ตอนที่ 11 องค์ชายเขาดันไม่เล่นตามบท (27)
เหอหรงยืนอยู่ศาลาพักริมทางมองอี้เหยียนเจ๋อจากไปไกล อี้เหยียนเจ๋อไม่กล้าหันกลับมา เขาเกรงว่าจะควบคุมอารมณ์ไม่ไหวทำกระต่ายขี้กลัวตัวนั้นตกใจ และกลัวว่าหากได้มองเหอหรงอีกนานขึ้นเพียงเล็กน้อยจะอาวรณ์ไม่อยากจากไป
ทว่านับแต่โบราณมาการจากลามักเศร้าโศก เหอหรงเห็นอี้เหยียนเจ๋อเป็นสหายแล้วจริงๆ
เขามองเงียบๆ อยู่อย่างนั้น มองอี้เหยียนเจ๋อหายไปจากสายตาตน
เหอหรงถอนหายใจ ตอนนี้เขากับอี้เหยียนเจ๋อเป็นสหายร่วมรบ อี้เหยียนเจ๋อออกไปพยายามแล้ว เขาก็อยู่บ้านว่างๆ ไม่ได้
เขาวิเคราะห์ครู่หนึ่ง ยามนี้อี้เหยียนเจ๋อไปไขว่คว้าอำนาจทางทหาร ทางบุ๋นมีจวนเหวินจงโหวก็เพียงพอแล้ว ในราชสำนักมีขุนนางบุ๋นไม่น้อยที่เป็นลูกศิษย์ของเหวินจงโหว
อำนาจราชสกุลทางนี้มีท่านชายอันหนิงผู้เป็นพระญาติค้ำยัน
ชื่อเสียงทางนี้มีท่านชายอันหนิงนำทัพขับไล่ศัตรูอยู่ก่อน เขากับอี้เหยียนเจ๋อพลีกายช่วยเหลือผู้คนอยู่หลัง ยิ่งไม่ขาดเหลือ
เหอหรงครุ่นคิดอยู่ครึ่งวันก็คิดไม่ออกว่าเขายังต้องทำอะไรอีก
มิแปลกที่อี้อวิ๋นเฟยทุ่มเทพยายามจะแต่งงานกับจี้อู๋โยว นี่ก็เท่ากับได้ครองบัลลังก์ฮ่องเต้ไปครึ่งบัลลังก์แล้วชัดๆ!
ดังนั้นเหอหรงที่ไม่มีอะไรทำจึงเลื่อนตารางฝึกยุทธ์ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ร่างกายยังไม่ได้หายดีเต็มที่ ตลอดมาจึงต้องเล่าเรียนทฤษฎีก่อน ตอนนี้ควรลงสนามจริงแล้ว
ท่านชายอันหนิงก็สนับสนุนให้เขาฝึกยุทธ์ เมื่อก่อนเขากลัวจี้อู๋โยวเหนื่อยล้าจึงไม่เคยสอนวรยุทธ์ให้ ทว่าวันที่เหอหรงถูกลอบสังหารบนเรือทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ ทนทุกข์ตอนนี้ดีกว่าทำชีวิตหายในภายหลัง
เมื่อได้สอนท่านชายอันหนิงจึงพบว่า บุตรของเขานอกจากร่างกายอ่อนแอไปบ้างแล้วก็ถือเป็นอัจฉริยะในการฝึกยุทธ์ชัดๆ!
เพียงชี้แนะเล็กน้อยก็เข้าใจ เพียงสอนก็ทำได้ โดยเฉพาะยามใช้แส้ พอเข้าใจถ่องแท้ถึงสิ่งหนึ่งก็ต่อยอดพลิกแพลงไปเรื่องอื่นได้อีกหลายสิ่ง ทำเขายินดีแทบคลั่ง
น่าเสียดายที่แรงกายเขาเป็นตัวถ่วง ครานี้ท่านชายอันหนิงไม่ใจอ่อนอีก เพิ่มการฝึกพละกำลัง ทุกวันเหอหรงต้องฝึกจนแยกเขี้ยวยิงฟัน ความสามารถกลับพัฒนาก้าวกระโดดอย่างเห็นได้ชัด เป็นความเจ็บปวดที่แสนสุขใจ
เหอหรงยังร่ำเรียนวิชากระบี่จากท่านชายอันหนิงอย่างนึกสนุก
‘สิบย่างก้าวกระบวนหนึ่งสังหาร มิทิ้งทวนร่องรอยคล้อยจากไกล เสร็จศึกสะบัดชายผ้าปลิวไสว เร้นกายาปิดบังชื่ออำพรางตน’[1]
เขาคิดว่าจอมยุทธ์ทุกคนล้วนใช้กระบี่!
น่าเสียดายที่พรสวรรค์ทางวิชากระบี่ของเขาธรรมดา หากต่อสู้จริงคงต้องใช้แส้ วิชากระบี่คงทำได้เพียงแค่อวดโอ้ในยามปกติเท่านั้น
เหอหรงเหนื่อยล้าจนไม่สนใจภาพลักษณ์ นอนราบลงบนพื้น เตียเตียของเขายามสั่งสอนก็ไม่ไว้น้ำใจเขาเลยจริงๆ
พ่อบ้านเกอเอ๋อร์จ้ำอย่างลุกลนเข้ามากระซิบข้างหูท่านชายอันหนิงหลายประโยค สีหน้าของท่านชายอันหนิงเคร่งขรึมลงเรื่อยๆ
เหอหรงหยัดกายลุกหันหน้าไป เมื่อครู่ตอนพ่อบ้านเข้ามาเหลือบมองเขาแวบหนึ่งอย่างลังเล เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างนั้นหรือ
“เกิดอะไรขึ้นขอรับ”
ท่านชายอันหนิงสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่ง “โยวเอ๋อร์ เจ้าอยู่แต่ในบ้านก็พอ เรื่องข้างนอกเตียเตียจัดการได้”
เหอหรงเลิกคิ้ว ดูท่าจะเกี่ยวกับเขาจริงๆ แล้ว “เตียเตีย บางเรื่องข้าก็ต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญหน้า ท่านปกป้องข้าไปตลอดชีวิตไม่ได้หรอกขอรับ”
ท่านชายอันหนิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เบาเสียงเอ่ยด้วยความระมัดระวัง “อี้เหยียนเจ๋อ หายตัวไป...”
เชิงอรรถ
^ กวีบาทหนึ่งจาก ‘วิถีจอมยุทธ์’ บทประพันธ์ของหลี่ไป๋ กวีเอกในสมัยราชวงศ์ถัง