ตอนที่ 11: คุณหมอคนใหม่
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าสาดส่องผ่านกระจกบานใหญ่ของโรงพยาบาลเอกชนชื่อดังใจกลางเมืองหลวง สถานที่ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบุคลากรทางการแพทย์ในชุดเครื่องแบบที่เดินขวักไขว่ไปมา
สำหรับฉัน... 'พราวรินทร์' บัณฑิตเกียรตินิยมอันดับหนึ่งหมาดๆ นี่คือวันแรกของการก้าวเข้าสู่สมรภูมิแห่งชีวิตวัยทำงานอย่างเต็มตัว ในฐานะนักจิตวิทยาคลินิกจบใหม่ประจำแผนกจิตเวชและจิตวิทยา
ฉันเลือกสวมชุดเดรสสูทสีครีมอ่อนที่ตัดเย็บอย่างประณีต ความยาวพอดีเข่า คัตติ้งเนี้ยบกริบที่ช่วยเสริมให้รูปร่างดูสง่างามและมีความน่าเชื่อถือ เมคอัพบนใบหน้าถูกแต่งแต้มในโทนสีนู้ดพีชที่ดูเป็นธรรมชาติ สดใส แต่ไม่ฉูดฉาดจนเกินงาม เส้นผมยาวสลวยถูกเกล้าเก็บเป็นมวยต่ำอย่างเรียบร้อยตามคอนเซปต์ของกุลสตรีผู้มีความรู้และเยือกเย็น
ทุกย่างก้าวที่ฉันเดินผ่านโถงทางเดิน แววตาหลายคู่ของทั้งแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ต่างก็อดไม่ได้ที่จะเหลียวมองภาพลักษณ์ที่ดูสวยสะดุดตาและเพอร์เฟกต์ในทุกกระเบียดนิ้วนี้
แต่เป้าหมายของฉัน ไม่ใช่การโปรยเสน่ห์เรี่ยราดให้กับหนุ่มๆ ทั่วไปในโรงพยาบาลหรอกนะ...
เรดาร์ของฉันถูกล็อกเป้าหมายเอาไว้ตั้งแต่ตอนที่เข้ามาสัมภาษณ์งานเมื่อเดือนก่อนแล้ว ชายหนุ่มวัยสี่สิบห้าปี รูปร่างสูงโปร่ง สง่างาม มีเสน่ห์แบบผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกมามาก และที่สำคัญ... เขาคือ 'คุณหมออนันต์' ศัลยแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาล ผู้เพิ่งจะเข้าพิธีหมั้นหมายกับลูกสาวของผู้รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลไปหมาดๆ
ผู้ชายที่มีหน้ามีตา มีอนาคตที่รุ่งโรจน์ และมีพันธะผูกพันกับผู้หญิงที่มีอำนาจเหนือกว่า... มันคือสเปก 'เหยื่อ' ชั้นดีที่ท้าทายสัญชาตญาณแม่เสือสาวของฉันเป็นที่สุด!
...
ช่วงบ่ายของวันเดียวกัน ฉันตั้งใจจัดฉากสร้างความบังเอิญด้วยการหอบเอกสารกองโตและแท็บเล็ตเดินเข้าไปในห้องสมุดการแพทย์ของโรงพยาบาล สถานที่ซึ่งคุณหมออนันต์มักจะมาขลุกตัวเพื่ออ่านวารสารวิชาการในช่วงเวลาพักเบรกเสมอ
ฉันกวาดสายตาเพียงปราดเดียว ก็พบเป้าหมายกำลังนั่งสวมแว่นตากรอบเงิน อ่านหนังสือเล่มหนาอยู่ที่โต๊ะริมหน้าต่าง
ฉันสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ปรับสีหน้าให้ดูมุ่งมั่นและจริงจัง ก่อนจะเดินตรงไปที่ชั้นหนังสือหมวดศัลยศาสตร์และจิตวิทยาซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับโต๊ะของเขา แสร้งทำเป็นเอื้อมมือหยิบหนังสือเล่มที่อยู่สูงจนสุดเอื้อม เขย่งปลายเท้าเล็กน้อยให้ชุดเดรสรั้งขึ้นจนเห็นช่วงน่องขาวเนียน
"ให้ผมช่วยหยิบไหมครับ?" เสียงทุ้มทุ้มที่เต็มไปด้วยความสุภาพและอบอุ่นดังขึ้นจากทางด้านหลัง
ฉันหันกลับไปมองพร้อมกับส่งยิ้มบางๆ ที่ฝึกซ้อมหน้ากระจกมาแล้วเป็นร้อยครั้ง "ขอบคุณมากค่ะคุณหมอ... พราวพยายามจะหยิบหนังสือจิตวิทยาการแพทย์เล่มนั้นน่ะค่ะ แต่ความสูงไม่ค่อยจะเป็นใจเลย"
หมออนันต์ยิ้มตอบ เขาขยับตัวเข้ามาใกล้ กลิ่นน้ำหอมผู้ชายกลิ่นสปอร์ตผสมผสานกับกลิ่นสบู่ยาอ่อนๆ โชยมาแตะจมูก เขาเอื้อมมือไปหยิบหนังสือเล่มนั้นลงมาส่งให้ฉันอย่างง่ายดาย
"คุณพราวรินทร์ใช่ไหมครับ? นักจิตวิทยาคนใหม่ของแผนกเรา... ผมได้ยินหัวหน้าแผนกพูดชมคุณให้ฟังตั้งแต่ตอนสัมภาษณ์แล้ว ยินดีต้อนรับสู่โรงพยาบาลของเรานะครับ" เขาเอ่ยทักทายอย่างเป็นกันเอง
"เป็นเกียรติมากเลยค่ะที่คุณหมออนันต์รู้จักชื่อพราวด้วย..." ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขา กะพริบตาปริบๆ อย่างชื่นชม "พราวเองก็ติดตามผลงานของคุณหมอมาตลอดเลยนะคะ เปเปอร์วิจัยเรื่องการฟื้นฟูสภาพจิตใจผู้ป่วยหลังการผ่าตัดใหญ่ที่คุณหมอตีพิมพ์เมื่อปีที่แล้ว เป็นประโยชน์กับสายงานจิตวิทยาของพราวมากๆ เลยค่ะ"
รอยยิ้มของคุณหมอหนุ่มใหญ่กว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ผู้ชายทุกคนล้วนมีอีโก้ และสิ่งที่ทำให้พวกเขาภูมิใจมากที่สุด ก็คือการได้รับการเชิดชูและยอมรับในความสามารถทางสติปัญญาจากผู้หญิงที่ทั้งสวยและฉลาด
ฉันไม่ได้ใช้คำศัพท์วิชาการที่ซับซ้อน หรือยกทฤษฎีจิตวิทยาอะไรมาอวดอ้างให้ดูน่ารำคาญ ฉันแค่ใช้จริตความขี้เล่นและมารยาของการเป็น 'ผู้ตามที่ดี' ในการตั้งคำถามและขอคำปรึกษาจากเขาในเรื่องวิจัยที่เขากำลังสนใจ
เรายืนคุยกันอยู่หน้าชั้นหนังสือเกือบสิบนาที ฉันป้อนคำถามที่แสดงให้เห็นถึงความสนใจใครรู้ และรับฟังคำอธิบายของเขาด้วยแววตาที่เป็นประกายระยิบระยับ พยักหน้าเห็นด้วยอย่างกระตือรือร้น
"คุณพราวเป็นเด็กจบใหม่ที่มีมุมมองเฉียบคมมากเลยนะครับ... พอดีช่วงนี้ผมกำลังเตรียมข้อมูลสำหรับโครงการวิจัยส่วนตัวชิ้นใหม่ แต่ยังขาดผู้ช่วยที่เข้าใจเรื่องจิตวิทยาคลินิกมาช่วยวิเคราะห์ข้อมูล... ถ้าคุณพราวไม่รังเกียจ และพอจะมีเวลาว่างหลังเลิกงาน... สนใจมาร่วมเป็นผู้ช่วยวิจัยให้ผมไหมครับ?" หมออนันต์เอ่ยปากชวนด้วยน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความคาดหวัง
"ถ้าคุณหมออนันต์ให้เกียรติไว้ใจ พราวก็ยินดีที่จะเรียนรู้งานจากคุณหมออย่างเต็มที่เลยค่ะ... ถือว่าเป็นกำไรชีวิตของเด็กจบใหม่อย่างพราวเลยนะคะเนี่ย" ฉันยิ้มกว้าง ตอบรับคำเชิญนั้นด้วยความเต็มใจอย่างที่สุด
ปลาตัวโต... ฮุบเหยื่อคำแรกเข้าปากไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว!
...
นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา หลังเวลาเลิกงานประจำของแผนก ฉันก็มักจะไปขลุกตัวอยู่ที่ห้องทำงานส่วนตัวของคุณหมออนันต์เสมอ
ห้องทำงานของเขาตกแต่งอย่างเรียบหรู โซฟาหนังสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่มุมห้อง ชั้นหนังสือเรียงรายเป็นระเบียบ และมีแอร์คอนดิชันเนอร์ที่ปรับอุณหภูมิไว้เย็นเฉียบตลอดเวลา
เราเริ่มต้นจากการทำงานวิจัยด้วยกันอย่างจริงจัง หมออนันต์เป็นผู้ชายที่ทำงานเก่ง มีความรับผิดชอบ และดูแลเอาใจใส่ผู้ร่วมงานเป็นอย่างดี เขามักจะสั่งเครื่องดื่มและขนมหวานจากร้านคาเฟ่ชื่อดังมาฝากฉันเสมอ และที่สำคัญ... เขาจัดสรร 'ทุนสนับสนุนการวิจัย' ซึ่งเป็นเงินส่วนตัวก้อนโต โอนเข้าบัญชีของฉันทุกสัปดาห์ในฐานะค่าตอบแทนพิเศษที่มาช่วยงานเขานอกเวลา
สปอนเซอร์รายใหม่ของฉันคนนี้... จ่ายหนักและจ่ายตรงเวลาเสียยิ่งกว่า ส.ส. วิทูร เสียอีก!
เมื่อความสนิทสนมเพิ่มมากขึ้น บทสนทนาที่เคยจำกัดอยู่แค่เรื่องข้อมูลวิจัยทางการแพทย์ ก็เริ่มขยายขอบเขตออกไปสู่เรื่องราวส่วนตัว
"ช่วงนี้คุณหมอดูเหนื่อยๆ นะคะ... พักผ่อนบ้างนะคะ พราวเป็นห่วง" ฉันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ขณะที่กำลังช่วยเขาจัดเรียงเอกสารอยู่บนโต๊ะทำงาน
หมออนันต์ถอนหายใจยาวๆ เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยสีหน้าอ่อนล้า "ก็เหนื่อยจริงๆ นั่นแหละครับคุณพราว... ช่วงนี้เตรียมงานแต่งงานด้วย ทางบ้านฝ่ายหญิงเขาค่อนข้างเจ้าระเบียบและต้องการให้ทุกอย่างออกมาสมบูรณ์แบบที่สุด... บางทีผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแค่ตุ๊กตาประดับงานของเขาเท่านั้นเอง"
"พราวเข้าใจความรู้สึกของคุณหมอนะคะ..." ฉันวางเอกสารในมือลง เดินอ้อมโต๊ะทำงานไปยืนอยู่ด้านหลังเก้าอี้ของเขา วางมือทั้งสองข้างลงบนบ่ากว้าง และเริ่มบีบนวดผ่อนคลายให้เขาอย่างเบามือ "ผู้ชายที่เก่งและมีความสามารถอย่างคุณหมอ สมควรจะได้รับความรักและการดูแลเอาใจใส่ มากกว่าการถูกตีกรอบและคาดหวังนะคะ... ถ้าคุณหมอรู้สึกอึดอัด หรือไม่มีใครรับฟัง... พราวพร้อมจะเป็นที่พักพิงให้คุณหมอเสมอนะคะ"
สัมผัสจากฝ่ามือของฉันที่นวดคลึงลงบนบ่า และน้ำเสียงหวานหูที่ป้อนความเห็นอกเห็นใจอย่างตรงจุด ทำเอาคุณหมอหนุ่มใหญ่ถึงกับหลับตาพริ้ม ปล่อยตัวปล่อยใจให้ซึมซับความอบอุ่นที่ฉันจงใจมอบให้
ผู้ชายที่กำลังจะแต่งงานกับผู้หญิงที่ครอบครัวหาให้เพื่อความก้าวหน้าทางหน้าที่การงาน มักจะมีความโดดเดี่ยวและโหยหาความรักที่แท้จริงซ่อนอยู่ลึกๆ ในใจ เมื่อพวกเขาเจอผู้หญิงที่อ่อนหวาน ช่างเอาใจ และพร้อมจะรับฟังปัญหาของเขาโดยไม่ตัดสิน... กำแพงศีลธรรมที่สร้างไว้ก็มักจะพังทลายลงมาอย่างง่ายดาย
"ขอบคุณมากนะครับคุณพราว... คุณเป็นผู้หญิงที่เข้าใจผมที่สุดเลย" เขากระซิบเสียงเบา ยกมือขึ้นมาทาบทับลงบนหลังมือของฉันที่กำลังบีบนวดบ่าให้เขา ลูบไล้ปลายนิ้วเบาๆ อย่างแสนรัก
ฉันคลี่ยิ้มบางๆ ไม่ได้ดึงมือหนี แต่กลับขยับปลายนิ้วตอบรับสัมผัสนั้นอย่างมีชั้นเชิง เป็นการทอดสะพานที่แนบเนียนและเต็มไปด้วยเสน่ห์ยั่วยวนที่ไม่อาจต้านทานได้
...
ค่ำคืนหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งปั่นงานวิจัยกันจนดึกดื่น แผนกศัลยกรรมและจิตวิทยาทั้งชั้นเงียบสงัด ปราศจากผู้คนเดินพลุกพล่าน
หมออนันต์ชวนฉันออกมายืนรับลมเย็นๆ ที่ริมระเบียงด้านนอกห้องทำงานส่วนตัว แสงไฟจากตึกระฟ้าของกรุงเทพฯ ส่องสว่างระยิบระยับอยู่เบื้องหน้า บรรยากาศเงียบสงบและเป็นใจอย่างที่สุด
"งานวิจัยของเราก้าวหน้าไปมากเลยนะครับ... ต้องขอบคุณคุณพราวที่มาช่วยชีวิตผมเอาไว้" หมออนันต์เอ่ยขึ้นพลางหันมามองหน้าฉัน แววตาของเขาที่สะท้อนกับแสงไฟในยามค่ำคืน มันเต็มไปด้วยความรู้สึกลึกซึ้งบางอย่างที่ปิดบังเอาไว้ไม่มิด
"พราวต่างหากล่ะคะที่ต้องขอบคุณคุณหมอ... ที่ใจดีกับเด็กจบใหม่อย่างพราว แถมยังเป็นสปอนเซอร์เปย์ค่าขนมให้พราวเยอะแยะไปหมดเลย" ฉันหัวเราะเสียงใส หันไปสบตาเขาตรงๆ ด้วยรอยยิ้มที่แฝงความขี้เล่นและยั่วยวน
"เงินพวกนั้นมันเทียบไม่ได้กับความสุขที่คุณพราวมอบให้ผมหรอกครับ..." น้ำเสียงของคุณหมอเริ่มแหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนไหล่ของเราแทบจะชนกัน "รู้ไหมครับ... ทุกวันนี้ ผมอยากให้ถึงเวลาเลิกงานเร็วๆ ผมจะได้มาเจอหน้าคุณ ได้คุยกับคุณ... คุณพราวคือยาใจเดียว ที่ทำให้ผมมีแรงหายใจในแต่ละวัน"
เขาเอื้อมมือมากอบกุมมือของฉันเอาไว้แน่น ฝ่ามือของเขาสั่นระริก บ่งบอกถึงความขัดแย้งในใจระหว่างความถูกต้องกับความปรารถนาที่กำลังลุกโชน
ฉันช้อนสายตาขึ้นมองเขา นัยน์ตาของฉันทอประกายความออเซาะและเว้าวอนอย่างน่าทะนุถนอม "คุณหมอพูดแบบนี้... พราวก็แย่สิคะ พราวเป็นแค่เด็กใหม่... จะไปสู้ลูกสาวท่านผู้อำนวยการที่เป็นคู่หมั้นของคุณหมอได้ยังไง"
ฉันแสร้งทำเป็นตัดพ้อ หลุบตาลงมองพื้นเพื่อเรียกคะแนนความสงสาร เป็นการใช้จริตจะก้านในการกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นผู้นำและการอยากปกป้องของผู้ชายออกมาให้ถึงขีดสุด
"อย่าพูดแบบนั้นสิครับ... สำหรับผม คุณพราวมีค่ามากกว่าใครทั้งนั้น"
หมออนันต์เชยคางฉันขึ้นมาอย่างอ่อนโยน สายตาของเขาจดจ้องอยู่ที่ริมฝีปากของฉันอย่างหลงใหล ก่อนที่เขาจะค่อยๆ โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่รินรดกัน
ฉันหลับตาลงอย่างว่าง่าย ไม่ปัดป้อง ไม่ขัดขืน... ปล่อยให้คุณหมอผู้ทรงเกียรติและแสนดี จมดิ่งลงสู่บ่วงเสน่หาที่ฉันขุดพรางเอาไว้ด้วยความเต็มใจ
...
เวลาเกือบเที่ยงคืน ฉันเดินทางกลับมาถึงห้องพักส่วนตัวของตัวเอง ทิ้งกระเป๋าสะพายใบหรูลงบนโซฟา ก่อนจะเดินไปหยิบซองจดหมายสีน้ำตาลที่บรรจุ 'เงินสด' ก้อนโตซึ่งเพิ่งได้รับจากหมออนันต์ในวันนี้ออกมาวางบนโต๊ะ
ฉันนั่งลงกรีดนิ้วกรีดแบงก์พันปึกใหญ่ จัดแจงนำไปเก็บรวบรวมเข้ากับบัญชีเงินฝากส่วนตัวด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชและสะใจ
หมออนันต์... ผู้ชายที่สมบูรณ์แบบ อบอุ่น และแสนดี...
สุดท้ายแล้ว ก็พ่ายแพ้ให้กับมารยาและเสน่ห์ของสตรีเพศ ไม่ต่างอะไรจากเสี่ยสมชาย หรือ ส.ส. วิทูร เลยแม้แต่น้อย
ฉันเดินไปหยุดยืนอยู่หน้ากระจกเงาบานใหญ่ มองจ้องเข้าไปในดวงตาของแม่เสือสาวที่กำลังหิวกระหายชัยชนะ
การใช้จิตวิทยาบริหารเสน่ห์ ป้อนคำหวานและสร้างความเห็นอกเห็นใจ มันคืออาวุธที่ทรงพลังที่สุดในการปั่นหัวพวกผู้ชายที่มีอีโก้สูงและมีหน้ามีตาในสังคม ยิ่งพวกเขาเป็นปัญญาชนระดับสูงมากเท่าไหร่ การล่มสลายของกำแพงศีลธรรมของพวกเขาก็ยิ่งน่าดูชมมากเท่านั้น
"เตรียมตัวรับมือกับบทเรียนถัดไปได้เลยค่ะคุณหมอ..." ฉันกระซิบกับเงาสะท้อนของตัวเองด้วยน้ำเสียงเยือกเย็นและร้ายกาจ "พราวจะลอกคราบความดีงามของคุณหมอให้หมดสิ้น... และสูบผลประโยชน์มาให้คุ้มค่ากับความเหนื่อยของพราวเลยล่ะ!"
เกมล่อลวงเหยื่อรายที่สาม เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ และมันจะต้องเป็นเกมที่หอมหวานและตื่นเต้นเร้าใจที่สุดอย่างแน่นอน!