บทที่ 16 สังเกตผู้คนผ่านกระจก
จิงอวี่ทำตามวิธีที่เทพเต๋าจิ่วมิ่งได้ถ่ายทอดให้ ใช้จิตััเบา ๆ กับก้อนแสงเจ็ดสีที่สว่างสุกใสที่สุด
‘โครม!’
ชั่วขณะนี้เขารู้สึกว่าจิตของตนพลันแยกออกจากร่าง ลอยขึ้นสู่ที่สูงไม่มีที่สิ้นสุด ราวกับว่าตนเองกลายเป็กระจกบานหนึ่งที่ฝังอยู่บนท้องฟ้า มองเห็นูเาเซียนที่เปล่งประกายรัศมีอันงดงามอยู่ในความว่างเปล่า
ูเาเซียนแห่งนี้สูงตระหง่านทะลุเมฆา แม้จะชันและสง่างาม แต่กลับมียอดเขาที่ราบเรียบเป็ระเบียบ ราวกับถูกผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ใช้วิชาเทพสกัดออกมาเป็พื้นที่เรียบ เพื่อสร้างเป็ลานระเบียงกว้างใหญ่
บนลานระเบียงมีโต๊ะหินและม้านั่งหินวางอยู่หลายชุด บนโต๊ะหินเต็มไปด้วยสำรับอาหารเลิศรสนานาชนิด รวมถึงไหสุราวิเศษที่ยังไม่ได้เปิดผนึกอีกหลายไห
กลุ่มนักพรตที่มีพลังิญญาสูงหลายคนนั่งล้อมวงกันเป็กลุ่ม ๆ พูดคุยหัวเราะเสียงดัง ดื่มสุราและร้องเพลง เมื่อนับรวมบ่าวไพร่และสนมที่คอยปรนนิบัติอยู่โดยรอบ จำนวนผู้คนบนระเบียงเปิดนี้คงมีราวร้อยคน
ท่ามกลางผู้คนเ่าั้ ที่สะดุดตาที่สุดคือนักพรตหญิงรูปร่างสูงโปร่งที่นั่งอยู่กลางระเบียง นางสวมชุดรัดรูปสีดำ มัดผมยาวเป็หางม้าเรียบดูสะอาดตา ที่กลางหว่างคิ้วมีสายฟ้าสีดำส่องระริก หากไม่ใช่เซียนกระบี่เสวียนเหลยลู่อิงเจา แล้วจะเป็ผู้ใดได้เล่า
หลายร้อยปีที่ไม่ได้พบ ใบหน้าของลู่อิงเจาไม่ได้เปลี่ยนไปแม้แต่น้อย นางยังคงมีกลิ่นอายของความห้าวหาญเช่นเคย
ยามนี้สีหน้านางแดงระเรื่อ มือขวากุมถ้วยสุราทองแดง ท่าทางเมามายเล็กน้อย นางเอนกายพิงขาของนักพรตชายกล้ามแน่นผิวคล้ำใบหน้าคมสง่าที่เปลือยท่อนบน มือซ้ายยังวางอยู่บนมือของบัณฑิตหนุ่มหน้าตาหมดจดงดงาม นิ้วมือลูบไล้ฝ่ามือของบัณฑิตหนุ่มอย่างดื้อซน พลางหัวเราะคิกคัก
ราวกับถูกโชคชะตาพาให้รู้สึกถึงการแอบมองของกระจกวิเศษ ลู่อิงเจาคลายอาการมึนเมาลงเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นอย่างมิให้ได้จับสังเกต ยกถ้วยสุราทองแดงในมือชูไปยังทิศทางที่จิงอวี่กำลังแอบมองอยู่
ภาพและแสงสว่างก็พลันดับวูบลง
"นี่มันการชุมนุมที่เป็ทางการจริงหรือ?"
จิงอวี่มองดูกระจกวิเศษรู้ชะตาที่สะสมพลังวิเศษมานานกว่าสิบปีถูกใช้จนหมดเกลี้ยง เขาจมอยู่ในห้วงความคิดอันยาวนาน
"เวลานี้ข้าก็กลับชาติมาแล้วสิบสี่ปี ลู่อิงเจาคงอายุห้าร้อยสิบสี่ปี ดูจากความยิ่งใหญ่ของงานชุมนุมครั้งนี้ อย่างน้อยก็ต้องเป็ระดับหยวนอิงเป็แน่!" จิงอวี่เกาศีรษะ ก่อนจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง
"ในโลกมนุษย์จะมีูเาศักดิ์สิทธิ์ที่แผ่รัศมีสว่างไสวไปไกลนับหมื่นลี้ได้อย่างไรกัน คงมิใช่ว่าลู่อิงเจาล่วงลับสู่แดนเซียนแล้วกระมัง!?"
เมื่อคิดดูให้ดี มันก็ยังเป็ไปได้ยาก เสวียนชิงจื่อเคยกล่าวไว้ว่า จำเป็ต้องบรรลุถึงขั้นแปรกายเทพตอนปลายจึงจะมั่นใจได้ว่าจะขึ้นสู่แดนเซียนได้ แม้แต่การฝ่าด่านเฉียดตายเก้าส่วนรอดหนึ่งส่วนก็ต้องมีวรยุทธ์ขั้นแปรกายเทพเป็อย่างต่ำ
ดังนั้นแล้วต่อให้ลู่อิงเจาจะบำเพ็ญเพียรได้เร็วเพียงใด การที่จะมีนักพรตขั้นแปรกายเทพในวัยเพียงห้าร้อยปีก็เป็เื่ที่น่าตกตะลึงเกินไป
จิงอวี่ส่ายหน้าแล้วเลิกสนใจเื่นี้ ด้วยความเร็วในการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาทั้งสองและ่อายุที่ห่างกันถึงห้าร้อยปี คงยากที่จะมีโอกาสได้พบเจอกันในดินแดนเซียน
ยามนี้เขามีเื่สำคัญกว่าที่ต้องจัดการ
อีกหนึ่งเดือนก็จะถึงวันคล้ายวันพระราชสมภพครบห้าสิบห้าพรรษาของฮ่องเต้จ้าว ในวันนั้นจะมีการจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่ภายในวังหลวง ทั้งยังมีเหล่าราชทูตจากต่างอาณาจักรและขุนนางท้องถิ่นเดินทางมาร่วมถวายพระพรที่เมืองหลวง โดยทั่วไปแล้วในของขวัญวันเกิดมักจะมีสิ่งของที่จิงอวี่้า
จะเตรียมของขวัญวันเกิดให้บิดาผู้ไร้ค่าผู้นั้นดีหรือไม่…
แม้ฮ่องเต้จะทุ่มเทพระวรกายไปกับในการบริหารราชการ แต่การจัดงานวันคล้ายวันพระราชสมภพกลับไม่ใส่ใจนัก ปกติจะจัดงานใหญ่ทุกห้าปี ครั้งที่แล้วจิงอวี่อายุเพียงเก้าขวบ นั่งอยู่ที่โต๊ะเด็ก... บัดนี้เขาอายุสิบสี่ปีแล้ว แม้จะยังไม่ถึงวัยบรรลุนิติภาวะที่จะมีจวนของตนเอง แต่ก็สมควรรู้ความแล้ว
จิงอวี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ส่งของขวัญ
"ข้าจะไปอวดโอ่ไยกัน..."
จิงอวี่ทิ้งตัวลงนอนอีกครั้ง เอามือประสานไว้ใต้ศีรษะ ไขว่ห้างนอน และฮัมทำนองเพลงที่ไม่มีอยู่ในชาตินี้เบา ๆ...
หนึ่งเดือนให้หลัง
จิงอวี่วัยสิบสี่ปีในวันนี้สวมเสื้อคลุมสีแดงเข้ม ด้วยรสนิยมส่วนตัว เสื้อคลุมตัวนี้จึงไม่มีลวดลายซับซ้อนมากนัก เขานำกระจกวิเศษรู้ชะตาติดตัวไว้ ที่เอวห้อยหยกเหลืองคุณภาพดีเป็เครื่องประดับ บนศีรษะไร้ซึ่งกวาน เพียงแค่มวยผมและปักปิ่นหยก ทั้งร่างดูสะอาดสะอ้านและคล่องแคล่ว
การแต่งกายเช่นนี้หากเป็ยามปกติก็คงมิเป็อันใด แต่ในงานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮ่องเต้กลับมิสวมควร เพราะไร้ซึ่งความสง่างาม
หากเป็ปกติ อาจารย์ผู้าุโที่ดูแลเื่พิธีการคงอดไม่ได้ที่จะต่อว่าต่อหน้าฮ่องเต้จ้าว แต่ั้แ่ขึ้นครองราชย์มา ฮ่องเต้ไม่เคยเคร่งครัดกับพิธีการยุ่งยากเหล่านี้ ดังนั้นจิงอวี่ที่เกียจคร้านเปลี่ยนชุด ก็จึงตัดสินใจไปในชุดนี้เลย
งานเฉลิมฉลองวันคล้ายวันพระราชสมภพของฮ่องเต้จ้าวครั้งนี้ยังคงจัดขึ้นที่ตำหนักไท่เหอตามธรรมเนียมเดิม ขณะนี้ยังเหลือเวลาอีกอย่างน้อยสองชั่วยาม ตามธรรมเนียมแล้วบุคคลในวังชั้นในจะมาถึงก่อน รวมถึงพระโอรสและพระธิดาที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามด้วยพระโอรสพระธิดาที่บรรลุนิติภาวะและมีจวนเป็ของตนเองแล้ว ส่วนขุนนางจะมาถึงเป็กลุ่มสุดท้าย
จิงอวี่เดินไปอย่างช้า ๆ พร้อมกับขันทีผู้ติดตามสองคน จากระยะไกลเห็นที่ประตูด้านข้างตำหนักไท่เหอมีรถม้าขององค์ชายจอดอยู่ ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าคงเป็องค์ชายสี่ผู้รอบคอบในทุกเื่ที่ได้มาถึงก่อนแล้ว
ในขณะที่จิงอวี่กำลังคาดเดาอยู่นั้น จู่ ๆ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าวุ่นวายดังมาจากด้านหลัง เมื่อหันไปมอง ก็เห็นขบวนรถม้าไล่ตามมา เมื่อเงยหน้าขึ้นดู บนรถม้ามีบุรุษวัยกลางคนสวมฉลองพระองค์สีเหลืองอร่ามนั่งสง่าอยู่
เป็ขบวนรถม้าจากตำหนักรัชทายาท...
"ท่านพี่ใหญ่!" จิงอวี่เห็นบุรุษผู้นั้นก็ไม่รู้สึกเกรงกลัว หยุดยืนอยู่กับที่พลางโบกมือแรง ๆ
บุรุษวัยกลางคนผู้นี้คือ องค์รัชทายาทแห่งอาณาจักรจ้าว ‘จ้าวิหยาง’
บุรุษที่นั่งอยู่ในรถม้านั้นเห็นสภาพการณ์เช่นนั้นจึงยิ้มน้อย ๆ ยกมือขึ้นโบกเบา ๆ ส่งสัญญาณให้ขบวนรถหยุด
จ้าวิหยาง เป็โอรสที่ประสูติจากฮองเฮาเจาอี๋ผู้ล่วงลับ ในยามที่ฮ่องเต้ตอนพระชนมายุสิบแปดพรรษา บัดนี้พระองค์มีพระชนมายุสามสิบเจ็ดพรรษาแล้ว ทรงเป็ผู้มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในทุกศาสตร์ ได้รับการยกย่องในปัญญาจากทั้งในและนอกราชสำนัก ตำแหน่งรัชทายาทมั่นคง หากไม่มีเหตุไม่คาดฝัน การสืบทอดราชบัลลังก์ย่อมไม่มีโอกาสได้พลิกผันเลย
จิงอวี่ยิ้มกว้างเข้าไปหาพลางกล่าวว่า "ท่านพี่ใหญ่ ท่านมาแต่เช้าเลยหรือขอรับ?"
เนื่องจากมีรัชทายาทิหยางมีอุปนิสัยที่เป็กันเอง มิถือตัวว่าเป็องค์รัชทายาท ความสัมพันธ์ระหว่างโอรสทั้งหลายจึงค่อนข้างราบรื่น ดังนั้นแล้วโอรสองค์อื่น ๆ จึงไม่มีความหวังในการแย่งชิงตำแหน่ง เช่นนั้นแล้วจิงอวี่จึงวางตัวตามสบายกว่าปกติ
ขันทีวัยกลางคนรูปร่างสูงผอมที่ติดตามจ้าวิหยางแสดงสีหน้าไม่พอใจ ก้าวออกมาแล้วเตือนเสียงต่ำว่า "องค์ชายหก กระหม่อมทรงเตือนหลายครั้งแล้วมิใช่หรือ ในสถานการณ์เช่นนี้ต้องเรียกว่าองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ!"
จิงอวี่เหลือบมองขันทีผู้นั้นแวบหนึ่ง แต่มิได้เอ่ยวาจาใด
ขันทีผู้นี้รับใช้อยู่ข้างกายจ้าวิหยางมาั้แ่ทรงพระเยาว์ และชาติกำเนิดของเขาเองนั้น มารดาเป็เพียงอันผิน ตำแหน่งในวังหลังหาได้สูงส่ง ทั้งไม่มีภูมิหลังอันโดดเด่น จึงถูกไพร่ผู้นี้ดูแคลน
"อืม... เสด็จพ่อไม่ค่อยใส่พระทัยเื่พวกนี้สักเท่าไรนัก ไฉนเลยข้าในฐานะพระโอรสจะต้องไปติดใจในพิธีรีตองอันยุ่งยากพวกนี้กัน"
จ้าวิหยางโบกมือไล่ขันทีผู้นั้นออกไป ก่อนจะหันมาพูดด้วยสีหน้าอ่อนโยนว่า "น้องหก เ้าเองก็รีบมาแต่เช้ามิใช่หรือ?"
"ข้ายังถือว่ามาช้าเสียด้วยซ้ำ ดูสิขอรับ" จิงอวี่ผงกศีรษะไปทางรถม้าที่จอดอยู่ที่ต่างพระตำหนัก
"ท่านพี่สี่คงมาถึงนานแล้ว!"
จ้าวิหยางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ั้แ่ไหนแต่ไรน้องสี่ก็เป็เช่นนี้"
ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่นั้น ก็มีขบวนรถม้าอีกขบวนหนึ่งแล่นมาจอดที่หน้าต่างพระตำหนักด้านข้าง สตรีงามผู้หนึ่งก้าวลงมาจากภายในรถ อายุราวยี่สิบกว่าปี
จิงอวี่หันไปมองก็รู้ได้ทันที
ผู้ที่มาคือองค์หญิงรองแห่งอาณาจักรจ้าว ‘จ้าวิเยว่’