บันทึกเทพสงคราม

    ตอนที่ 42 หมัดมายาล่องหน

            ตอนที่ 42 หมัดมายาล่องหน

            ไห่หู่ตอนนี้รู้แล้วว่าคู่ต่อสู้ไม่ใช่ขยะแต่เป็นนักสู้ยอดฝีมือผู้หนึ่งการดูแคลนคู่ต่อสู้เท่ากับดูแคลนตนเองสายตาที่เคยเย่อหยิ่งหายไปกลายเป็นสงบเยือกเย็นพลังลมปราณขุมหนึ่งค่อยๆประทุขึ้นมาอย่างแผ่วเบาแต่หนาแน่นทวนมังกรในมือถูกสะบัดออกครืด...ตัวทวนแตกแยกเป็นชิ้นเล็กมากมายที่ถูกร้อยเรียงด้วยเอ็นมังกรสุดยืดหยุ่นสุดแข็งแกร่งยิ่งกว่าโลหะทวนมังกรด้ามนี้มีชื่อเต็มๆว่า ทวนกระดูกมังกรในตอนนี้ไห่หู่ไม่เก็บออมพลังอีกแล้ว

            “รับ...” ไห่หู่ส่งเสียงก่อน ทวนกระดูกมังกรราวกับมีชีวิตเลื้อยบิดตัวไปมาพุ่งจู่โจมในแง่มุมพิสดารยากต้านรับ

            ลู่ชางกระโดดลอยตัวหมัดซ้ายปาดไปต้านรับ หมัดขวาต่อยล่องหนออกสามหมัดรวดสนับมืออสูรมายาสร้างเงาหมัดมายาสุดคนานับปิดทางถอยทุกทิศทางไห่หู่หมุนมือครั้งหนึ่ง ทวนกระดูกมังกรหมุนตัวเป็นวงสร้างวงแหวนพลังหลายวงกระจายออกมากระแทกมือซ้ายของลู่ชางดีดกระดอนออกพลังงานอีกวงมุ่งใส่หน้าอกที่เปิดกว้างประดุจฆ้อนยักษ์ฟาดเข้ามา

            ตึง...เสียงดังขึ้นพร้อมกันไห่หู่โดนหมัดล่องหนกระแทกจนล้มกลิ้งไปกับพื้น ก่อนกระโดดลอยตัวขึ้นทวนกระดูกมักรถูกกระชากกลับมารวมตัวกันก่อนจะซัดออกมือไปราวกับลูกปืนใหญ่ทำลายล้างสูง

            ครืน...

            ลู่ชางแม้นทำร้ายคู่ต่อสู้แต่แลกกับการถูกพลังงานสายหนึ่งกระแทกที่หน้าอกจนเสื้อปริแตกสร้างรอยช้ำแดงยาวเกือบฟุตจนปลิวไปหลายก้าวก่อนร่างที่กำลังดีดกระดอนจะเลือนหายไปใช้หลักวิชาที่หงส์เยี่ยได้รับมาจากหลี่ถังซาน นามเท้านภาออกมา 

            เท้านภาเป็นท่าเท้าใช้เคลื่อนที่จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งอย่างกะทันหันราวกับข้ามมิติเมื่อลู่ชางใช้ออกร่างเลือนหายไปปรากฏที่หน้าไห่หู่เพียงโยกตัวนิดหนึ่งทวนกระดูกมังกรลอดผ่านข้างกายกรีดเสื้อขาดหวิ่นไปอีกหนึ่งแผลหมัดล่องหนถูกผลึกขึ้นจนเห็นหมัดมีแสงสีเงินเรื่อขึ้นมา ยังไม่ทันปล่อยออกเงามายาหมัดนับหมื่นนับพันปรากฏขึ้นมา

            ไห่หู่พุ่งทวนออกจากมือร่างพุ่งตามติดแต่แล้วลู่ชางก็หายมาปรากฏทางเบื้องหน้าราวกับภูตพรายแทนที่จะตกใจกลับยิ้มเย็นอย่างผู้ชนะฝ่ามือทั้งสองปรากฏลูกบอลลมปราณเล็กๆสองลูกที่กลางฝ่ามือฟาดออกมาเบื้องหน้าพริบตาเดียวพลังฝ่ามือพลังหมัดเข้าปะทะกันรุนแรง

            ทวนเป็นอาวุธยาวย่อมอ่อนด้อยในระยะประชิดแต่ไห่หู่นอกจากมีวิชาทวนยังมีพลังฝ่ามือสลายพลังที่ทรงพลังมากอีกวิชาหนึ่งเพื่อปิดจุดด้อยของตนการที่ลู่ชางพุ่งเข้ามาประชิดย่อมอยู่ในการคาดเดาของไห่หู่อยู่แล้วหากแต่ไห่หู่ก็ยังประเมินวิชาหมัดล่องหนต่ำไปเช่นกัน

            ตูม.... หมัดฝ่าปะทะกันไห่หู่อาศัยโสตประสาทที่แหลมคมหลบเลี่ยงจุดตายจากหมัดล่องหนไม่สนใจเงามายาที่สนับมืออสูรมายาสร้างขึ้นที่เบื้องหน้าทุ่มเทพลังฝ่ามือสลายพลังอย่างไม่เก็บออมรั้งหวังพิชิตในฝ่ามือเดียว  กว่าจะรู้ว่าหมัดมายาคือหมัดจริง หมัดตริงเป็นหมัดมายาทุกอย่างสายไปแล้ว

            บึ้ม...  หมัดของลู่ชางพุ่งผ่านฝ่ามือของไห่หู่กระแทกใส่กลางหน้าอกอย่างจังได้ยินเสียงกระดูกแตกหักเบาๆก่อนร่างไห่หู่จะพุ่งถอยหลังไปกว่ายี่สิบก้าวค่อยหยุดยั้งลงในสภาพซวนเซแต่ไม่ล้มลง

            ลู่ชางอาศัยเคล็ดมายาจากสนับมืออสูรมายาช่วงชิงต่อยถูกหนึ่งหมัดเต็มกำลังส่วนไหล่ซ้ายถูกปลายพลังฝ่ามือสลายพลังฟาดใส่จนไหล่บวมแดงกระดูกแทบแตกหักร่างหมุนไปหลายรอบค่อยยืนหยัดในสภาพพร้อมสู่รบอีกรอบ มุมปากโลหิตไหลซึมออกมา

            ร่างไห่หู่ที่โอนเอนเริ่มหยุดนิ่ง เห็นยกมือขวาขึ้นทวนกระดูกมังกรห่างไปยี่สิบก้าวพุ่งกลับเข้ามาอยู่ในมือกลิ่นอายโบราณแผ่กระจายออกมาก่อนที่ทวนมังกรจะเปลี่ยนรูปร่างอีกครั้งกลายเป็นเกราะห่อหุ้มร่างดูน่าเกรงขามอย่างมาก

            “มาเถอะ  ต่อให้กลายเป็นเทพข้าลู่ชางก็ไม่ยอมแพ้หรอก”

            ลู่ชางยกมือเช็ดเลือดออก สองหมัดต่อยเข้าหากันที่หนึ่งพลังลมปราณขุมหนึ่งปรากฏขึ้นมาหล่อเลี้ยงสองหมัดไว้จนมองเห็นราวกับกลุ่มไฟที่กำลังลุกโชนเข้าสู่ภาวะที่สองของวิชาหมัดล่องหนที่เรียกว่าหมัดร่างอสุราหรือหมัดร่างอวตารอสูร เมื่อพลังหมัดร่างอวตารอสูรบังเกิดร่างลู่ชางกระพริบแว๊บ...ร่างเลือนหาย ไปปรากฏห่างจากไห่หู่เพียงสามก้าวหมัดมายาหมัดจริงต่างรวมเป็นหนึ่งกลิ่นอสูรแผ่กระจายออกมาอย่างดุดันโถมเข้าหาไห่หู่อย่างดุร้ายหมัดที่พุ่งไปเป็นหมัดเปล่าๆ ไม่มีเงามายาเป็นหนึ่งหมัดที่เข้าถึงเคล็ดแห่งความเร็ว..

            ครืน...หมัดพุ่งฝ่าอากาศก่อเกิดเสียงดังคำรามตามมา

            “หยุด...”เสียงดังขึ้นพร้อมกับตรงกลางระหว่างเด็กชายไห่หู่กับลู่ชางปรากฏยอดฝีมือที่เป็นกรรมการประจำลานประลองฝ่ามือขวายกขึ้นขวางพลังหมัดไว้แต่ก็ต้องตระหนกเมื่อหมัดเลือดเนื้อของลู่หานกลับเลือนหายไป ถัดไปปรากฏหมัดที่ยังคงพุ่งใส่ไห่หู่ต่อไป

            “เด็กที่ร้ายกาจ...” กรรมการผู้นั้นส่งเสียงคำหนึ่ง ขยับกายหมุนตัวครึ่งวงกลมหันมาเผชิญหน้ากับลู่ชางมือทั้งสองควงวนเป็นวงกลมตรงหน้า สร้างปราการลมปราณที่หมุนวนสายหนึ่งพลังหมัดของลู่ชางเมื่อกระทบถูกปราการถึงกับหยุดหมุนไปชั่วขณะก่อนจะดีดหมุนตัวอย่างแรง กระชากร่างลู่ชางจนกระเด็นไปด้านข้างแทบตกเวทีประลองไปกรรมการผู้นั้นถึงกับเป่าลมปราณออกจากปากอย่างโล่งอก

            “ฟู่... ลู่ชางเจ้าชนะแล้ว”กรรมการผู้นั้นจ้องมองเด็กชายลู่ชางก่อนประกาศผลแทบจะพร้อมๆกับไห่หู่ในชุดเกราะสีเทาล้มหน้าค่ำลงกับพื้นดังโครมแสดงว่าสลบไปช่วงหนึ่งแล้วการเคลื่อนไหวก่อนหน้าเป็นเพียงความทรนงที่เหลืออยู่เท่านั้น

            ลู่ชางเห็นไห่หู่ล้มลงจิตที่มุ่งมั่นค่อยคลายออกความรู้สึกผิดวูบขึ้นมาในใจ รีบวิ่งไปดูอาการไห่หู่อย่างเร่งรีบแต่กรรมการผู้นั้นกลับยกมือห้ามไว้ก่อนจะเรียกให้ทีมดูแลอีกคนเข้ามาอุ้มตัวไปรักษาต่อไป เด็กชายลู่ชางได้แต่ก้มหัวคารวะกรรมการก่อนจะเดินลงลานประลองไปเพื่อรอการต่อสู้รอบที่หกของพวกที่เหลือในตอนนี้เท่ากับลู่ชางชนะห้าครั้งเท่ากับเหลยเทา แต่จะต้องประลองรอบที่หกกับเหลยเทาเพื่อชิงอันดับหนึ่งอีกด้วย

            ไปที่ลานประลองที่สอง ช่วงที่ลู่ชางกำลังต่อสู้กับไห่หู่ ลู่เฉียวซึ่งพ่ายแพ้ตั้งแต่นัดแรกที่เจอกับศิษย์พรรคใหญ่ที่เป็นสตรีนามเหลียงผิงอันก่อนจะชนะสามครั้งรวดกำลังต้องลงประลองกับกับหงส์เยี่ยซึ่งมีชัยเหนือยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักที่สองนามจงเสิงไคก่อนจะเก็บชัยชนะอีกสามนัดเป็นสถิติชนะสี่นัดรวดเท่ากับเหลียงผิงอัน

            ความจริงลู่เฉียวจะขึ้นไปยอมแพ้ แต่เมื่อโดนหงส์เยี่ยตบหัวไปทีความกระตืนรือร้นที่ต่อสู้ได้กลับคืนมาอย่างจำใจปากบ่นขมุบขมิบถึงหวนนึกถึงช่วงฝึกฝนแปดเดือนในห้องนภาแล้วแทบอยากจะร้องให้วิชาที่ตนเองฝึกฝนมาเป็นวิชาป้องกันสุดเข้มแข็งทั้งยังตอบโต้กลับได้อย่างรุนแรงไม่แพ้กัน แต่เมื่อเจอกับนักธนูกลับกลายเป็นไร้ประโยชน์สิ้นดีพิสูจน์ได้จากการประลองก่อนหน้ากับเหลียงผิงอันที่เป็นยอดฝีมือด้านธนูเช่นกัน

            หงส์เยี่ยขึ้นไปยืนบนลานประลองนานหลายอึดใจลู่เฉียวทำท่ากระบิดกระบวนอย่างทำใจก่อนถูกสายตาพิฆาตของเด็กหญิงที่เริ่มอารมณ์ไม่ดีส่งมาจนต้องรีบวิ่งขึ้นไปทันทีเมื่อทั้งสองฝ่ายเตรียมพร้อมคู่ต่อสู้ต่างแสดงความเคารพต่อกัน ลู่เฉียวทำใจไว้แล้วรีบผนึกวิชาบุปผาทวนทิศขึ้นจนร่างบังเกิดสีทองเรืองรองราวกับกายาถูกหล่อจากทองคำ

            วิชาบุผฝาทวนทิศเป็นวิชาป้องกันสุดแกร่ง แบ่งเป็นสี่ระดับชั้น ระดับทองคราม ม่วง ดำ ทุกครั้งที่ผ่านระดับขั้นร่างกายจะแข็งแกร่งอย่างยิ่งยวดทั้งยังมีคุณสมบัติฟื้นฟูรักษาร่างกายทุกครั้งที่ต้านรับพลังยิ่งมีระดับขั้นยิ่งสูงการรักษายิ่งเร็วขึ้นตามโดยเฉพาะขั้นสีดำถึงกับเทียบเทียมระดับคงกระพันได้เลยทีเดียวหากแต่การจะบรรลุถึงระดับนั้นได้ยากเย็นยิ่งกว่าอาจต้องพึงพาปาฏิหาริย์เท่านั้นจึงจะสำเร็จ

            การใช้วิชาบุปผาทวนทิศยังแบ่งได้สองวิธี หนึ่งทุกครั้งที่ต้านทานการโจมตีพลังส่วนหนึ่งจะถูกสะสมใว้ได้ช่วงเวลาหนึ่งการสะสมได้มากถึงหนึ่งเท่าของพลังพื้นฐานของผู้ใช้นับเป็นหนึ่งในไม้ตายได้เลยทีเดียว วิธีที่สองคือสะท้อนทุกการโจมตีกลับไปหนึ่งถึงห้าส่วนในสิบส่วนขึ้นอยู่กับระดับพลังของวิชาบุปผาหวนคืน

            ตอนนี้ลู่เฉียวใช้บุผาหวนคืนขั้นสีทอง การป้องกันทางกายภาพสูงขึ้นกว่าหนึ่งเท่าตัวสามารถต้านรับการโจมตีของยอดฝีมือระดับกำเนิดพลังขั้นห้าได้อย่างถึงห้าครั้งหากเป็นผู้มีฝีมือระดับต่ำกว่าขั้นห้าสามารถต้านรับได้อย่างเกือบไร้จำกัดหากแต่ข้อเสียใหญ่หลวงของวิชานี้กลับแพ้ทางผู้ชำนาญการต่อสู้ระยะไกลเป็นพิเศษซึ่งหาได้ยากอย่างวิชาธนูซึ่งวิธีการสะท้อนกลับกลายเป็นง่อยในทันทีเหลือเพียงการสะสมพลังเพื่อโจมตีรุนแรงในครั้งเดียวนั้นก็เป็นปัญหาใหญ่ยิ่งหากไม่มีวิชาตัวเบาที่โดดเด่นคงยากประชิดตัวคู่ต่อสู้เช่นกันนั่นเท่ากับปิดทางชนะอย่างแน่นอนแล้ว

            ลู่เฉียวเพิ่งผลึกพลังจนร่างเป็นสีทองระเรื่อหงส์เยี่ยถอยห่างไปไกลกว่าสี่สิบก้าวราวกับหายตัวและชั่วพริบตาธนูลมปราณทะลวงถึงกลางหน้าอก ต่อให้รู้ยังแทบไม่มีโอกาสจะขยับหนีแสดงถึงความเร็วของธนูปราณรวดเร็วเพียงใด

            ปุ... แสงสีทองกระพริบวูบเมื่อถูกโจมตีร่างลู่เฉียวเซถอยหลังไปสองก้าวตามแรง ก่อนรีบหมอบลงกับพื้นพร้อมกลิ้งไปด้านข้าง

            เพี๊ยะ ๆๆ เสียงธนูปราณกระทบพื้นที่ที่เคยยืนอยู่ ลู่เฉียวเคยต่อสู้กับหงส์เยี่ยมาหลายครั้งทั้งยังมีประสบการณ์กับการต่อสู้กับยอดฝีมือพรรคใหญ่เหลียงผิงอันทำให้เริ่มหลบหลีกได้บ้างแล้วลู่เฉียวกลิ้งไปกับพื้นสองสามรอบ ก่อนจะตบสองมือลงพื้นแรงๆครั้งหนึ่งร่างลอยขึ้นจากพื้นหลบอีกหนึ่งการโจมตี มือซ้ายกดฟาดลงพื้นอีกครั้งร่างหมุนวนไปด้านข้างอีกสามก้าวหลบธนูได้อีกชุดหนึ่ง ในใจร่ำร้องว่าให้เวลาหายใจบ้างสิเว๊ย...

            ลู่เฉียวหมุนตัวลงมายืนมั่นกับพื้น ดวงตาเปิดกว้างอย่างตกตระลึกเมื่อเบื้องหน้าปรากฏหลังธนูปราณขนาดมหึมาครอบคลุมพื้นที่กว่าห้าเมตรรีบขวางสองมือเป็นรูปกากบาทขึ้นที่หน้าอกต้านรับสุดกำลัง นี่คงเป็นพลังธนูม่วงทองขั้นที่สองหมื่นธนูผนึกใจที่เด็กหญิงเฝ้าฝึกปรือมาตั้นแต่เก็บตัวในห้องนภาจนในที่สุดสามารถใช้ออกได้

                                                     .............

    คล้ายกับเรื่องบันทึกเทพสงคราม ที่คุณอ่าน