ตอนที่ 5
ภาพลักษณ์ที่ดี
มี่จื่อเห็นสีหน้าตื่นใขององค์ชายหลี่หย่งเล่อนางพลันลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าตื่นใเช่นกันหญิงสาวรีบหันหลังให้เขาด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจ
“องค์ชายมาเยี่ยมน้องสาม เชิญพระองค์เพคะ” นางกล่าวจบก็รีบร้อนลุกขึ้นเดินก้มหน้าออกไปโดยที่ไม่หันหน้ามามองอีกฝ่าย
องค์ชายหลี่หย่งเล่อยกมือค้างไว้กลางอากาศเหมือนจะเรียกนางไว้แต่นางเดินเร็วมาก ไม่ทันไรร่างบางก็เดินผ่านหน้าเขาก้าวขาออกนอกประตูไปแล้วจึงได้แต่มองตามหลังนาง พลางย่นหัวคิ้วด้วยความรู้สึกแปลกใจ
มี่จื่อพอก้าวเท้าโผล่พ้นขอบประตูหน้าห้องนอนน้องสามมาได้พลันถอนหายใจยาวมือบางยกขึ้นทาบอกด้วยความโล่งใจ‘เกือบไปแล้ว’
ว่าแต่เมื่อครู่นี้เขาคงไม่ทันได้เห็นใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมของนางหรอกนะมี่จื่อยกมือขึ้นแตะสองแก้มนวลด้วยความรู้สึกประหม่า พลางหันไปสั่งสาวใช้ “พวกเ้าทั้งสองอยู่เฝ้าน้องสามอยู่ที่นี่ก่อนข้าจะกลับเรือนสักประเดี๋ยว”
“เ้าค่ะ” สาวใช้ทั้งสองรับคำมองตามหลังคุณหนูรองด้วยสีหน้าสงสัย แต่ก็ไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ
มี่จื่อเดินออกมาจากเรือนของน้องสามซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเรือนของนางมากนัก ระหว่างเรือนทั้งสองหลังมีสวนดอกไม้คั่นกลางเอาไว้แต่มี่จื่อไม่มีกะจิตกะใจเดินเอ้อระเหยชื่นชมความงามตรงหน้านางเดินตรงลิ่วเข้าไปในเรือนพร้อมกับปิดประตูแ่า
สิ่งแรกที่นางจะทำคือการนั่งลงหน้าคันฉ่องแล้วสำรวจใบหน้าของตนเอง มี่จื่อพบว่าใต้ตาทั้งสองข้างปรากฏรอยคล้ำเด่นชัดเนื่องจากการอดหลับอดนอนมาทั้งคืนนางรู้สึกไม่มั่นใจยามถูกผู้อื่นจ้องมองใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมของตนแต่ยกเว้นเฉพาะคนในจวนไว้เพราะพวกเขาล้วนคุ้นชินกันเป็อย่างดีั้แ่นางยังเล็กจนเติบโตเป็หญิงสาว
ถึงแม้นางจะตัดใจจากองค์ชายหลี่หย่งเล่อได้แล้วก็ตามทีแต่ก็ไม่ได้อยากให้ภาพลักษณ์ดูแย่ในสายตาของผู้อื่นอยู่ดีดังนั้นนางจึงหยิบตลับแป้งออกมาผัดหน้าตามต่อด้วยการวาดคิ้วดำเข้มทั้งสองข้างพร้อมกับเติมแก้มและปากด้วยชาดสีแดงเหมือนที่เคยทำทุกครั้ง
นางมองดูใบหน้าของตนเองในคันฉ่องอีกครั้งด้วยความพอใจแป้งหนาเตอะถูกฉาบไว้บนใบหน้างามจนมิดสองแก้มนวลอมชมพูบัดนี้แปรเปลี่ยนเป็สีแดงเข้มไม่ต่างจากริมฝีปากแดงสักนิดแม้กระทั่งรอยคล้ำใต้ตาก็ถูกกลบไปจนหมดเช่นกันมี่จื่อยกยิ้มให้กับฝีมือการแต่งหน้าของตนเอง ลุกขึ้นไปหยิบชุดออกมาจากหีบผลัดเปลี่ยนให้กับตนเองอย่างคล่องแคล่วก่อนเปิดประตูเดินออกมาจากเรือนด้วยสีหน้ามั่นอกมั่นใจ
นางเดินกลับมาที่เรือนของน้องสามอีกครั้งสาวใช้ทั้งสองยังคงยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องเช่นเดิมแสดงว่าองค์ชายหลี่หย่งเล่อยังอยู่ด้านใน มี่จื่อไม่คิดที่จะเข้าไปด้านในนางจึงให้เสี่ยวอี้ยกเก้าอี้ออกมาให้นั่งข้างระเบียงพร้อมกับจิบน้ำชาระหว่างที่รอ
อีกครู่ต่อมาองค์ชายหลี่หย่งเล่อเดินออกมาจากในห้องตงอิงเขาเห็นมี่จื่อกำลังถือจอกชาเป่าไล่ความร้อนนั่งหันด้านข้างให้กับเขาจึงหยุดยืนเพื่อทักทายสักเล็กน้อยก่อนกลับ
“คุณหนูมี่จื่อ”
มี่จื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของเขาตอนที่เดินออกมาจากห้องของน้องสามก่อนหน้าแล้วแต่ไม่คิดว่าเขาจะเอ่ยเรียกชื่อนางจึงยังคงแกล้งทำเหมือนไม่ได้ยินนั่งจิบชาอยู่เช่นเดิมจนกระทั่งเขาเอ่ยเรียกชื่อนาง ถึงได้หันหน้ากลับไปมอง
“องค์ชายจะเสด็จกลับแล้วหรือเพคะ” นางลุกขึ้นยืนย่อกายเล็กน้อยกล่าวถามเขาตามมารยาท
“อืม” หลี่หย่งเล่อขานรับในลำคอมองดูใบหน้าที่เต็มไปด้วยเครื่องประทินโฉมของนาง “เ้าคงเหน็ดเหนื่อยมาทั้งคืนควรที่จะพักผ่อนบ้าง”
จากนั้นก็เดินออกจากเรือนไปทิ้งคำพูดไว้ให้คนฟังรู้สึกแปลกใจไม่น้อย
‘เขาเป็ห่วงนางหรือ’
คำถามแรกลอยเข้ามาในหัวของนางก่อนที่มี่จื่อส่ายหน้าไม่ค่อยเชื่อนัก
‘เป็ไปไม่ได้ที่องค์ชายจะห่วงใยนาง เขาคงกล่าวไปตามมารยาทเพียงเท่านั้น’
มี่จื่อสะบัดไล่ความคิดเมื่อครู่นี้ออกจากหัวเดินกลับเข้าห้องของน้องสามเพื่อดูแลน้องสาวต่างมารดาต่อ
องค์ชายหลี่หย่งเล่อเดินออกมาขึ้นรถม้าที่หน้าจวนตระกูลฉินความรู้สึกคันยุบยิบในอกมันคืออะไรกันแน่ และเมื่อครู่นี้ตนเองเป็อะไรไปเหตุใดถึงได้เอ่ยคำแลดูห่วงใยคุณหนูมี่จื่อเช่นนั้นออกไปได้
รถม้าเคลื่อนตัวออกไปอย่างช้าๆก่อนที่จะเร่งความเร็วขึ้นเมื่อเข้าสู่ถนนสายหลัก และหยุดลงในเวลาถัดมาเมื่อถึงวังขององค์ชายสิบสาม
คนขับรถม้าหยุดรถนานแล้วแต่องค์ชายหลี่หย่งเล่อยังคงนั่งนิ่งอยู่ในรถม้าไม่ขยับเขยื้อนฮั่วหลงลูกน้องคนสนิทจึงเอ่ยแจ้ง ส่งผลให้ด้านในรถม้ามีการเคลื่อนไหวเล็กน้อย ก่อนที่องค์ชายหลี่หย่งเล่อจะก้าวขาออกมาจากรถม้าและเดินเข้าตำหนักไปด้วยแววตาเหม่อลอยเล็กน้อยแต่ถึงกระนั้นลูกน้องคนสนิทก็สามารถจับสังเกตสีหน้าท่าทางของผู้เป็นายได้ชัดเจน
ตงอิงรู้สึกตัวอีกครั้งในปลายยามซื่อสร้างความดีอกดีใจให้กับมี่จื่อเป็อย่างมาก“เร็วเข้าเสี่ยวอี้ รีบไปแจ้งท่านแม่กับแม่รอง”
เสี่ยวอี้รับคำคุณหนูรีบวิ่งออกจากเรือนไปอย่างรวดเร็ว มี่จื่อหันมาจับมือน้องสาวต่างมารดาใบหน้าปรากฏสีหน้าโล่งอก “น้องสามในที่สุดเ้าก็ฟื้นเสียที”
ตงอิงสบตากับใบหน้าที่คุ้นเคยด้วยสีหน้าซีดเซียว “พี่รอง ข้าหิวน้ำ”
มี่จื่อกุลีกุจอรินน้ำใส่จอกให้กับน้องสาม “ค่อยๆ ดื่ม” นางยกจอกน้ำชาจรดที่ริมฝีปากตงอิงอย่างระมัดระวังพร้อมทั้งประคองหัวให้ยกขึ้นเล็กน้อย
ตงอิงดื่มน้ำไปถึงสามจอกถึงรู้สึกชุ่มคอพลางมองดูไปรอบๆ ห้องที่คุ้นเคย“ข้าหลับไปนานเลยหรือเ้าคะ”
“เ้าหลับไปหนึ่งคืนกับอีกหนึ่งวัน” มี่จื่อกล่าวบอกกับน้องสาวต่างมารดาพร้อมกับเอื้อมมือไปแตะที่หน้าผากของตงอิงเบาๆ “ตัวก็ไม่ร้อนแล้วยังรู้สึกปวดหัวอยู่หรือไม่”
ตงอิงยกยิ้มจางๆยกมือขึ้นแตะศีรษะตนเอง รู้สึกได้ถึงอาการเจ็บจี๊ดๆ บริเวณหน้าผากด้านซ้าย “นิดหน่อยเ้าค่ะ”
“หมอหลวงบอกว่านอกจากแผลที่หน้าผากด้านซ้ายแล้วกระดูกที่ขาด้านขวาของเ้าก็หักไปสองท่อนเช่นกัน” มี่จื่อมองดูสภาพของน้องสาวพลันรู้สึกปวดใจนางรักและทะนุถนอมน้องสาวต่างมารดาคนนี้มากไม่เคยเลยสักครั้งที่จะต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้เลย
“อย่าเพิ่งขยับตัว” มี่จื่อรีบกล่าวห้ามเมื่อเห็นว่าตงอิงกำลังจะขยับขาข้างที่ด้ามด้วยไม้นางจึงช่วยประคองให้นั่งพิงหัวเตียง
“พี่สาม เส้าอิงเป็ห่วงพี่แทบแย่ แต่ท่านแม่ไม่ยอมให้เส้าอิงมาหาท่าน”ฉินเส้าอิงเด็กชายวัยห้าขวบที่เกิดจากฮูหยินสามวิ่งเข้ามาภายในห้องตงอิงพร้อมกับมารดาสีหน้าดูเป็ห่วงคนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างเห็นได้ชัด พอมาถึงก็เอ่ยปากฟ้องทันที
มี่จื่อกับตงอิงยกยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กชายตัวอ้วน “ตัวเล็กแค่นี้รู้จักเป็ห่วงกับเขาด้วยหรือ”มี่จื่อกล่าวเย้าแหย่พร้อมกับดึงร่างจ้ำม่ำของเด็กชายขึ้นมานั่งบนตักด้วยความเอ็นดู
เส้าอิงเงยหน้าขึ้นมองพี่รองทันทีที่ขึ้นไปนั่งบนตัก “พี่รองแต่งหน้าแบบนี้อีกแล้ว”เด็กชายตัวน้อยทำหน้ายู่อย่างไม่ชอบใจเขาชอบใบหน้าที่ไร้เครื่องประทินโฉมของพี่รองมากกว่า
ตงอิงก็เพิ่งสังเกตเห็นเช่นกันจึงกล่าวถามบ้าง “พี่รองจะออกไปธุระข้างนอกหรือเ้าคะ”
มี่จื่อส่ายหน้าปฏิเสธ “เปล่าเมื่อ่เช้าองค์ชายหลี่หย่งเล่อมาเยี่ยมเ้า”
ตงอิงพยักหน้ารับพลางมองดูใบหน้าที่หนาเตอะของพี่รองอย่างไม่ชอบใจนักนางเห็นพี่รองแต่งหน้าแบบนี้ทีไรรู้สึกขัดใจทุกที
เด็กน้อยเส้าอิงล้วงเอาผ้าเช็ดหน้าของตนเองออกมาจากแขนเสื้อแล้วเช็ดเครื่องประทินโฉมบนใบหน้ามี่จื่ออย่างเบามือ
มี่จื่อเองก็ไม่ได้คิดจะกล่าวปรามการกระทำของน้องชายต่างมารดานางนั่งนิ่งๆ ให้เส้าอิงบรรจงเช็ดเครื่องประทินโฉมออกจนเกือบหมด
“อิงเออร์ เ้าทำอะไรกับพี่รองของเ้า” ฮูหยินสามหานเยว่ซือเดินเข้ามาในห้องพอดีกับที่เห็นบุตรชายกำลังทำบางสิ่งบนใบหน้าของคุณหนูรอง
“เส้าอิงจะทำให้พี่รองกลายเป็นางฟ้า” เส้าอิงกล่าวด้วยน้ำเสียงสดใสหันไปตั้งใจเช็ดเครื่องประทินโฉนบนใบหน้าพี่รองต่อ
“ปล่อยให้เขาทำเถอะเ้าค่ะแม่สาม” มี่จื่อเอ่ยอย่างตามใจเส้าอิง
คนทั้งสามปล่อยให้เส้าอิงเช็ดเครื่องประทินโฉมบนใบหน้ามี่จื่อจนเรียบร้อยเผยให้เห็นใบหน้าขาวเนียนอมชมพูแลดูมีสุขภาพดีและริมฝีปากแดงระเรื่ออย่างเป็ธรรมชาติของนาง
เป็ใบหน้าที่คนในจวนล้วนคุ้นชินกันเป็อย่างดีแตกต่างจากใบหน้าที่ประโคมด้วยเครื่องประทินโฉมจนแยกแยะไม่ออกราวกับเป็คนละคนไปเลยทำให้บดบังความงามที่แอบซ่อนเอาไว้ข้างในเสียมิดชิด
“อา พี่รองของเส้าอิงกลับมาแล้ว” เด็กชายปรบมือด้วยความดีใจแววตาดูชื่นชมกับใบหน้าไร้เครื่องประทินโฉมของมี่จื่อเป็อย่างมาก
“.....”มี่จื่อรู้สึกว่าประโยคนี้ฟังดูแปลกๆ อย่างไรชอบกล
“คุณหนูรองไม่แต่งหน้าดูงดงามกว่าแต่งหน้าเสียอีก” ฮูหยินสามอดไม่ได้ที่จะพยักหน้าเห็นด้วยกับบุตรชาย
“ตงเออร์เห็นด้วยกับแม่สามเ้าค่ะ” ตงอิงเอ่ยสนับสนุนอีกเสียง
มี่จื่อยกมือขึ้นแตะใบหน้าของตนเองอย่างเขินอาย “จริงหรือ”
“ขอรับ” เส้าอิงพยักหน้ารับอย่างแรง
ฮูหยินสามกับตงอิงก็พยักหน้ารับเช่นเดียวกัน
“แต่ข้ารู้สึกไม่มั่นใจเลยเ้าค่ะ” นางคุ้นชินกับการแต่งหน้าไปเสียแล้วหากไม่แต่งหน้าเลยตัวนางเองคงไม่กล้าที่ก้าวขาออกจากจวนเป็แน่
“ใบหน้าพี่รองงามอยู่แล้ว เติมชาดเล็กน้อยก็งามแล้วเ้าค่ะ” ตงอิงกล่าวแนะนำด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
มี่จื่อยกยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นเ้าก็ต้องรีบหายดีพี่รองจะให้เ้าช่วยแต่งหน้าให้”
“เ้าค่ะ รับรองว่าข้าจะรีบหายในสามวันห้าวันเลยเ้าค่ะ” ตงอิงยิ้มรับ
เสียงพูดคุยกอปรเสียงหัวเราของคนทั้งสี่ดังออกมาถึงหน้าเรือนฉินฮูหยินเพิ่งเดินมาถึงหน้าเรือนพร้อมกับฮูหยินรองมองหน้ากันด้วยความสงสัยเหตุใดภายในเรือนของตงเออร์ถึงได้ดูคึกคักเช่นนี้
่บ่ายหลังจากที่ดูแลน้องสามป้อนยาเสร็จเรียบร้อยแล้วนางจึงขอตัวกลับเรือนเพื่อพักผ่อนบ้าง หลังจากที่อดหลับอดนอนมาตลอดทั้งคืนปล่อยให้แม่รองรับหน้าที่ดูแลน้องสามแทนตน
ทางฝั่งของจวนตระกูลจ้าวคุณหนูจ้าวหมินหมิน หลังจากที่กลับมาจากไหว้พระก็ผ่านมาถึงห้าวันแล้วนางเอาแต่เก็บตัวเงียบอยู่แต่ในเรือนกิริยาท่าทางล้วนดูสงบเสงี่ยมผิดแปลกจากเวลาปรกติเป็อย่างมากทั้งนี้ก็เพราะรู้สึกอับอายและรู้สึกเจ็บใจจากเื่ในวันนั้นด้วย
แต่ทว่าใครจะรู้ว่าภายในใจของคุณหนูจ้าวหมินหมินนั้นหาได้เป็เหมือนกับกิริยาภายนอกที่แสดงให้ทุกคนเห็นไม่
“เ้าว่าอย่างไรนะ!!! องค์ชายสิบสามไปเยี่ยมนังคุณหนูสามทุกวันเลยงั้นหรือ”มือที่กำลังปักผ้าอยู่นิ่งค้างอยู่เช่นนั้นแววตาและอารมณ์เปลี่ยนไปในทันทีหลังจากที่ฟังจบ
“เ้าค่ะคุณหนู” สาวใช้ข้างกายกล่าวรายงานเสร็จก็รีบก้มหน้าด้วยความหวาดกลัวต่อโทสะของผู้เป็นาย
ตระกูลจ้าวนับว่าเป็อีกตระกูลหนึ่งที่ร่ำรวยและมีอำนาจอยู่ในมือมากการที่คุณหนูจ้าวทราบข่าวต่างๆขององค์ชายหลี่หย่งเล่อได้อย่างรวดเร็วก็เพราะติดสินบนนางกำนัลและขันทีในวังองค์ชายสิบสามเป็จำนวนมากตระกูลจ้าวไม่เคยขัดสนเื่เงินทอง ดังนั้นการใช้เงินให้ทำงานแทนจึงเป็สิ่งที่ควรค่าแก่การลงทุน
“คิดจะแย่งองค์ชายสิบสามไปจากข้าให้ได้เลยหรืออย่างไรแต่มันไม่ง่ายเช่นนั้นแน่” คุณหนูจ้าวหมินหมินกัดฟันกล่าวด้วยสีหน้าเคียดแค้นกระทืบเท้าเดินออกจากเรือนเพื่อไปพบมารดากระทำการบางอย่าง
ภายในเรือนใหญ่ของตระกูลจ้าวฮูหยินจ้าวกำลังนั่งตรวจบัญชีอยู่ด้วยสีหน้าเคร่งเครียดครั้นเห็นว่าเป็บุตรสาวที่เดินเข้ามาในห้องจึงวางพู่กันลงบนโต๊ะ
“หมินเออร์ มานั่งตรงนี้ซิ แม่มีเื่จะพูดคุยกับเ้า”
“เ้าค่ะ” จ้าวหมินหมินสีหน้ามุ้ยยามนั่งลงเก้าอี้ตรงข้ามกับมารดาสีหน้าท่าทางล้วนถอดแบบมาจากผู้เป็มารดาถึงเจ็ดส่วน
“เดือนนี้เ้าเบิกเงินไปทำอะไร เหตุใดถึงได้มากมายเช่นนี้” นับวันบุตรสาวคนนี้ของนางชักจะใช้เงินเกินตัวเข้าไปทุกวันแล้ว
จ้าวหมินหมินชะโงกหน้าดูสมุดบัญชีตรงหน้ามารดาสีหน้าแววตาดูเอาแต่ใจอยู่ไม่น้อย“ก็ข้ามีเื่ให้ต้องใช้เงินนี่เ้าคะ”
ฮูหยินจ้าวส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ “เดือนนี้แม่จะลดเงินของเ้าลงเพื่อชดเชยเดือนที่ผ่านมาก็แล้วกัน”
“ไม่ได้นะเ้าคะท่านแม่” คุณหนูจ้าวหมินหมินลุกขึ้นยืนด้วยสีหน้าร้อนรนรีบคิดหาคำอธิบายให้กับมารดา “ท่านแม่ลดเงินเดือนของข้าลงแล้วข้าจะเอาเงินที่ไหนใช้ติดสินบนคนในวังล่ะเ้าคะ”
ฮูหยินจ้าวถอนหายใจยาว “หากท่านพ่อของเ้ารู้เื่นี้เข้าแม่กับเ้าคงจะได้ถูกตำหนิเป็แน่”
“ท่านพ่อไม่ตำหนิข้าหรอกเ้าค่ะ” คุณหนูจ้าวหมินหมินกล่าวอย่างมั่นใจเพราะบิดาเป็คนที่พร่ำสอนเื่นี้กับนางเอง จะตำหนิเื่นี้กับนางได้อย่างไร“ท่านแม่ช่วยให้ข้าได้เป็พระชายาขององค์ชายสิบสามก่อนส่วนเื่เงินทองข้าจะชดเชยให้กับท่านในภายหลัง อีกทั้งจะให้มากกว่านี้เลยเ้าค่ะ”