การร่ายรำผ่านไปราวหกเพลง หลิงอ๋องซื่อจื่อก็ลุกขึ้น ยกมือสองข้างขึ้นคล้ายจะบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ
“เอาล่ะ บัดนี้ก็ได้เวลาเหมาะสมแล้ว เราจะประกวดบทกลอนชมบรรยากาศค่ำคืนอันงดงาม งานคืนนี้คืองานชมจันทร์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อบรรดาหญิงสาวผู้งดงามโดยเฉพาะ หลิงอ๋องบิดาของข้าได้เตรียมรางวัลเอาไว้ให้กับสตรีที่มีความสามารถในการเขียนลวี่ซือที่ดีที่สุด”
หลิงเจาเหว่ยยิ้มน้อยๆ เขาจำได้ว่าโคลงหนึ่งบทมีแปดวรรคหรือที่เรียกว่าลวี่ซือนี้ กู้เยว่ฉีเคยเขียนเอาชนะสตรีทั้งหมดในการคัดเลือกบุปผาเมืองหรงเฉิน ฉะนั้นนี่คือการเปิดประตูแห่งชัยชนะรอนางโดยแท้
ซื่อจื่อรูปงามผายมือไปทางบ่าวรับใช้สามคนที่ถือกล่องคนละสีขึ้นมาบนปะรำพิธี “รางวัลในกล่องทั้งสามข้าจะไม่เปิดเผยว่าเป็สิ่งใด ผู้ชนะอันดับหนึ่งจะมีสิทธิ์เลือกกล่องได้ก่อน พอเลือกครบทั้งสามคนแล้ว ค่อยเปิดกล่องพร้อมกัน”
คนในงานส่งเสียงพูดคุยกันฟังดูหึ่งๆ คล้ายผึ้งฝูงใหญ่กำลังบินวนเวียน พวกเขาพอจะรู้เจตนาในการจัดการชมจันทร์ของจวนอ๋องอยู่แล้วว่าทำเพื่อให้คุณหนูทั้งหลายได้ประชันความสามารถ ดังนั้นผู้เข้าแข่งขันจึงมีแต่สตรี
กู้เยว่ฉีสะดุ้งน้อยๆ ลวี่ซือคือโคลงที่นางฝึกฝนการเขียนมาเพื่อเอาชนะคุณหนูทั้งหลายในการชิงตำแหน่งบุปผาแห่งหรงเฉินอยู่เนิ่นนาน
‘หลิงเจาเหว่ยเ้าขุดหลุ่มดักข้าอีกแล้ว ตำแหน่งบุปผาเมืองหรงเฉินข้าได้มาตั้งนานเ้าไม่เคยใส่ใจ เหตุใดปีนี้ถึงได้สร้างกับดักครั้งแล้วครั้งเล่าเพื่อลวงข้า?’
กู้เฉินมองดูกล่องแต่ละอันที่อยู่ในมือของบ่าวรับใช้จวนอ๋อง
“น่าสนุกดีนะขอรับ ให้ผู้ชนะเลือกกล่องสุ่ม หากว่าข้าได้ที่หนึ่งแล้วเลือกผิดคงจะเสียใจแย่ ให้ข้าทายนะพี่หญิง ข้าว่าในกล่องสีทองนั่นต้องใส่ของมีค่าที่สุดเป็แน่”
กู้เยว่ฉีส่ายศีรษะ นางจำได้ว่าในอดีตชาติตอนที่บทกลอนของนางได้รับเลือกให้ชนะอันดับหนึ่งนางเคยเลือกกล่องใบนั้นมาแล้วเพราะถูกสีทองของมันดึงดูดแต่พอเปิดดูกลับพบว่าในนั้นเป็กำไลหยกเนื้อดีที่นางเองก็มีอยู่แล้วหลายวง แต่กล่องสีดำที่จงเป่าหนิงผู้ได้อันดับสามจำใจต้องรับกลับมีปิ่นปักผมล้ำค่าที่พระราชทานมาจากฮองเฮา
“เสี่ยวเฉิน หากเราประเมินจากภายนอก เราอาจจะถูกเปลือกของมันหลอกลวงได้”
กู้เฉินขมวดคิ้ว “ท่านพูดเหมือนท่านรู้ว่าข้างในมีสิ่งใด?”
กู้เยว่ฉียกยิ้มมุมปาก หันไปมองสหายของตน จงเป่าหนิงกวาดตามองกล่องทั้งสามไปมาแล้วสายตาของนางก็หยุดอยู่ที่กล่องสีทองในมือบ่าวรับใช้ คนแรก จงเป่าหนิงคล้ายจะรู้ตัวว่าถูกสหายจ้องจึงหันไปหาแล้วคลี่ยิ้ม
“เยว่เอ๋อร์ เ้าเขียนกลอนได้ไพเราะและลึกซึ้ง ข้าว่ารางวัลที่หนึ่งคงเป็ของเ้าแน่”
หญิงสาวส่ายหน้า “ข้าไม่แข่งขันหรอก คืนนี้ข้าอยากเป็เพียงผู้ชมที่ดี”
จงเป่าหนิงทำตาโต ที่ผ่านมานางรู้ว่ากู้เยว่ฉีอยากเป็ซื่อจื่อเฟยเพียงแต่ไม่เอ่ยออกมาตรงๆ สาวใช้ของนางเคยแอบฟังสิ่งที่กู้เยว่ฉีสั่งการสาวใช้และองครักษ์ก็พอจะเดาได้ว่าสหายผู้นี้ค่อยๆ กำจัดหญิงสาวที่ขวางทางไปทีละคนอย่างแเี ปีนั้นที่กู้เยว่ฉีอ้างว่าไม่ได้ตั้งใจแต่กลับเข้าคัดเลือก ‘บุปผาแห่งเมืองหรงเฉิน’ จนชนะนางไปได้อย่างเฉียดฉิวก็ทำให้จงเป่าหนิงตระหนักในเจตนาของกู้เยว่ฉี
“เ้าพูดจริงหรือ? นี่เป็โอกาสดีมากเลยนะ หากเ้าในฐานะบุปผาแห่งหรงเฉินไม่ยอมลุกขึ้นแข่งขัน ข้ากลัวว่าจะดูเหมือนไม่ได้เกียรติจวนอ๋องจนเกินไป”
กู้เยว่ฉีหน้าตึงขึ้น นางลืมไปเลยว่าตนเองแบกตำแหน่งบุปผาแห่งเมืองหรงเฉินเอาไว้ ก็จริงอย่างที่จงเป่าหนิงว่า หากนางไม่ลุกขึ้นเข้าร่วมการแข่งใน คืนนี้ ย่อมทำให้จวนอ๋องตำหนิสกุลกู้ได้
“ขอบใจนะเป่าหนิง ข้าลืมข้อนี้ไปเสียสนิท”
จงเป่าหนิงยกยิ้มมุมปาก ‘ไม่ตั้งใจ’ คำพูดนี้ของกู้เยว่ฉีช่างเสแสร้งนัก ที่ผ่านมาจงเป่าหนิงมุ่งมั่นฝึกฝนการเล่นกู่เจิงแทบจะกินนอนอยู่ข้างเครื่องดนตรีนั่น ทั้งฝึกฝนวาดภาพกับหมากล้อมจนข้อมือแทบจะหัก สุดท้ายนางก็พ่ายแพ้ให้กับผู้มีพร์อย่างกู้เยว่ฉีที่แค่บังเอิญเข้ามาร่วมคัดเลือก
คุณหนูสิบกว่าคนพากันลุกขึ้นแล้วเดินไปที่ลานแสดงตรงกลาง จงเป่าหนิงลุกขึ้นพร้อมกับกู้เยว่ฉี หลิงเจาเหว่ยมองดูหญิงสาวที่ทยอยมายืนเรียงแถวหน้ากระดานด้วยความพอใจ สตรีที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา มีเป้าหมายหลักและเป้าหมายรองของเขาอยู่ครบ
“นำเครื่องเขียนเข้ามาได้” ซื่อจื่อรูปงามสั่งการ
พ่อบ้านชิงหันไปโบกมือให้บ่าวรับใช้เดินแถวเข้ามาพร้อมกับโต๊ะตัวเล็ก วางเรียงแถวอย่างเป็ระเบียบ สตรีแต่ละนางเลือกที่นั่งเรียบร้อยแล้วเริ่มลงมือฝนหมึก หลิงเจาเหว่ยก็ผายมือ
“เชิญคุณหนูทั้งหลายเริ่มเขียนลวี่ซือเพื่อชมทัศนียภาพอันงดงามในคืนนี้เถิด หลิงอ๋องและแขกทุกท่านในงานจะดื่มสุราเลิศรสตั้งใจรอฟัง”
ซื่อจื่อถอยกลับไปนั่งที่โต๊ะ บ่าวรับใช้ที่ถือกล่องทั้งสามถอยไปยืนเรียงแถวอยู่ด้านข้าง บรรดาหญิงงามพากันแหงนหน้ามองดวงจันทร์และกวาดตามองสวนสวยงามของจวนอ๋องก่อนจะก้มหน้าจรดพู่กันลงบนกระดาษ
หลิงคุนมองตามสายตาพี่ชาย “ท่านเอาใจช่วยนางถึงเพียงนี้เชียวหรือขอรับ? เห็นทีคงยากจะมีคนแย่งชิงตำแหน่งซื่อจื่อเฟยของนางไปได้”
หลิงเจาเหว่ยยกยิ้มมุมปาก “ไม่แน่หรอก หากว่านางไม่เต็มใจที่จะชนะ ก็ยากที่จะมีคนบังคับได้”
“ท่านพี่หมายถึง กู้เยว่ฉีผู้นี้อาจจะแกล้งแพ้หรือขอรับ?”
“หากครั้งนี้นางแพ้ ข้าคิดว่าสกุลกู้คงจะรู้ข่าวบางอย่างมา จึงได้พยายามปลีกตัวออกจากจวนอ๋อง”
คุณชายรองแห่งสกุลหลิงขมวดคิ้ว “ข่าวที่ท่านพ่อพูดถึงคงไม่ได้รั่วไหลหรอกนะขอรับ”
“สกุลกู้ทำการค้าไปทั่วแคว้นและต่างแคว้น ใต้เท้ากู้เองก็หูตากว้างขวาง คนผู้นี้ใช้เงินสร้างฐานอำนาจ เมื่อมีอำนาจก็ใช้มันกลับมาสร้างเงิน ตอนนี้จะดูถูกอิทธิพลของสกุลกู้มิได้”
“ขอรับ” หลิงคุนรับคำพี่ชายหนักแน่น ก่อนหน้านี้เขาก็ถูกมารดากำชับให้สืบเื่สกุลกู้ เื่ที่หลิงเจาเหว่ยเอ่ยมาก เขารู้อยู่แล้ว
“หากว่านางคิดจะปฏิเสธจริง ท่านจะทำเช่นไร?”
หลิงเจาเหว่ยยกยิ้มมุมปาก “ก่อนหน้านี้ข้าคิดเพียงจะแต่งกับนางเพราะหวังใช้เงินและอิทธิพลของสกุลกู้ แต่ตอนนี้กลับนึกสนุกที่ได้เจอคู่ต่อสู้ที่สมน้ำสมเนื้อ เ้าก็คอยดูว่าแผนของนางกับแผนของข้า ผู้ใดจะเหนือกว่ากัน?”
“นางเป็เพียงสตรีที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าไก่ จะเอาความสามารถใดมาเหนือกว่าซื่อจื่ออย่างท่านพี่” ประโยคนี้มิใช่เพียงอยากจะสอพลอพี่ชาย แต่ หลิงคุนคิดเช่นนั้นจริง ในเมื่อเมืองหรงเฉินมีบิดากับพี่ชายเป็ผู้อยู่เหนือคนทั้งหมด กู้เยว่ฉีจะถือเป็กระไรได้
“เ้าอย่าเพิ่งดูถูกนาง ข้าใคร่ครวญสิ่งที่นางทำอยู่หลายวัน หากคืนนี้นางทำอย่างที่ข้าว่า ก็แสดงว่านางเดินนำเราอยู่หลายก้าว”
*********
ไรเตอร์แนะนำ อีบุ๊กเื่ "พลิกชะตาแค้นสามี เล่ม 1 และ เล่ม2" กดตามลิงก์ไปอุดหนุนได้เลยค่ะ
https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiNDQ1ODg3MCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjMwNjUxNCI7fQ
