บทที่ 11 เหตุผล
หลังจากได้ยินถามคำถามของหัวหน้าหวัง ลู่เซี่ย็รู้ดีว่าเธอมีโอกาสเพียงครั้งเดียว ดังนั้นจึงไม่รีรอที่จะพูดอย่างตรงไปตรงมา “สวัสดีค่ะหัวหน้าหวัง ฉันชื่อ ลู่เซี่ย ฉันคือหนึ่งในผู้ที่ได้รับคัดเลือกจากการรับสมัครงานของโรงงานหลอดไฟค่ะ
“โอ้?” หัวหน้าหวังได้ยินก็ถึงกับต้องเลิกคิ้ว แม้ว่างานในครั้งนี้จะมีตำแหน่งที่ดี แต่ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงมีข้อกำหนดที่เข้มงวดมาก แม้กระทั่งหลานสาวของเขายังไม่ได้รับการคัดเลือก แต่กลับคาดไม่ถึงว่า สาวน้อยตรงหน้าที่ดูเหมือนมีภูมิหลังไม่ดี กลับได้รับการคัดเลือก
อย่างไรก็ตาม หัวหน้าหวังก็ยังไม่ค่อยเข้าใจจุดประสงค์ของลู่เซี่ยสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังคงยิ้มให้ “คุณลู่ สวัสดีครับ คุณมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่า?"
ลู่เซี่ยไม่อ้อมค้อม เธอสูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกล่าวตอบ “ฉันได้ยินมาว่าหลานสาวของหัวหน้าหวังยังไม่มีงาน ไม่ทราบว่าเธอสนใจงานนี้ไหมคะ”
“โอ้?” ได้ยินอย่างนั้นก็เข้าใจจุดประสงค์ของลู่เซี่ยแล้ว
หัวหน้าหวังเลิกคิ้วด้วยความสงสัย แม้โรงงานผลิตหลอดไฟของพวกเขาจะไม่เป็ที่นิยมเท่าโรงงานเหล็กหรือโรงงานเสื้อผ้า แต่ก็เป็โรงงานขนาดใหญ่ และงานในครั้งนี้ยังเป็งานในสำนักงาน แต่กลับมีคนไม่้ามันอย่างนั้นหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น สาวน้อยตรงหน้าที่ดูเหมือนมีภูมิหลังไม่ดีคนนี้ เธอจะต้องดีใจมากแน่ ๆ ที่ได้งานดี ๆ แบบนี้ไป แล้วอะไรเป็สาเหตุที่ทำให้เธอต้องสละงานนี้ล่ะ?
ความคิดแรกของหัวหน้าหวังก็คือ เขาโดนกลั่นแกล้ง
แต่เมื่อได้เห็นแววตาจริงใจของลู่เซี่ย ก็รู้ว่าเธอน่าจะจริงจังแล้ว
ดังนั้น หัวหน้าหวังจึงสนใจขึ้นมาจริง ๆ
หลานสาวของเขาเป็หลานสาวเพียงคนเดียวของตระกูลหวัง ครอบครัวของพวกเขามีคนงานจำนวนมาก การหางานทำจึงไม่ใช่เื่ยุ่งยาก แต่การหางานในสำนักงานนั้นค่อนข้างยาก
เพราะตำแหน่งงานในปัจจุบันมีจำกัด คนในตระกูลแทบจะรับ่ต่อกันเอง การขายตำแหน่งให้คนนอกนั้นเกิดขึ้นได้น้อยมาก ดังนั้นจึงอยากถามเหตุผลให้ละเอียดเสียก่อน ไม่อย่างนั้นก็ไม่กล้าซื้อแน่
จากนั้นหัวหน้าหวังจึงลุกขึ้น แล้วพาลู่เซี่ยไปนั่งคุยที่โซฟาในห้องนั่งเล่น
ตำแหน่งของหัวหน้าหวังอยู่ในระดับสูง บ้านของเขาก็ใหญ่กว่าบ้านของลู่เซี่ยมาก ภายในห้องนั่งเล่นจึงกว้างขวาง แม้จะวางโซฟาแล้วก็ยังมีพื้นที่ว่างเหลืออีกมากมาย
แต่ลู่เซี่ยกลับไม่มีเวลาสนใจเื่พวกนี้ หลังจากนั่งลง เธอก็ได้ยิน เสียงหัวหน้าหวังถามขึ้น “ฉันพอจะถามเหตุผลจากคุณลู่ได้ไหม?”
ลู่เซี่ยฟังแล้วพยักหน้า “ไม่มีอะไรจะพูดไม่ได้ หลังจากได้งาน ฉันก็ถูกคนในครอบครัวแอบไปลงชื่อให้เป็ปัญญาชน อีกไม่กี่วันก็จะต้องไปชนบทแล้ว”
ได้ยินดังนั้น หัวหน้าหวังก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะเข้าใจบางอย่างได้ว่า สถานการณ์ในครอบครัวของสาวน้อยคนนี้น่าจะยุ่งเหยิง
แต่นั่นก็ไม่ใช่เื่ของเขา เขาแค่อยากรู้ว่าเื่นี้เป็ความจริงหรือไม่
จึงถามออกไปตรง ๆ “แล้วไม่ทราบว่าคุณลู่้าเงินเท่าไรงสำหรับงานนี้?"
ลู่เซี่ยพูดราคาที่เตรียมไว้ในใจอย่างไม่รีรอ “แปดร้อยหยวน”
“เอ๊ะ?” ได้ยินดังนั้น หัวหน้าหวังก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง “คุณลู่พูดจริงเหรอ? หรือคุณไม่รู้ราคาตลาด? คุณต้องรู้ไว้ว่านี่คืองานนั่งโต๊ะในสำนักงาน ซึ่งสูงกว่างานกรรมกรทั่วไปพอสมควร”
ลู่เซี่ยฟังแล้วก็ยิ้มเจื่อน ๆ แน่นอนว่าเธอรู้ เพราะที่นี่คือเมืองหลวง งานกรรมกรในโรงงานทั่วไปอาจจะมากกว่าแปดร้อยหยวนด้วยซ้ำ แต่เธอก็ไม่มีทางเลือกอื่น
“พูดตามตรง ที่บ้านตั้งใจจะให้พี่สาวคนโตของฉันทำงานนี้ หลังจากนี้ก็อาจจะมีเื่ยุ่งยาก…”
พูดถึงตรงนี้ ลู่เซี่ยก็รู้สึกลังเลอยู่เลอยู่บ้าง แน่นอนว่างานไม่ใช่สิ่งที่สามารถซื้อขายได้ตามใจชอบ ส่วนใหญ่ก็จะหาคนในครอบครัวหรือญาติมารับ่แทน
ไม่ว่าทั้งสองฝ่ายจะรู้จักกันหรือไม่ ต่างก็จะหาเหตุผลมาอ้างในที่แจ้ง
แต่แม่ของเธอและลู่ชุนน่าจะไม่ยอมง่าย ๆ หากรู้ว่าลู่เซี่ยได้ขายงานนี้ให้คนอื่นไปแล้ว พวกเขาอาจจะไปก่อเื่ที่โรงงาน ดังนั้นความรับผิดชอบที่เธอต้องแบกรับในภายหลังก็มีไม่น้อย