พูดจบ ฉินซู่ก็รินชาร้อนๆ อีกแก้วส่งให้ต่งเสี่ยวเสี่ยว
"นี่เป็นน้ำขิงผสมน้ำตาลทรายแดงที่เมียของพี่ต้าลี่ต้มเอาไว้ให้น่ะเห็นบอกว่าผู้หญิงกินแล้วดี เธอดื่มเยอะๆ หน่อย จะได้ไล่ความเย็นออกจากร่างกายเดี๋ยวค่อยไปดูอาการให้คนอื่นต่อ"
น้ำตาลทรายแดงถือเป็นของมีค่าปกติก็จะเก็บไว้ใช้เฉพาะเวลาผู้หญิงคลอดลูกจะชงน้ำร้อนใส่น้ำตาลทรายแดงหนึ่งช้อนให้ดื่ม เพื่อช่วยฟื้นแรง
ต่งเสี่ยวเสี่ยวรับมาเธอดื่มน้ำขิงผสมน้ำตาลทรายแดงในมือจนหมดความเย็นที่เกาะตามตัวก่อนหน้านี้ถูกไล่ออกไปจนหมด
"ยื่นมือออกมาสิ"
ฉินซู่ทำตามอย่างว่าง่าย เขายื่นมือออกมา
ต่งเสี่ยวเสี่ยวจับชีพจรให้ฉินซู่พอเห็นว่าไม่มีอะไรผิดปกติ เธอจึงหันไปดูคนป่วยคนอื่นๆ ต่อ
บางคนตอนถูกช่วยขึ้นมาจากโคลนก็ไม่มีลมหายใจแล้วแต่ก็ยังมีคนยึดมั่นในความหวัง อยากให้ต่งเสี่ยวเสี่ยวช่วยดูอาการให้หน่อย
ต่งเสี่ยวเสี่ยวหรี่ตามองไปยังร่างของชายที่นอนอยู่บนเสื่อใบหน้าของเขาซีดเผือด ริมฝีปากเขียวคล้ำ เต็มไปด้วยโคลนตมเธอพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
"หมดทางช่วยแล้ว…"
"เสี่ยวเสี่ยว ขอร้องล่ะช่วยสามีฉันด้วย ฉันขอร้องล่ะ ถ้าสามีฉันไม่อยู่แล้ว ฉันกับลูกจะอยู่ต่อไปยังไง!"
ภรรยาของชายที่เสียชีวิตแล้วร้องไห้คร่ำครวญเธอคุกเข่าลงบนพื้น โขกศีรษะอย่างแรง ซ้ำแล้วซ้ำเล่าหน้าผากเริ่มแดงช้ำขึ้นเรื่อยๆ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวสูดหายใจเข้าลึกๆก่อนจะถอนหายใจยาว
"พี่สะใภ้คนตายไปแล้วเรียกกลับคืนมาไม่ได้ ทำใจเถอะค่ะ"
คนที่ก้าวเท้าเข้าไปในยมโลกเกินครึ่งชั่วโมงไปแล้ว ยังไงก็ช่วยไม่ทัน ถึงจะเป็นเทพเซียนก็หมดปัญญา
ผู้หญิงคนนั้นทรุดตัวลงกับพื้นทันทีสีหน้าซีดเซียวราวกับคนหมดหวัง โลกทั้งใบเหมือนจะมืดมนไปหมด เธอร้องไห้จนหอบสะอื้นมือทั้งสองตบพื้นอย่างแรงด้วยความเจ็บปวด
"สวรรค์ทำไมถึงต้องซ้ำเติมคนอย่างพวกเราด้วย!"
แค่พริบตาเดียวภายในศาลบรรพบุรุษที่เคยเงียบสงัดก็มีแต่เสียงร้องไห้คร่ำครวญไม่หยุดหย่อนของหญิงชาวบ้าน
นับรวมๆ แล้ว มีคนตายทั้งหมดสิบเอ็ดคนเป็นเด็กสองคน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กทารก ผู้ใหญ่อีกเก้าคน เพราะถูกฝังในดินลึกเลยขาดอากาศหายใจตายในทันที
ยังมีอีกหลายคนที่ก้าวเท้าเข้าไปในยมโลกแล้วต่งเสี่ยวเสี่ยวใช้ทักษะทางการแพทย์อันยอดเยี่ยมของเธอดึงพวกเขากลับมาได้อย่างหวุดหวิด
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตรวจอาการให้ทุกคนอย่างละเอียดพอแน่ใจว่าทุกคนปลอดภัยดี เธอจึงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก
ในหมู่บ้านชิงซานคงไม่มีใครที่ฝีมือด้านการแพทย์เทียบกับต่งเสี่ยวเสี่ยวได้อีกแล้ว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเหนื่อยจนหมดสภาพเธอทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ หมดเรี่ยวแรงไปทั้งตัว แม้แต่จะยกมือก็ยังทำไม่ได้คอแห้งไปหมด
พอเห็นภรรยานั่งซึมเหมือนไร้ชีวิตฉินซู่รู้สึกสงสารอย่างจับใจ เขายกเก้าอี้มานั่งข้างๆ ต่งเสี่ยวเสี่ยวมือข้างหนึ่งจับมือเธอเอาไว้ อีกมือก็ค่อยๆ นวดให้อย่างอ่อนโยน
ต่งเสี่ยวเสี่ยวถอนหายใจยาวเพื่อระบายความหนักอึ้งมืออีกข้างนวดขมับที่ปวดเมื่อย เธอถามออกมาด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"ผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ให้นายไปจัดการเรื่องศพของชาวบ้านด้วยกันเหรอ?ทำไมถึงกลับมาแล้วล่ะ?"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตรวจคนไข้ที่รอดชีวิตในศาลบรรพบุรุษส่วนฉินชู่ก็ต้องออกไปช่วยงาน เพราะคนหนุ่มในหมู่บ้านมีไม่พอ
ในขณะเดียวกันชายหัวเกรียนสวมเสื้อสีฟ้าอ่อนคนหนึ่ง วิ่งเข้ามาอย่างทุลักทุเลเท้าเต็มไปด้วยโคลน ก่อนที่ทุกคนจะได้ทันตั้งตัวผู้ชายคนนั้นก็คุกเข่าลงต่อหน้าต่งเสี่ยวเสี่ยว
ต่งเสี่ยวเสี่ยวตกใจเธอเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
เธอยังไม่ทันได้พูดอะไรผู้ชายคนนั้นก็ประสานมือ โขกศีรษะลงบนพื้นสามครั้ง
"เสี่ยวเสี่ยว ขอร้องล่ะช่วยเมียฉันด้วยเถอะ!"
พูดจบ เขาก็โขกศีรษะลงไปอีกหลายครั้งศีรษะกระทบพื้นเสียงดัง
คนที่ได้ยินรู้สึกสงสารจับใจ
ต่งเสี่ยวเสี่ยวไม่รู้จักคนตรงหน้าถึงแม้เธอจะเคยมีปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้รู้จักทุกคนเป็นการส่วนตัว
สีหน้าของฉินซู่เคร่งขรึมลง เขาพูดขึ้นมาว่า
"เขาคือเสิ่นเฮยหวาปกติแล้วไม่ค่อยสุงสิงกับคนในหมู่บ้านเท่าไหร่ ปกติเลิกงานแล้วก็กลับบ้านเลยทันที"
ป้าๆ ในศาลบรรพบุรุษต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“เฮยหวามีเมียแล้วเหรอเนี่ย?"
"ใครจะไปรู้ล่ะตั้งแต่แม่ของเฮยหวาตาย เขาก็เอาแต่เก็บตัว ไม่สุงสิงกับใครแถมหลายปีก็ไม่เคยออกจากหมู่บ้าน แล้วเมียจะมาจากไหน?”
"ไม่แน่เฮยหวาอาจจะบ้าไปแล้วก็ได้แม่ตาย ก็เลยเสียสติ"
ป้าๆ แต่ละคนต่างพากันซุบซิบนินทา
แต่ในขณะนี้เสิ่นเฮยหวาไม่มีเวลาสนใจคำพูดของคนอื่น ดวงตาของเขาแดงก่ำ น้ำมูกไหลเต็มไปหมดเขามองไปที่ต่งเสี่ยวเสี่ยว ยืดตัวขึ้นเล็กน้อย แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
"ตอนนี้เมียของฉันกำลังจะคลอดแต่เธอคลอดลูกยาก ตอนนี้ถนนก็ถูกปิดตาย ฉันได้ยินมาว่าเธอเก่งมากแล้วก็เคยทำคลอดให้คนในหมู่บ้าน ฉันขอร้องล่ะ ช่วยเมียฉันด้วย!ต่อให้ต้องทำงานรับใช้เธอ ฉันก็ยอม"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวดึงมือออกจากมือของฉินซู่เธอลุกขึ้นยืน มองเสิ่นเฮยหวาที่น้ำตานองหน้า ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
"ไปกันเถอะ"
แม้ว่าจะเหนื่อยอยู่บ้างแต่ชีวิตคนสำคัญกว่า
ฉินซู่ไม่วางใจจึงตามต่งเสี่ยวเสี่ยวไปด้วยกัน
ระหว่างทางเต็มไปด้วยแอ่งน้ำฝนเป็นหลุมเป็นบ่อ และโคลนเต็มไปหมด
ฉินซู่คอยประคองอย่างระมัดระวังอยู่ข้างหลังต่งเสี่ยวเสี่ยวกลัวว่าคนข้างหน้าจะลื่นล้ม
ส่วนเสิ่นเฮยหวาก็รีบเดินแต่เพราะร้อนใจเกินไป จึงลื่นล้มอยู่บ่อยๆ จนตัวมอมแมมเต็มไปด้วยโคลน
แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นเฮยหวาก็ยังไม่หยุดพักเขาเดินลัดเลาะไปตามทุ่งนา มายังบ้านหลังเล็กๆ ที่เงียบสงบ
บ้านหลังนี้เล็กมากกำแพงด้านนอกก็พังไปครึ่งหนึ่งแล้ว ถึงแม้บ้านจะเล็กแต่ก็ทำความสะอาดได้ค่อนข้างดี น้ำฝนไหลตามชายคาลงมาจากหลังคา ส่งเสียงดังติ๋ง ๆ
พอเข้าไปใกล้ตัวบ้านก็ได้ยินเสียงครางอย่างเจ็บปวดของผู้หญิงแว่วมา
เสิ่นเฮยหวาผลักประตูไม้เก่าออกเพราะออกแรงมากเกินไป ทำให้ประตูไม้ที่ใกล้จะพังอยู่แล้ว ร่วงลงมาบนพื้นส่งเสียงดังสนั่น
แต่เสิ่นเฮยหวาไม่สนใจอะไรแล้วเขารีบเดินเข้าไปในบ้าน และมองไปยังผู้หญิงที่นอนอยู่บนเตียงท่อนล่างของเธอเปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด หน้าผากเต็มไปด้วยเหงื่อเธอดูเหนื่อยแทบขาดใจ เขาพูดปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
"ที่รัก ฉันพาเสี่ยวเสี่ยวมาแล้วมีเสี่ยวเสี่ยวอยู่ด้วย เธอกับลูกจะต้องปลอดภัยแน่นอน"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวได้ยินเสียงในบ้านเธอหันไปมองฉินซู่ที่กางร่มอยู่ ก่อนจะพูดขึ้นมาว่า
"นายรออยู่ข้างนอกนะ"
คนท้องตอนคลอดลูก ไม่ควรถูกรบกวนจากภายนอกเผลอๆ อาจจะส่งผลเสียต่อทั้งแม่ทั้งลูก
"อืม!"
ฉินซู่พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง เขาเก็บร่มแล้วนั่งลงบนม้านั่งใต้ชายคาประตู รอภรรยาออกมาอย่างเงียบๆ
"กรี๊ด!"
เสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดดังออกมาจากปากของผู้หญิงคนนั้น
ต่งเสี่ยวเสี่ยวมองเสิ่นเฮยหวาที่ร้อนรนจนทำอะไรไม่ถูกในระหว่างที่เปิดกล่องยา เธอก็พูดออกมาเสียงเบาๆ
"นายเองก็ออกไปรอข้างนอกเถอะถ้ามีอะไรฉันจะเรียกเอง"
ดวงตาของเสิ่นเฮยหวาแดงก่ำเขามองต่งเสี่ยวเสี่ยวด้วย แล้วพูดออกมาอย่างตะกุกตะกัก
"เสี่ยวเสี่ยว...ฉันขออยู่เป็นเพื่อนเมียได้ไหม!"
ต่งเสี่ยวเสี่ยวเงยหน้าขึ้นเธอไล่เขาออกไปข้างนอกทันที แล้วรีบปิดประตู พอเสิ่นเฮยหวาหันหลังกลับไปเขาก็ชนกับประตูอย่างจัง