื่อโดรนมาถึงจุดนั้นในสี่วินาทีจากนั้นเธอก็ลั่นไก ะุ .338 Lapua Magnum หัวะุหนัก 230 เกรน วิ่งผ่านอากาศออกจากปากลำกล้องด้วยความเร็วถึง 2600 ฟุตต่อวินาที รอยไอน้ำที่ไอริสเห็นผ่านกล้องเล็งวิ่งเข้าหาเป้านั้นด้วยความเร็วสูง ก่อนที่เธอจะได้ยินเสียงไอร์แลนด์ตามมาในวิทยุ
“ถูกเป้า”
ไอริสดึงลูกเลื่อนถอยหลังออกช้าๆเพื่อให้ปลอกะุนั้นร่วงลงใกล้ๆ เธอหยิบมันขึ้นมาแล้วตั้งมันไว้กับพื้นเช่นเดียวกับที่สแตนทำ
ในห้องทำงานใหญ่ของริชาร์ด เชอรี่นั่งหน้านิ่วคิ้วขมวด รัวนิ้วราวกับปืนกลของเธอลงบนคีย์บอร์ดแล็ปท็อป ยามนี้เธอได้รับมอบหมายหน้าที่ให้ใช้วิธีใดก็ได้ตามหานักฆ่าที่ชื่อสแตนนี้มา เธอจึงเริ่มค้นหาจากที่ที่เธอพึ่งได้ข้อมูลใหม่ล่าสุดก่อน นั่นก็คือฐานข้อมูลของพวก ‘โต๊ะกลม’
“ยังไม่เจออีกเหรอ ไหนว่ายึดได้เซอร์เวอร์สุดยอดของไอ้เ้าโอเมก้าอะไรนั่นมาแล้วไม่ใช่เหรอทำไมนานจังเลย”
บุ๊คเริ่มบ่นพร้อมทำหน้าง่วงนอน ตอนนี้ทุกคนราวกับจะกดดันเชอรี่ไปด้วยในตัว เพราะทั้งไอริส ไอร์แลนด์ บุ๊ค และริชาร์ด ทุกคนเฝ้าจ้องแต่เธอคนเดียว
“โอลก้าไม่ใช่โอเมก้า แล้วก็นะถึงจะยึดเซิฟมาได้ก็ใช่ว่าจะได้ข้อมูลมาทั้งหมด เพราะเซิฟของโอลก้าก็คือของโอลก้าของโต๊ะกลมมันเป็อีกเซิฟนึง ชั้นน่ะพยายามจะใช้แล็ปท็อปของโอลก้าคัดลอกข้อมูลของโต๊ะกลมมาแล้ว แต่พอพวกโอลก้าทำงานพลาดแค่ครึ่งชั่วโมงมันก็ลบเว็บของตัวเองทิ้งทันที ชั้นยังก็อปมาไม่เสร็จ ที่เรามีอยู่เป็ข้อมูลของพวกมันแค่ 25% เท่านั้น ก็อย่าหวังมากนักก็แล้วกัน” เชอรี่บ่น
“ไม่ได้เื่เล้ยยย” บุ๊คบ่นอุบอิบ
“อยากมาทำมั้ยล่ะ” เชอรี่ชี้ที่คอมเธอ
“ไม่อ่ะไม่ถูกโรคกับคอมกลัวมันกัด” บุ๊คปล่อยมุกหน้าตาย
“นี่ขนาด 25% ยังมีตั้งหลายเทอราไบค์ จะเก็บอะไรไว้เยอะนักหนาเนี่ย...เอ้าเจอละ ไหนล่ะใครเป็ที่หนึ่ง”
เชอรี่พลิกหน้าแล็ปท็อปออกไปหาทุกคนด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างผู้มีชัย เบื้องหน้าทุกคนปรากฏข้อมูลของนักฆ่านามสแตนที่เคยทำงานให้โต๊ะกลมไว้หลายชุด สายตาทุกคู่ไล่ไปตามข้อมูลนั้นอย่างกำลังค้นหารายละเอียด เผื่อว่าจะมีใครเจอข้อมูลที่สาวไปถึงตัวนักฆ่าผู้นี้ได้ จนกระทั่งสายตานั้นพลันไปสะดุดกับข้อมูลหนึ่งที่ทุกคนต้องอุทานด้วยความใไปพร้อมกัน โดยเฉพาะไอริสเธอถึงกับหัวใจตกไปอยู่ที่ตาตุ่มทีเดียว
สัญญาจ้างฆ่านั้นระบุชื่อเหยื่อคือ “อีธาน ซอว์เยอร์” ผู้เป็พ่อของไอริสเอาไว้