แม้ม่านราตรีทาบทับเมืองซิ่งหวา กลับปรากฏเงาร่างสามสายลอบเคลื่อนไหวรวดเร็วแต่เงียบเชียบผ่านประตูเมืองด้านตะวันออก พวกเขาแยกย้ายกันทันทีที่ผ่านพ้นด่านตรวจ ทั้งหมดเป็ไปตามแผนการ
เสี่ยวหลิ่งสวมชุดหมอสีเรียบออกน้ำตาล สะพายถุงสมุนไพรที่มีกลิ่นฉุน เขาเดินกิริยาสงบผ่านตลาดยามค่ำคืน มุ่งหน้าไปยังย่านการค้าที่ยังคงคึกคัก แม้จะเป็ยามวิกาล
“ขอรับ...ท่านหมอ” เสียงพูดเบาดังขึ้นจากร้านน้ำชาเล็กๆ ริมทาง “ข้าได้ยินว่าท่านมียาดีจากแดนเหนือ”
เสี่ยวหลิ่งผงกศีรษะเป็การตอบรับ ก่อนจะเบี่ยงตัวเข้าไปในร้าน นี่คือจุดนัดพบแรกตามที่วางแผนไว้
ในเวลาเดียวกัน อี้เฟิงในชุดพ่อค้าหนุ่ม กำลังเจรจาซื้อขายอาวุธกับกลุ่มทหารในโรงเตี๊ยมใหญ่กลางเมือง เขาวางดาบประดับลายฝังมุกลงบนโต๊ะ
“ดาบเล่มนี้หลอมจากเหล็กกล้าแดนเหนือ ผสานกับเหล็กน้ำพุร้อนจากูเาไฟ” น้ำเสียงของเขาเปี่ยมด้วยความมั่นใจ “รับประกันว่าคมกริบไม่มีวันทื่อ”
ทหารหนุ่มหลายนายมองดาบด้วยความสนใจ โดยไม่รู้ว่าอาวุธชิ้นนี้ซ่อนความลับบางอย่างไว้
ส่วนหลี่อิงฮวา สาวใช้คนใหม่ในจวนกุนซือ กำลังรินน้ำชาอย่างนอบน้อม เธอก้มหน้าอย่างนอบน้อมขณะที่ตู้ชิงเยว่ กุนซือพิษผู้น่าเกรงขาม กำลังสนทนากับแขกคนสำคัญ
“ไม่นึกว่าจะมีสาวใช้รินชา รูปโฉมงดงามถึงปานนี้” ตู้ชิงเยว่เอ่ยชม ดวงตาคมกริบจ้องมองอย่างพินิจ
หลี่อิงฮวาก้มศีรษะน้อมลงอีก เพื่อซ่อนรอยยิ้มเล็กน้อยไว้ใต้ผ้าคลุมผม
ทั้งสามคนแยกทำภารกิจของตนอย่างแเี โดยมีระบบส่งข่าวสารลับที่วางแผนไว้อย่างรัดกุม เด็กขายขนมในตลาด คนขับเกวียนส่งของ และแม่ค้าขายผัก ล้วนเป็ส่วนหนึ่งของเครือข่ายข่าวกรองที่พวกเขาวางไว้
เสี่ยวหลิ่งนั่งรักษาคนไข้ในร้านน้ำชา ขณะที่สายตาสำรวจความเคลื่อนไหวเหล่าทหารที่ผ่านไปมา เขาสังเกตเห็นว่าพวกเขามีท่าทางตึงเครียดผิดปกติ
อี้เฟิงได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของทหารถึงการเคลื่อนพลแบบลับเฉพาะ ในยามวิกาล และนัดหมายส่งอาวุธจำนวนมากเข้าคลัง
หลี่อิงฮวาแอบได้ยินบทสนทนาในห้องโถง ที่พูดถึงพิธีกรรมลึกลับที่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วัน
ทุกอย่างบ่งชี้ว่า เมืองซิ่งหวากำลังเตรียมการบางอย่างที่น่าหวาดหวั่น
ดวงจันทร์ลอยเด่นกลางนภา ส่องแสงสลัวลงมายังตรอกเล็กๆ ด้านหลังโรงเตี๊ยม เงาร่างสามสายเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ พบกันในที่นัดหมาย
“พวกเขากำลังเตรียมอาวุธจำนวนมาก” อี้เฟิงกระซิบ “มีการขนย้ายเข้าคลังทุกค่ำคืน”
“ข้าได้ยินว่าจะประกอบพิธีกรรมสำคัญในอีกสามวัน” หลี่อิงฮวาเสริม “และมีการพูดกลุ่มเด็กที่มีพลังพิเศษ”
เสี่ยวหลิ่งนิ่งคิด ก่อนจะเอ่ยเบาๆ “เราต้องหาทางเข้าไปในคลังอาวุธให้ได้ และต้องรู้ให้ได้ว่าพิธีกรรมนั้นคืออะไร”
เงาจันทร์ทอดยาวบนกำแพงเมือง ขณะที่สามสหายแยกย้ายกันกลับที่พัก แต่ละคนต่างรู้ดีว่า นี่เป็เพียงจุดเริ่มต้นของภารกิจที่อันตราย และความจริงที่พวกเขา้าค้นหา อาจน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าที่คิด
...
รุ่งอรุณสาดแสงทอประกายบนตลาดสมุนไพรเมืองซิ่งหวา เสี่ยวหลิ่งในชุดหมอสมุนไพรนั่งตรวจชีพจรให้คนไข้อย่างตั้งใจ ขณะที่หูของเขาคอยรับฟังเสียงกระซิบกระซาบรอบด้าน
“ได้ยินว่ามีคนเห็นเกวียนขนของเข้าเมืองยามวิกาล...” เสียงแ่เบาของแม่ค้าสมุนไพรชราลอยมา
“ทหารในเมืองก็เพิ่มขึ้นทุกวัน บางคนหน้าตาแปลกๆ ไม่เคยเห็นมาก่อน” พ่อค้าโสมป่าพึมพำ
เสี่ยวหลิ่งเงยหน้าขึ้นมองอย่างไม่เป็พิรุธ เห็นกองทหารกลุ่มหนึ่งเดินผ่านตลาด สายตาของเขาจับจ้องที่อาวุธแปลกตาที่พวกเขาพกพา ไม่ใช่อาวุธปกติที่ทหารในเมืองนี้ใช้กัน
“ท่านหมอ” เสียงกระซิบของหญิงชราที่ขายสมุนไพรข้างๆ “ข้ามีโสมอายุร้อยปีที่อยากให้ท่านดู”
เขารู้ทันทีว่านี่คือสัญญาณจากสายข่าวคนหนึ่ง จึงเดินตามนางเข้าไปในร้าน
“ทหารพวกนั้นมาจากเมืองมาร” หญิงชรากระซิบเบาจนแทบไม่ได้ยิน “และมีการประชุมลับในจวนทุกคืน”
ในเวลาเดียวกัน ที่โรงตีดาบใหญ่กลางเมือง อี้เฟิงกำลังสาธิตการใช้ดาบให้ลูกค้าดู เขาสังเกตเห็นทหารกลุ่มหนึ่งกำลังเจรจากับเ้าของโรงตีดาบ
“้าดาบอีกห้าร้อยเล่มภายในสามวัน” น้ำเสียงของทหารนายนั้นเด็ดขาด “และต้องเป็ดาบที่ผ่านการหลอมด้วยไฟพิเศษเท่านั้น”
อี้เฟิงเลิกคิ้วเล็กน้อย ดาบที่หลอมด้วยไฟพิเศษ... เขารู้ดีว่านั่นคือดาบที่สามารถรองรับพลังมารได้
“ท่านพ่อค้า” เสียงกระซิบของช่างตีดาบหนุ่มดังขึ้นข้างหลัง “โปรดระวังตัวด้วย พักนี้คนหายตัวไปหลายคนแล้ว... โดยเฉพาะคนที่รู้มากเกินไป”
อี้เฟิงพยักหน้ารับรู้ ขณะที่สายตายังจับจ้องทหารกลุ่มนั้น เขาสังเกตเห็นสัญลักษณ์แปลกตาที่ปักอยู่ที่ปลอกแขนของพวกเขา... สัญลักษณ์ที่เหมือนกับที่เขาเคยเห็นในเมืองมาร
เสียงกระซิบกระซาบแว่วมาเป็ระยะ... เื่การหายตัวไปของเด็กที่มีพร์... เื่การประชุมลับในยามวิกาล... เื่กองกำลังที่ซ่อนตัวอยู่นอกเมือง
“มีบางอย่างกำลังจะเกิดขึ้น” ช่างตีดาบชราพึมพำ “บางอย่างที่น่ากลัวมาก...”
อี้เฟิงเก็บทุกคำพูดไว้ในใจ สายตาแอบมองไปยังร้านน้ำชาฝั่งตรงข้าม ที่เสี่ยวหลิ่งกำลังรักษาคนไข้อยู่ เขาสังเกตเห็นความอ่อนล้าบนใบหน้าของอีกฝ่าย ท่าทางคงอดหลับอดนอนมาหลายคืน มือของเขากำแน่นเมื่อนึกถึงจดหมายลับที่แอบเห็นในกองเอกสารของทหาร... จดหมายที่พูดถึงการ “เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่” ที่กำลังจะเกิดขึ้น และรายชื่อเป้าหมายที่ต้องกำจัด
ยามเย็น เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิงแอบพบกันที่มุมเล็กๆ ในโรงเตี๊ยม อี้เฟิงสังเกตรอยแผลบางๆ ที่แขนของเสี่ยวหลิ่ง คงได้มาจากการสืบข่าว แม้จะรู้สึกความห่วงใยภายใต้สถานการณ์เช่นนี้คงต้องเก็บไว้ในใจ
“พวกเขากำลังสะสมอาวุธ” อี้เฟิงกระซิบ พยายามข่มกลั้นความรู้สึกอยากเตือนให้อีกฝ่ายระวังตัวมากขึ้น “อาวุธที่สามารถรองรับพลังมารได้”
“มิเพียงเท่านี้ ยังมีการเคลื่อนย้ายกำลังลับๆ เข้ามาในเมือง” เสี่ยวหลิ่งเสริม “ทั้งหมดนี้ต้องเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมที่กำลังจะเกิดขึ้น”
สายลมยามค่ำพัดผ่าน นำพาความหนาวเย็นและความหวาดหวั่น ทั้งสองรู้ดีว่าพวกเขาต้องรีบค้นหาความจริงให้ได้ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป...
ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินเมืองนี้ทั้งเมือง อี้เฟิงแอบมองเงาร่างที่จากไปของเสี่ยวหลิ่ง ภาวนาในใจให้อีกฝ่ายปลอดภัย
...
ดาบเล่มนั้นสะท้อนประกายสีครามเรืองรอง เมื่อถูกแสงตะเกียง อี้เฟิงค่อยๆ ชักดาบออกจากฝัก วางลงบนโต๊ะไม้หน้าขุนนางชั้นผู้ใหญ่หลายคนในห้องรับรองของจวนกุนซือ
“ดาบเล่มนี้หลอมจากแร่เหล็กน้ำแข็งจากเทือกเขาหิมะนิรันดร์” น้ำเสียงของเขาเรียบนิ่งแต่แฝงความมั่นใจ “ผสานกับเหล็กกล้าจากบ่อลาวาใต้พิภพ ใบดาบสามารถรองรับพลังพิเศษได้โดยไม่แตกสลาย”
ตู้ชิงเยว่ กุนซือพิษผู้มีชื่อเสียง ลูบเคราขาวยาวอย่างครุ่นคิด ดวงตาคมกริบจ้องมองดาบตรงหน้า “น่าสนใจ... แต่เ้ารู้ได้อย่างไรว่านี่คือแร่จากเทือกเขาหิมะนิรันดร์?”
อี้เฟิงยิ้มบาง “ดูจากลายแร่ที่แทรกอยู่ในเนื้อเหล็ก” เขาชี้ให้เห็นลวดลายสีฟ้าอ่อนที่พาดผ่านใบดาบ “และความเย็นที่แผ่ซ่านออกมา แม้จะผ่านการหลอมด้วยไฟร้อนแล้วก็ตาม มีเพียงแร่จากเทือกเขานั้นเท่านั้นที่มีคุณสมบัตินี้”
ตู้ชิงเยว่พยักหน้าอย่างพอใจ “เ้ามีความรู้เื่โลหะวิเศษมากทีเดียว... แล้วเ้าคิดอย่างไรกับสถานการณ์บ้านเมืองในตอนนี้?”
คำถามกะทันหันทำให้บรรยากาศในห้องตึงเครียดขึ้นทันที อี้เฟิงรู้ดีว่านี่คือการทดสอบ
“ข้าเป็เพียงพ่อค้าอาวุธธรรมดา” เขาตอบอย่างระมัดระวัง “แต่ข้าเห็นว่า... บางครั้งการเปลี่ยนแปลงก็จำเป็ โดยเฉพาะเมื่อระบบเก่าไม่สามารถรับมือกับภัยคุกคามใหม่ได้”
ตู้ชิงเยว่ยิ้มพร้อมพูด “น่าสนใจ... แต่พ่อค้าอาวุธธรรมดาจะรู้เื่การหลอมดาบพิเศษได้อย่างไร? บางทีเ้าอาจต้องพิสูจน์ความสามารถให้พวกเราเห็น”
ประตูห้องเปิดออก ทหารร่างกำยำสองนายเดินเข้ามา พร้อมกับดาบในมือ
“ข้าอยากเห็นว่าเ้าจะใช้ดาบที่เ้าหลอมได้ดีแค่ไหน” ตู้ชิงเยว่กล่าว
อี้เฟิงลุกขึ้นช้าๆ หยิบดาบครามเรืองแสงขึ้นมา การต่อสู้เริ่มต้นอย่างดุเดือด เขาต้องระวังไม่ให้แสดงวิชาตัวเบาที่เป็เอกลักษณ์ของตระกูลออกมา แต่ก็ต้องแสดงให้เห็นว่าเขามีฝีมือพอที่จะเป็ช่างหลอมดาบชั้นสูง
เสียงดาบปะทะกังวานก้อง อี้เฟิงใช้ความรู้เื่จุดอ่อนจุดแข็งของดาบแต่ละเล่มมาต่อสู้ แสดงให้เห็นว่าเขาเข้าใจธรรมชาติของโลหะทุกชนิดอย่างลึกซึ้ง
“พอแล้ว!” ตู้ชิงเยว่ะโสั่ง ทหารทั้งสองถอยออกไปทันที “น่าประทับใจมาก... ข้า้าดาบแบบนี้อีกห้าสิบเล่ม”
“ข้าน้อยยินดีรับใช้” อี้เฟิงโค้งตัวรับคำ
“และข้า้าให้เ้าดูแลการหลอมด้วยตัวเอง” ตู้ชิงเยว่ลุกขึ้นยืน “จะมีพิธีสำคัญในอีกไม่กี่วัน... ดาบเหล่านี้ต้องพร้อมก่อนถึงวันนั้น”
อี้เฟิงรับคำ ขณะที่ในใจเต้นระรัว... เขากำลังจะได้เข้าถึงความลับที่ซ่อนอยู่ในจวนแห่งนี้
“พรุ่งนี้มาที่จวนของข้า” ตู้ชิงเยว่สั่ง “เราจะสนทนาเื่รายละเอียดกัน... และอาจมีเื่อื่นที่น่าสนใจให้เ้าได้เรียนรู้”
เมื่อออกจากจวน อี้เฟิงรู้ดีว่าเขากำลังเดินเข้าไปในกับดัก แต่นี่คือโอกาสเดียวที่จะได้รู้ความจริงทั้งหมด... ความจริงที่อาจมีค่าเท่ากับชีวิตของเขา
...
แสงตะเกียงสลัวในห้องโถงใหญ่ของจวนกุนซือ หลี่อิงฮวาก้มหน้าอย่างนอบน้อมขณะเติมน้ำชาให้แขกผู้มีเกียรติ เสียงพูดคุยแ่เบาดังอยู่รอบตัว
“ทุกอย่างพร้อมแล้ว” เสียงของตู้ชิงเยว่ดังขึ้น “เทียนกังเฟยจากเมืองเจี้ยนอี้ และหลี่เหยียนซูจากเมืองเหวินจิ้ง ต่างก็ยืนยันความพร้อม”
หลี่อิงฮวาเก็บอาการสะท้านเมื่อได้ยินชื่อขุนพลผู้ทรงอิทธิพลจากสองเมือง เธอค่อยขยับตัวอย่างเงียบเชียบไปยังมุมห้อง ทำทีเป็จัดดอกไม้ในแจกัน
“กองกำลังลับจะเคลื่อนพลในคืนเดือนมืด” ชายชราในชุดขุนนางกล่าว “ทหารมารนับหมื่นซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเขาทางเหนือ พร้อมบุกเมื่อสัญญาณเริ่ม”
“และพิธีกรรมมารจะเริ่มในยามสามของคืนนั้น” เสียงหนึ่งเสริม “เด็กที่มีพลังพิเศษทั้งหมดจะถูกใช้เป็เครื่องสังเวย เพื่อเพิ่มพลังให้กองทัพมาร”
หลี่อิงฮวารู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง แต่มือที่จัดดอกไม้ยังคงนิ่งไม่สั่น
“รายชื่อผู้สนับสนุนทั้งหมดอยู่ในม้วนไผ่นี้” ตู้ชิงเยว่ชูม้วนไผ่เล็กๆ ขึ้น “ขุนนาง แม่ทัพ และผู้มีอิทธิพลจากทั่วทั้งเจ็ดเมือง ทุกคนพร้อมจะลุกขึ้นโค่นล้มระบบเก่า”
เมื่อการประชุมสิ้นสุดลง และแขกทั้งหมดแยกย้าย หลี่อิงฮวารออยู่จนดึก ก่อนจะแอบย่องเข้าไปในห้องทำงานของตู้ชิงเยว่
ในแสงจันทร์สลัว เธอค้นพบแผนที่ที่ถูกซ่อนไว้ใต้พรมทอ แสดงตำแหน่งการวางกำลังทหารและจุดโจมตีสำคัญ รายการอาวุธลับที่สั่งซื้อจากเมืองมาร และที่น่าใที่สุดคือจดหมายโต้ตอบระหว่างตู้ชิงเยว่กับาามารทั้งสาม
“เ้าคิดว่าเ้าทำอะไรอยู่?” เสียงเย็นเยียบดังขึ้นจากด้านหลัง
หลี่อิงฮวาชะงัก หัวใจเต้นระรัว แต่ก่อนที่เธอจะหันไป เงาร่างที่ปรากฏในห้องกลับเป็ของอี้เฟิงที่แอบเข้ามาเช่นกัน
“เราต้องรีบส่งข่าวให้เสี่ยวหลิ่ง” เธอกระซิบ “สถานการณ์ร้ายแรงกว่าที่คิด”
ทั้งสองรีบคัดลอกเอกสารสำคัญ และซ่อนไว้ในที่ปลอดภัย ก่อนจะแยกย้ายกันไปอย่างไร้ร่องรอย
ในความมืดของราตรี หลี่อิงฮวานึกถึงรายชื่อเด็กที่จะถูกใช้ในพิธีกรรม... ในรายชื่อมีน้องสาวของเสี่ยวหลิ่งและอี้เฟิง ปรากฏ ตัวเธอต้องหาทางช่วยพวกเขาให้ได้... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ขณะที่แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่าง เงาของนกพิราบขาวตัวหนึ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า พร้อมข่าวสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชะตากรรมของทั้งเจ็ดเมือง
...
ห้องรับรองส่วนตัวของตู้ชิงเยว่ถูกจุดด้วยตะเกียงน้ำมันหอม กลิ่นธูปและควันลอยจางๆ อบอวลในอากาศ อี้เฟิงนั่งตัวตรงอย่างสำรวมตรงหน้าโต๊ะชาไม้แดง ขณะที่กุนซือพิษจ้องมองเขาด้วยสายตาคมกริบ
“อี้เฟิง... หรือควรเรียกว่า ทายาทตระกูลอี้?” น้ำเสียงของตู้ชิงเยว่เรียบนิ่งแต่แฝงความอันตราย
อี้เฟิงนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ “ท่านรู้...”
“ข้ารู้ทุกอย่าง” ตู้ชิงเยว่ยิ้มบาง “รู้ว่าตระกูลของเ้าถูกทำลาย รู้ว่าเ้าต้องหลบซ่อนตัวมาตลอด... และรู้ว่าเ้ากำลังตามหาน้องสาว”
“น้องสาวข้า?” อี้เฟิงสะท้าน “ท่านรู้อะไรเกี่ยวกับนาง?”
ตู้ชิงเยว่หยิบม้วนไผ่เล็กๆ ออกมา “อี้ชิงเอ๋อร์... นางยังมีชีวิตอยู่ และกำลังได้รับการฝึกฝนพลังพิเศษ”
มือของอี้เฟิงสั่นเทาเล็กน้อย แต่เขาพยายามข่มความรู้สึก
“เ้ารู้ไหมว่าทำไมตระกูลของเ้าถึงล่มสลาย?” ตู้ชิงเยว่ถาม “เพราะพวกเขายึดติดกับระบบเก่า ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง... แต่เ้าไม่จำเป็ต้องเป็เช่นนั้น”
“ท่าน้าอะไรจากข้า?”
“ร่วมมือกับข้า” ตู้ชิงเยว่ลุกขึ้นยืน เดินวนรอบโต๊ะ “ข้าจะช่วยให้เ้าได้พบน้องสาว พร้อมกู้คืนศักดิ์ศรีตระกูลอี้ และมอบตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้เ้า เมื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้น”
อี้เฟิงนิ่งเงียบ สายตาจับจ้องที่ม้วนไผ่ที่อาจมีข้อมูลเกี่ยวกับน้องสาว
“แต่เ้าต้องพิสูจน์ความจงรักภักดีก่อน” ตู้ชิงเยว่กล่าวต่อ “ข้ามีภารกิจให้เ้า... มีคนที่กำลังสืบเื่ของพวกเรา คนที่อาจเป็อุปสรรคต่อแผนการ”
“ท่าน้าให้ข้า...?”
“กำจัดคนคนหนึ่ง” ตู้ชิงเยว่พูดเรียบๆ “หมอสมุนไพรที่เพิ่งเข้ามาในเมือง... เ้านั่นรู้มากเกินไป”
หัวใจของอี้เฟิงหล่นวูบ... คนที่ถูกกล่าวถึงคือเสี่ยวหลิ่ง
“ทำภารกิจนี้ให้สำเร็จ แล้วเ้าจะได้พบน้องสาว” ตู้ชิงเยว่วางกระบอกไม้ไผ่ลงตรงหน้าอี้เฟิง “แต่ถ้าเ้าล้มเหลว... เ้าคงไม่อยากรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับนาง”
อี้เฟิงค่อยๆ ยื่นมือไปหยิบกระบอกไม้ไผ่ ในหัวสับสนวุ่นวาย เขาต้องเลือกระหว่างการปกป้องคู่หมั้นแต่วัยเยาว์... หรือโอกาสที่จะได้ช่วยน้องสาวที่ดูแลกันมาั้แ่เล็ก
“ข้าจะทำให้สำเร็จ” เขาตอบเสียงเรียบ แต่ในใจกำลังคิดหาทางออก
“ดี...” ตู้ชิงเยว่ยิ้ม “เ้ามีเวลาสามวัน... อย่าทำให้ข้าผิดหวัง”
เมื่อออกจากจวน อี้เฟิงกำกระบอกไม้ไผ่แน่น สิ่งที่แล่นในหัวต้องรีบส่งข่าวให้เสี่ยวหลิ่ง แต่จะหาวิธีเช่นไรที่มิให้ตู้ชิงเยว่จับได้... เพราะชีวิตของน้องสาวกำลังแขวนอยู่บนเส้นด้าย
ดวงจันทร์ลอยเด่นบนฟ้า ส่องแสงสลัวลงมายังร่างของชายหนุ่มที่กำลังแบกรับภาระอันหนักอึ้ง ระหว่างความรักที่มีต่อน้องสาว และความรู้สึกที่มีต่อเสี่ยวหลิ่ง... เขาต้องหาทางรักษาทั้งสองสิ่งไว้ให้ได้ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้
...
แสงตะวันยามเย็นทอดเงายาวบนถนนในเมืองซิ่งหวา เสี่ยวหลิ่งนั่งรักษาคนไข้ในร้านน้ำชาเล็กๆ สายตาจับจ้องไปที่จวนกุนซือ ที่ซึ่งเขาเห็นอี้เฟิงเดินเข้าออกบ่อยครั้งใน่หลายวันที่ผ่านมา
“สามวันแล้ว...” เขาพึมพำกับตัวเอง มือจับชีพจรคนไข้แต่ความคิดล่องลอยไปไกล
เมื่อคืนก่อน เขาแอบเห็นอี้เฟิงเดินออกจากจวนในยามดึก สีหน้าของอีกฝ่ายเคร่งเครียดผิดปกติ และที่น่าสงสัยกว่านั้นคือกระบอกไม้ไผ่ที่กำแน่นในมือ
“ท่านหมอ...” เสียงคนไข้เรียก ดึงความคิดเขากลับมา
“ขออภัย” เสี่ยวหลิ่งพยายามรวบรวมสมาธิ แต่ภาพที่เขาเห็นเมื่อเช้ายังวนเวียนอยู่ในหัว... ภาพของอี้เฟิงกำลังสนทนากับทหารกลุ่มหนึ่งที่มีสัญลักษณ์แปลกตาที่ปลอกแขน... สัญลักษณ์เดียวกับที่เขาเคยเห็นในกลุ่มฏ
“มันต้องมีเหตุผล...” เขาปลอบตัวเอง พลางหยิบยาออกมาจ่ายให้คนไข้ “อี้เฟิงคงไม่มีทางทรยศเรา...”
แต่ทำไมอี้เฟิงถึงไม่ยอมบอกว่าเกิดอะไรขึ้น? ทำไมถึงหลบสายตาเขาทุกครั้งที่พบกัน? และทำไมถึงมีท่าทีลับๆ ล่อๆ เวลาที่มีคนพูดถึงกุนซือพิษ?
เสียงฝีเท้าด้านนอกทำให้เสี่ยวหลิ่งเงยหน้าขึ้น อี้เฟิงเดินผ่านหน้าร้าน สายตาของทั้งสองสบกันชั่วครู่ แต่พฤติกรรมผิดแผก อี้เฟิงจะรีบก้มหน้ารีบเดินจาก
หัวใจของเสี่ยวหลิ่งบีบรัด เขาเทียบเคียงความอบอุ่นในดวงตาคู่นั้นเมื่อครั้งแรกในป่า... แต่ตอนนี้ มันกลับเ็าและห่างเหิน
“บางที... เราอาจจะเชื่อใจผิดคน” เสียงกระซิบในหัวดังขึ้น แต่หัวใจของเขากลับปฏิเสธความคิดนั้น
ยามค่ำคืน เสี่ยวหลิ่งนั่งอยู่ในห้องพักเล็กๆ ของตน มือถือจดหมายที่หลี่อิงฮวาส่งมา... จดหมายที่บอกถึงแผนการของฏ และรายชื่อผู้ร่วมมือ
“ถ้าอี้เฟิงเป็ส่วนหนึ่งของพวกเขาจริงๆ...” เขาพึมพำ น้ำเสียงสั่นเครือ “ถ้าเขากำลังหลอกใช้เรา...”
ระหว่างที่คิด ภาพความทรงจำก่อนหน้านี้ผุดขึ้นมา... ภาพของการต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ภาพของรอยยิ้มและเสียงหัวเราะที่จริงใจ ภาพของดวงตาที่เปี่ยมด้วยความห่วงใยยามที่เขาาเ็
“ไม่...หรอก” เสี่ยวหลิ่งสั่นศีรษะ “ต้องมีอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้... ต้องมีเหตุผลบางอย่าง”
แต่ความกังวลก็ยังกัดกินหัวใจ... หากเขาเชื่อใจผิด มันอาจหมายถึงความล้มเหลวของภารกิจทั้งหมด อาจหมายถึงชีวิตของผู้บริสุทธิ์มากมาย... และอาจหมายถึงการสูญเสียคนที่เขารักอีกครั้ง
เสี่ยวหลิ่งลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองดูดวงจันทร์ที่ลอยเด่นอยู่บนฟ้า ดวงจันทร์ดวงเดียวกับที่เคยส่องแสงให้พวกเขาในคืนที่พบกันครั้งแรก
“ข้าควรทำอย่างไรดี?” เขาถามดวงจันทร์ “เชื่อใจสัญชาตญาณที่บอกว่าเขายังคงเป็คนเดิม...”
สายลมยามค่ำพัดผ่าน พาความหนาวเย็นและความไม่แน่นอนมาด้วย... เช่นเดียวกับหัวใจของเสี่ยวหลิ่งที่กำลังต่อสู้ระหว่างมิตรภาพและความระแวง ระหว่างความเชื่อใจและความกลัว
...
เสี่ยวหลิ่งได้ยินข่าวลือเื่อี้เฟิงเข้าร่วมกับฝ่ายฏจากหลายแหล่ง ทุกครั้งที่ได้ยินเขารู้สึกเ็ปและโกรธแค้น แต่ลึกๆ กลับมีบางสิ่งทำให้เขาไม่อยากเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ยามเช้าในตลาด เมื่อสายตาของทั้งสองสบกันโดยบังเอิญ เสี่ยวหลิ่งกลับเห็นแววตาที่แตกต่างจากทุกครั้ง แววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
มือของเสี่ยวหลิ่งเผลอลูบแผลที่แขนเบาๆ าแที่ได้มาจากการแอบสืบข่าว ภาพดวงตาที่มองมาด้วยความห่วงใยของอี้เฟิงยังคงชัดเจนในความทรงจำ ยิ่งทำให้จิตใจของเขาสับสนวุ่นวาย อยากได้คำตอบที่แท้จริง
เขาหยิบตะเกียงกระดาษออกมา วางไว้ที่หน้าต่างตามที่เคยนัดหมายกันไว้ หวังว่าสัญญาณนี้จะถึงอี้เฟิง... หวังว่าจะได้พบกันในคืนนี้ เพื่อฟังคำอธิบายที่อาจทำให้เขาเข้าใจทุกอย่าง
...
ในคืนที่เดือนถูกเมฆดำบดบัง เงาร่างสองร่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วผ่านตรอกแคบในเมืองซิ่งหวา เสี่ยวหลิ่งรอคอยอยู่ในมุมมืดของตรอกเปลี่ยว
ใบหน้าที่เคยอ่อนโยนบัดนี้เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด เขารู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่คุ้นเคย ก่อนที่อี้เฟิงจะปรากฏตัวขึ้นในชุดสีดำสนิท
“เ้ามาก็ดีแล้ว ข้า้าคำอธิบาย” เสี่ยวหลิ่งเอ่ยเสียงเย็น มือกำด้ามกระบี่แน่น “เ้าเข้าร่วมกับพวกมันจริงหรือ?”
อี้เฟิงยืนนิ่ง ใบหน้าเก็บความรู้สึก แต่ดวงตายังปรากฏแววเ็ป “บางเื่... ข้าไม่สามารถอธิบายได้”
“ไม่สามารถอธิบาย?” เสี่ยวหลิ่งหัวเราะ น้ำเสียงเขาแฝงด้วยความเ็ป “ทุกครั้งที่ข้าลอบเข้าไป ข้าเห็นเ้าฝึกวิชากับพวกมัน เ้าร่วมวางแผนโจมตี... เ้าทำลายทุกอย่างที่พวกเราเคยมีร่วมกัน”
อี้เฟิงก้าวเข้ามาหนึ่งก้าว มือสั่นเล็กน้อยราวกับจะเอื้อมไปหาอีกฝ่าย แต่ก็ชะงักกลางคัน “เสี่ยวหลิ่ง... บางครั้งความจริงไม่ได้เป็อย่างที่เห็น”
“แล้วอะไรคือความจริง?” เสี่ยวหลิ่งตวัดกระบี่ขึ้นกั้นระหว่างทั้งสอง แสงจากคบไฟริมตรอกสะท้อนบนใบกระบี่วูบไหว “ข้าไว้ใจเ้า... ข้าคิดว่าเ้าต่างจากคนอื่น”
อี้เฟิงหลับตาลงชั่วครู่ ความเ็ปฉายชัดบนใบหน้า “ข้าก็หวังให้เป็เช่นนั้น... แต่บางครั้งเราก็ไม่สามารถเลือกหนทางของตนเองได้”
“เ้าพูดถูก” เสี่ยวหลิ่งกระชับด้ามกระบี่แน่นขึ้น “เพราะตอนนี้ข้าก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน”
บรรยากาศตอนนี้หนักอึ้งคล้ายอากาศกำลังจะแข็งตัว ทันใดนั้น กระบี่คู่ที่เคยตอบสนองกันอย่างกลมกลืนก็เริ่มสั่นไหว แสงสีฟ้าอ่อนที่เคยเปล่งประกายเมื่อครั้งฝึกวิชาผูกพันร่างกระบี่ด้วยกัน บัดนี้กลับวูบไหวอย่างไร้จังหวะ ความไม่ลงรอยในจิตใจส่งผลให้พลังที่เคยประสานกันเริ่มแปรปรวน เสี่ยวหลิ่งรู้สึกถึงความเ็ปที่แล่นขึ้นมาตามเส้นลมปราณ ขณะที่อี้เฟิงก็เผลอยกมือขึ้นกุมหน้าอกที่ปวดร้าว ราวกับร่างกายของทั้งคู่กำลังประท้วงการแตกแยกนี้
“เสี่ยวหลิ่ง...” อี้เฟิงเอ่ยเสียงแ่เบา “หากวันหนึ่งทุกอย่างจบลง ข้าหวังว่าเ้าจะเข้าใจ...”
“แต่ตอนนี้ข้าไม่เข้าใจ" เสียงของเสี่ยวหลิ่งสั่นเครือ "และข้าไม่รู้ว่าจะไว้ใจเ้าได้อีกหรือไม่”
เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยดังมาแต่ไกล อี้เฟิงเหลือบมองไปทางปากตรอกก่อนจะหันกลับมา “ข้าต้องไปแล้ว... แต่จำไว้ เสี่ยวหลิ่ง บางครั้งสิ่งที่ยากที่สุดคือการเชื่อใจ แม้ในยามที่ทุกอย่างดูเหมือนจะบอกให้เราทำตรงกันข้าม”
ร่างของอี้เฟิงหายวับไปในความมืด ทิ้งไว้เพียงเสี่ยวหลิ่งที่ยืนนิ่งอยู่กับความว่างเปล่า มือที่กำด้ามกระบี่คลายออกช้าๆ หยดน้ำใสร่วงหล่นกระทบพื้น ไม่มีใครรู้ว่าเป็น้ำค้างยามราตรีหรือน้ำตาที่ไหลรินจากดวงตาที่เคยเปี่ยมด้วยความไว้ใจ
สายลมเย็นพัดผ่าน พาความหนาวเหน็บเข้าสู่หัวใจที่แตกสลาย ในคืนที่ไร้แสงจันทร์ ความไว้เนื้อเชื่อใจถูกทดสอบ และบางครั้ง การรักษามิตรภาพไว้อาจเป็เื่ยากยิ่งกว่าการต่อสู้กับศัตรูเสียอีก
...
อี้เฟิงนั่งนิ่งในห้องลับใต้จวนของตู้ชิงเยว่ แสงตะเกียงสลัวส่องให้เห็นม้วนกระดาษมากมายที่กระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะ เขาจดบันทึกอย่างรวดเร็วด้วยพู่กันจุ่มหมึก พยายามจดจำทุกรายละเอียดของแผนการฏที่ได้ยินจากการประชุมลับเมื่อครู่
“ข้าต้องทำให้สมจริงที่สุด” เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะซ่อนม้วนกระดาษเล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ “แม้ว่ามันจะหมายถึงการทำร้ายจิตใจเ้า... เสี่ยวหลิ่ง”
เสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล อี้เฟิงรีบเก็บกระดาษที่เหลือ ก่อนจะหยิบแผนที่การวางกำลังของฏขึ้นมาแทน เมื่อประตูเปิดออก เขาแสร้งทำเป็กำลังศึกษาแผนที่อย่างตั้งใจ
“อี้เฟิง” เสียงของตู้ชิงเยว่ดังขึ้น “เ้าทุ่มเทกับงานมากทีเดียว”
“ข้าเพียง้าพิสูจน์ความจงรักภักดี ท่านกุนซือ” อี้เฟิงลุกขึ้นคำนับ ใบหน้าเรียบเฉยความรู้สึกสงบ
“ดี... ดีมาก” ตู้ชิงเยว่ยิ้มบาง “แต่ข้าได้ยินมาว่า เ้ายังติดต่อกับคนในเมืองอยู่?”
หัวใจของอี้เฟิงเต้นแรง แต่สีหน้ายังคงนิ่งสนิท “ข้าเพียง้ารวบรวมข่าวสาร เพื่อประโยชน์ของพวกเรา”
“แน่นอน...” ตู้ชิงเยว่เดินวนรอบโต๊ะ “แต่ระวังไว้... บางครั้งการติดต่อกับคนนอกมากเกินไป จะนำพาให้เกิดข้อสงสัยได้”
“ข้าเข้าใจ" อี้เฟิงก้มหน้า "ข้าจะระมัดระวังมากขึ้น”
เมื่อตู้ชิงเยว่จากไป อี้เฟิงถอนหายใจยาว เขาหยิบม้วนกระดาษเล็กออกมาอีกครั้ง ข้อความลับที่ต้องส่งให้อี้เจี้ยนหัว อาสามของเขา ผู้แฝงตัวเป็พ่อค้าในเมือง
“อีกไม่นาน...” เขาพึมพำ ขณะม้วนกระดาษให้เล็กที่สุด “ทุกอย่างจะจบลง...”
คืนนั้น อี้เฟิงนอนไม่หลับ ภาพใบหน้าเ็ปของเสี่ยวหลิ่งยังคงติดตาเขา ทุกครั้งที่ต้องแสดงตัวเป็ฝ่ายฏ ทุกครั้งที่ต้องพูดโกหก มันกัดกินหัวใจเขาทีละน้อย
“ข้าขอโทษ เสี่ยวหลิ่ง...” เขาพูดกับตนเองแ่เบาในความมืด “ข้าไม่สามารถบอกความจริงกับเ้าได้ ไม่ใช่ตอนนี้... มันอันตรายเกินไป”
เขาลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่าง มองดูแสงจันทร์ที่ลอดผ่านก้อนเมฆ เหมือนความหวังริบหรี่ที่ซ่อนอยู่ในความมืดมิด เขารู้ดีว่าทุกย่างก้าวของเขาถูกจับตามอง ทุกการกระทำถูกสงสัย แม้แต่ความฝันก็ยังไม่ปลอดภัย
ในมุมห้อง เขาซ่อนรหัสลับและแผนที่ไว้ใต้แผ่นกระดาน ทุกวันเขาต้องแสร้งแสดงละครอันแสนเ็ป แสร้งทำเป็ทรยศ ทำลายความไว้ใจ เพื่อปกป้องคนที่เขารัก
“หากเ้ารู้ความจริง..." อี้เฟิงกระซิบกับสายลม "เ้าจะให้อภัยข้าไหม เสี่ยวหลิ่ง?”
เสียงนกยามราตรีร้องแว่วมาแต่ไกล ราวกับเสียงตอบรับอันเศร้าสร้อย ในความมืดนี้ อี้เฟิงต้องเดินต่อไป แม้จะเ็ป แม้จะโดดเดี่ยว เพราะบางครั้ง การปกป้องคนที่รักที่สุด ก็ต้องแลกมาด้วยการทำร้ายพวกเขา ด้วยความหวังว่าสักวัน... ทุกอย่างจะคุ้มค่า
...
“จับสายลับได้แล้ว!” เสียงทหารดังก้องในลานกว้าง ขณะที่ร่างในชุดดำถูกลากเข้ามา เืหยดจากาแทิ้งรอยไว้บนพื้นหิน
ตู้ชิงเยว่ก้าวออกมาจากระเบียง รอยยิ้มเยือกเย็นปรากฏบนใบหน้า “อี้เฟิง... เ้าพิสูจน์ความจงรักภักดีมามากพอแล้ว ข้าจะให้โอกาสเ้าอีกครั้ง... จัดการมัน”
อี้เฟิงยืนนิ่ง มือกำด้ามกระบี่แน่น ขณะที่สายตาจับจ้องร่างที่ถูกมัดอยู่ตรงหน้า เขารู้จักคนผู้นี้ดี... หนึ่งในสายลับที่อี้เจี้ยนหัวส่งมา
ในเงามืดของเสาหิน เสี่ยวหลิ่งยืนนิ่งอยู่ ลมหายใจแทบหยุดชะงัก เขาแอบเข้ามาในจวนเพื่อตามหาหลักฐาน แต่กลับต้องมาเผชิญกับภาพตรงหน้า
“ทำไมลังเลล่ะ?” ตู้ชิงเยว่เอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความระแวง “หรือว่า... เ้ารู้จักมัน?”
อี้เฟิงชักกระบี่ออกจากฝัก เสียงโลหะเสียดสีดังกังวานในความเงียบ “ข้าเพียงกำลังเลือกจุดที่เหมาะสม... ท่านกุนซือ”
สายลับผู้นั้นเงยหน้าขึ้น ดวงตาฉายแววยอมรับชะตากรรม เขารู้ดีว่าอี้เฟิงไม่มีทางเลือก
เสี่ยวหลิ่งกำแน่นที่ผนัง หัวใจเต้นระรัว ภาพตรงหน้าทำให้เขาแทบกลั้นหายใจ อี้เฟิงที่เขารู้จัก... จะทำเช่นนั้นจริงหรือ?
อี้เฟิงยกกระบี่ขึ้น แสงจันทร์สะท้อนบนคมกระบี่วูบไหว “ข้าจะไม่ให้เ้าต้องทรมาน...” เขาเอ่ยเสียงเรียบ
ตู้ชิงเยว่ยิ้มพอใจ ขณะที่ทหารรอบด้านเริ่มกระชับวงล้อม
กระบี่พุ่งลงอย่างรวดเร็ว เสียงลมหวีดหวิว... แต่แทนที่จะพุ่งเข้าหาสายลับ มันกลับตวัดตัดเชือกที่มัดเขาอยู่!
“ระวัง!” เสียงะโดังขึ้นพร้อมกับควันะเิพุ่งกระจาย อี้เฟิงผลักร่างสายลับให้กลิ้งไปทางเสาหินที่เสี่ยวหลิ่งซ่อนตัว
“จับมัน!” ตู้ชิงเยว่ะโสั่ง ขณะที่ทหารวิ่งกรูเข้ามา
เสี่ยวหลิ่งไม่รอช้า เขาพุ่งออกจากที่ซ่อน คว้าตัวสายลับที่าเ็ สายตาสบกับอี้เฟิงเพียงชั่วครู่... แต่ในดวงตานั้นบอกทุกอย่าง
“ไป!” อี้เฟิงะโ พลางหมุนกระบี่ต้านทานการโจมตีจากทุกทิศ “ข้าจะหาทางตามไป!”
เสี่ยวหลิ่งลังเลเพียงเสี้ยวเวลา ก่อนนำพาสายลับหลบหนีไป หัวใจเต้นรัวด้วยความสับสน ความเชื่อใจที่เคยสั่นคลอนเริ่มก่อตัวขึ้นใหม่... แต่บัดนี้ อี้เฟิงกำลังตกอยู่ในอันตราย
“ทรยศ!” ตู้ชิงเยว่คำราม พลางพุ่งเข้าโจมตีอี้เฟิงด้วยพลังมาร “ข้าน่าจะรู้... เ้าไม่เคยจงรักภักดีต่อพวกเรา”
อี้เฟิงต้านรับการโจมตี รอยยิ้มบางเผยบนใบหน้า “ข้าจงรักภักดีต่อสิ่งที่ถูกต้องเสมอ... และนั่นไม่ใช่พวกเ้า”
การต่อสู้ประทุขึ้นในความมืด อี้เฟิงเคลื่อนกายเข้าสู่ท่าประจำตระกูล กระบี่ในมือพลิ้วไหวดั่งสายลม เขาเผชิญหน้ากับศัตรูนับสิบที่ล้อมรอบ ด้วยท่วงท่าสง่างามที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน
เพียงชั่วพริบตา ร่างของเขาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศ กระบี่ในมือเปล่งประกายวาววับท่ามกลางความมืด หมุนวนเป็วงกลมรอบตัว สร้างม่านแสงที่ป้องกันการโจมตีจากทุกทิศทาง ทหารนับสิบนายถูกกวาดล้มในพริบตา
ตู้ชิงเยว่พุ่งเข้าโจมตีด้วยพลังมารสีดำ แต่อี้เฟิงกลับรับมือได้อย่างงดงาม เขาใช้วิชาตัวเบาขั้นสูงหลบหลีก พลางใช้กระบี่สกัดจุดอ่อนของพลังมาร ท่วงท่าการต่อสู้ของเขาผสมผสานความแข็งแกร่งและความอ่อนช้อย ราวกับกำลังร่ายรำบทเพลงแห่งการต่อสู้
“นี่คือวิชากระบี่ขั้นสูงของตระกูลอี้!” เสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่ทหาร บางคนถึงกับถอยกรูดด้วยความเกรงกลัว เมื่อเห็นพลังที่แท้จริงของทายาทตระกูลดัง
แม้จะต้องต่อสู้เพียงลำพัง แต่อี้เฟิงก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือระดับสุดยอดที่สืบทอดมาจากตระกูล ทุกการเคลื่อนไหวล้วนคำนวณอย่างแม่นยำ ทุกการโจมตีล้วนทรงพลัง จนแม้แต่ตู้ชิงเยว่เองก็ต้องประหลาดใจในความสามารถที่ซ่อนไว้มาตลอด
...
ในห้องใต้ดินที่ซ่อนตัวอยู่ เสี่ยวหลิ่งตั้งใจดูหลี่อิงฮวากำลังรักษาสายลับที่าเ็ ใจหนึ่งยังสับสนกับเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้น ภาพของอี้เฟิงที่เสี่ยงชีวิตช่วยสายลับยังคงแจ่มชัดในความทรงจำ
“เขาส่งข่าวมาแล้ว” หลี่อิงฮวาเอ่ยขึ้น พลางหยิบม้วนกระดาษเล็กๆ จากแขนเสื้อ “และนี่... ข้าพบบางอย่างในห้องลับของตู้ชิงเยว่”
เธอคลี่ม้วนกระดาษออก เผยให้เห็นแผนที่การวางกำลังและรายชื่อผู้ร่วมฏ “ทุกอย่างที่อี้เฟิงบอกเป็ความจริง... เขาแฝงตัวเข้าไปเพื่อรวบรวมหลักฐานมาตลอด”
เสี่ยวหลิ่งนิ่งไป มือกำม้วนกระดาษแน่น ความรู้สึกผิดและโล่งใจปะปนกัน “ข้าน่าจะเชื่อใจเขามากกว่านี้...”
“ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเสียใจ” สายลับที่าเ็เอ่ยขึ้น “อี้เฟิงกำลังตกอยู่ในอันตราย... และแผนของตู้ชิงเยว่กำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่กี่วัน”
“เราต้องช่วยเขา” เสี่ยวหลิ่งลุกขึ้นอย่างเด็ดเดี่ยว “การแฝงตัวของเขาจะไม่สูญเปล่า”
หลี่อิงฮวาพยักหน้า “ข้าได้ติดต่อกับกลุ่มต่อต้านในเมืองแล้ว พวกเขาพร้อมจะลุกฮือขึ้นเมื่อถึงเวลา”
“และนี่คือแผนการทั้งหมด” สายลับชี้ไปที่แผนที่ “ตู้ชิงเยว่วางแผนจะใช้พิธีกรรมมารในคืนเดือนมืด... เขาจะเปิดประตูมิติเพื่อปลดปล่อยพลังมารทั้งหมด”
เสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากบันได อี้เจี้ยนหัวปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับใบหน้าเคร่งเครียด “สถานการณ์อี้เฟิงตอนนี้กำลังแย่”
“เราต้องทำอะไรสักอย่าง!” เสี่ยวหลิ่งกำมือแน่น
“ไม่ได้” อี้เจี้ยนหัวส่ายหน้า “หากเราบุกเข้าไปตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า... และคนบริสุทธิ์จะตาย”
ความเงียบอันหนักอึ้งปกคลุมห้อง เสี่ยวหลิ่งรู้ดีว่านี่คือการตัดสินใจที่ยากที่สุด... ระหว่างการช่วยคนกับบการปล่อยให้แผนการดำเนินต่อไป
“เรามีเวลาสามวัน” หลี่อิงฮวาเอ่ยขึ้น “ก่อนที่พิธีกรรมจะเริ่ม... เราต้องใช้เวลานี้ให้คุ้มค่าที่สุด”
เสี่ยวหลิ่งหลับตาลง สูดหายใจลึก ก่อนจะลืมตาขึ้นด้วยแววตามุ่งมั่น “รวบรวมทุกคนที่ไว้ใจได้... เราจะต้องวางแผนให้รอบคอบ”
“และอี้เฟิง?” อี้เจี้ยนหัวถาม
“เขาต้องรอด” เสี่ยวหลิ่งตอบเสียงแข็ง “เขาเสี่ยงทุกอย่างเพื่อพวกเรา... ถึงเวลาที่พวกเราต้องทำเพื่อเขาบ้าง”
คืนนั้น ในห้องใต้ดินที่แสงตะเกียงสลัว กลุ่มคนที่มุ่งมั่นจะเปลี่ยนแปลงโชคชะตาได้รวมตัวกัน วางแผนการที่จะพลิกประวัติศาสตร์ หลี่อิงฮวาเริ่มร่างแผนที่จุดสำคัญ อี้เจี้ยนหัวส่งข่าวไปยังพันธมิตรลับ และเสี่ยวหลิ่ง... เขาจับด้ามกระบี่แน่น พร้อมที่จะเผชิญกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่กำลังจะมาถึง
ลมหายใจของการเปลี่ยนแปลงเริ่มพัดผ่าน และในความมืดมิดนี้ แสงสว่างแห่งความหวังเริ่มก่อตัว แม้จะริบหรี่ แต่มันก็พร้อมจะลุกโชนขึ้นเมื่อถึงเวลา ดั่งเช่นความเชื่อใจที่ถูกทดสอบจนแกร่งกล้า พร้อมที่จะเผชิญกับพายุร้ายที่กำลังจะมาถึง