..ครืด.. ครืด.. ครืด..
“อือ..”
“ตื่นหรือยัง..กำลังออกรถไปรับนะ..”
“อืม..ไม่เอา..”
“ไม่เอาอะไร..รีบตื่นเลยสัญญาแล้วน่ะ!..”
“..อื้อ..” เสียงงัวเงียเบาๆแล้วเงียบไป ทำให้อีกคนไม่แน่ใจว่าปลายสายตื่นลุกขึ้นมาหรือนอนหลับไปแล้วอีกรอบ
“ติณ..” พิชญุตม์ลองถามเพื่อหาคำตอบรับอีกครั้ง
“หือ..”
“ตื่นครับ..เดี๋ยวค่อยนอนต่อบนรถนะ..” เสียงพูดหวานหูอ้อนให้อีกคนรีบลุกขึ้นเพื่อเตรียมตัวไปเป็กำลังใจให้เขา พิชญุตม์ตื่นเต้นกับการแข่งขันครั้งนี้ยิ่งกว่าครั้งแรกที่ลงสนามเสียอีก เพราะกำลังใจในวันนี้มันพิเศษที่สุดั้แ่ได้รับมา เขาจะเอาที่หนึ่งของสนามรอบนี้กลับมาให้ได้ มอบเป็ของขวัญตอบแทนกำลังใจของเขา วันนี้เราต้องเป็พระเอกดิว่ะ..ชนะให้แฟนเห็นแบบเท่ห์ๆหน่อย..
“ี้เีอ่ะ..” ร่างบนเตียงค่อยๆยันกายขึ้นมานั่งทั้งที่ตายังปิดสนิทพร้อมที่จะนอนต่อ
“ผมใกล้จะถึงแล้ว..ลงมาเปิดประตูให้ก่อน..เดี๋ยวช่วยแต่งตัว..”
“ไม่เอา..จะช่วยทำไม..”
“ลงมาเปิดประตูครับ..ลงมาเลยนะ..อย่างอแง..”
“.......”
“ลงมาแล้วยัง..ติณ..ติณครับ..”
“อือ..กำลังเดิน..” ร่างบางในห้องค่อยพยุงตัวลุกขึ้นหยิบคีย์การ์ดแล้วเดินออกไปจากห้องทั้งที่ยังแนบโทรศัพท์ไว้กับหู เมื่ออีกคนสั่งไว้ว่าห้ามวางสาย
“โอเค..เดินดีๆนะ..ใกล้จะถึงแล้ว..” ติณณภพเดินลงมานั่งที่โซฟารับแขกด้านล่างเพื่อรอคนที่บอกว่าใกล้จะถึงแล้ว ไม่นั่งเปล่าๆเพราะตอนนี้ติณณภพคล้ายจะหลับลงไปอีกรอบเสียแล้ว
“ติณ..ตื่นครับ..ไปอาบน้ำเถอะ..” พิชญุตม์เดินเข้ามาปลุกคนที่นอนซบพนักพิงเก้าอี้โซฟาอยู่ เมื่อไร้วี่แววว่าคนที่นอนอยู่จะตื่นขึ้นมาตามคำร้องเรียกของเขา พิชญุตม์จึงตัดสินใจอุ้มช้อนร่างบางขึ้นมาแล้วหยิบคีย์การ์ดแตะประตูเดินเข้าลิฟท์ไปเฉยเลย ทำให้คนที่โดนอุ้มรีบกอดซบอีกคนด้วยความใ
“ทำอะไรนะ!..ใหมด..” ตาโตใตื่นในทันทีที่รับรู้ว่าตอนนี้ตัวเองถูกกระทำเช่นไร
“ก็ปลุกดีๆแล้วไม่ตื่น..”
“ปล่อย..” ทุบอกคนอุ้มให้ปล่อยตัวเองลง ดีนะที่ตอนนี้ยังเช้าตรู่ไม่มีคนเดินผ่านไปมา ไม่อย่างนั้นมีหวังได้อับอายขายหน้ากันอย่างแน่นอน คนบ้านี่ไม่รู้จักคิดเอาเสียเลย
“จะถึงแล้ว..อย่าดื้อน๊า..” ยกยิ้มมุมปากอย่างอารมณ์ดี แล้วเดินออกไปเมื่อประตูลิฟท์เปิดออก มุ่งตรงไปยังหมายเลขห้องตามคำบอกกล่าวของเ้าของห้องทันที
“อ่ะ..ไปอาบน้ำไป..เดี๋ยวผมจัดกระเป๋าให้..”
“ไม่เป็ไร..นั่งนิ่งๆเลย..แป๊ปเดียวน๊า..” ทันทีที่อีกคนพยักหน้ารับเ้าของห้องก็รีบวิ่งเข้าไปหยิบผ้าเช็ดตัวแล้วะโเข้าห้องน้ำไปเลย ปล่อยให้พิชญุตม์มองสำรวจสถานที่ที่เขาคิดว่าต่อไปนี้คงได้มาบ่อยๆอย่างแน่นอน
“ดูหนังไปพร่างๆนะ..จะรีบเดี๋ยวนี้แหละครับ..” ติณณภพรีบเช็ดตัวแล้วพัลวันแต่งตัวด้วยความรีบเร่ง จนพิชญุตม์กลัวอีกคนจะเป็ลมลมพับด้วยความเวียนหัวกับการกระทำของตัวเอง
“ใจเย็นๆ..ไม่ต้องรีบผมรอได้..”
“อ่า..จะเสร็จแล้วๆ..” หมุนตัวไปมาเพื่อหยิบพับเสื้อผ้าใส่ลงกระเป๋าด้วยความเร่งรีบ
“ติณครับ..ใจเย็นๆ..มาเดี๋ยวผมช่วย..” พิชญุตม์เดินเข้าไปจับไล่มนทั้งสองให้หันมามองหน้าเขา บอกด้วยสายตาว่าให้ใจเย็นลงไม่ต้องรีบร้อนถึงขนาดนี้ แล้วพิชญุตม์ก็ก้มลงไปพับเสื้อผ้าเข้ากระเป๋าพร้อมถามหากางเกงในหยิบพับเข้าไปโดยไม่นึกรังเกียจ จากนั้นก็ค่อยๆหยิบข้าวของเครื่องใช้ต่างๆที่คนตัวบางใช้เสร็จแล้วเข้ากระเป๋า ไม่ว่าจะเป็ครีมบำรุงหรือโลออนต่างๆนานา จนสุดท้ายการจัดเก็บกระเป๋าและการแต่งกายในตอนเช้าก็จบลง
“ไม่เคยดูการแข่งรถมาก่อนเลยนะ..” คนนั่งข้างคนขับบอก เมื่อกำลังนึกคิดไปว่าการมานั่งดูการแข่งขันมอเตอร์ไซด์แบบติดขอบสนามจะให้ความรู้สึกยังไงกันนะ
“ร้อนหน่อยนะ..ไหวหรือเปล่า..” รู้สึกเป็ห่วงขึ้นมา เมื่อคิดไปว่าเขาตัดสินใจถูกไหมที่พาอีกคนมาลำบากไปด้วยกันในวันพักผ่อนแบบนี้
“อืม..ไหว..”
“ขอโทษนะที่พามาลำบาก..แค่อยากให้มาด้วย..”
“อืม..เคๆ..แต่ถามหน่อยเถอะว่าจะถามอยู่ตั้งนานล่ะ..ทำไมไม่เรียกว่าพี่..แล้วทำไมไม่แทนตัวเองว่าน้องล่ะ..” คนสงสัยหันหน้าไปถามด้วยความอยากรู้
“ก็..ไม่อยากเป็พี่น้อง..”
“อ่า..ช่างเถอะ..”
“อยากให้เรียกว่าพี่เหรอ..” คนขับถามทั้งที่ยังจ้องมองไปข้างหน้า
“อืม..ก็ควรต้องเรียกแบบนั้นไหมล่ะ..แก่กว่าตั้งหลายปี..”
“นานๆทีก็ได้หรอก..”
“เหอะ..ช่างเถอะ..ว่าแต่ไม่คิดจะแนะนำตัวหน่อยเหรอ..รู้แค่ชื่อเล่นเท่านั้นรู้จักกันมาเป็เดือนๆ..”
“ชื่อพีช..”
“ชื่อจริงล่ะ..”
“พิชญุตม์..วิสุทธิ์เกษม..”
“อ่า..แล้วอายุล่ะ..”
“..ยี่สิบเอ็ดปี..”
“โห..เด็กจัง..”
“เด็กกว่าแล้วไง..แค่เกิดก่อนไม่มีปัญหาหรอก..”
“ตกลงเอาจริงเหรอ..ที่บอกว่าจะจีบอ่ะ..”
“อืม..แต่ยังไม่ต้องให้คำตอบตอนนี้หรอกนะ..”
“ทำไมอ่ะ..” สงสัยจริง ก็วันก่อนเด็กนี่เองไม่ใช่หรอกเหรอที่เดินเข้ามาถามเขาว่าขอจีบได้ไหม แล้วทำไมวันนี้กลับบอกว่าให้รอก่อนล่ะ หรือว่าหมดความสนใจกันแล้ว ก็นะ..เด็กวัยรุ่นอะไรๆก็เกิดขึ้นมาได้ ความหลงใหลเพียงชั่ววูบแผลอแป๊ปเดียวก็หมดไป
“ได้ตอบแน่..ไม่ต้องรีบ..”
“อะไรกัน..พูดให้อยากรู้..”
“หิวไหม..แวะซื้อไรมากินบนรถไหม..” เปลี่ยนเื่ก่อนน่าจะดีกว่าปล่อยให้อีกคนทำเสียงออดอ้อนอยู่แบบนี้ ไม่อย่างนั้นเขาต้องใจอ่อนบอกคำตอบไปแน่นอน
“อืม..ก็ดี..อยากกินกาแฟอ่ะ..”
“โอเค..แวะปั้มดีกว่านะ..”
“ครับ..” ตอบรับเสียงใสเมื่อนึกไปถึงกลิ่นหอมของกาแฟแก้วโปรด ชีวิตคนทำงานอยู่ได้เพราะคาเฟอีนนี่แหละติณณภพนั่งดูดกาแฟพร้อมกินขนมปังแสนอร่อยไปจนทุกอย่างหมด และแล้วรถยนต์คันหรูก็เลี้ยวเข้ามาจอดยังสถานที่หนึ่งที่ดูโอ่อ่าไม่ใช่น้อย มีอาคารขนาดใหญ่เพียงแค่ตึกเดียวเท่านั้นแต่พื้นที่ที่เหลือกลับถูกเสกสร้างให้กลายเป็สมรภูมิล้อยางที่ยิ่งใหญ่จนติณณภพรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเมื่อได้มาชื่นชมของจริงแบบนี้
“โห..ใหญ่จัง..” ร่างบางลงจากรถมายืนมองความน่าสนใจตรงหน้า
“ติณใส่ฮู้ดก่อนนะครับ..เดี๋ยวร้อนแสบผิว..” คนพูดรีบหยิบเสื้อฮู้ดหลังรถส่งให้อีกคนที่ดูตื่นเต้นกว่าที่คิดไว้ ติณณภพรับมาสวมใส่ด้วยความเข้าใจ
“เอาไปแค่กระเป๋าใบเล็กพอ..กับขวดน้ำ..” พิชญุตม์ยังบอกต่อทั้งที่ตัวเองกำลังจัดข้าวของที่ต้องเอาลงสนามใส่กระเป๋าเป้แล้วเดินนำอีกคนเข้าไปในตัวอาคาร
“วันนี้ซ้อมลองสนามก่อน..กับพรุ่งนี้อีกวัน..แล้ววันมะรืนเอาจริง..” บอกกำหนดการทุกอย่างให้อีกคนรับรู้ ข้อมูลการแข่งขันทุกอย่างพิชญุตม์ไม่ค่อยบอกให้ใครรู้ ถ้าบุคคลนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการแข่งขัน แต่กับคนๆนี้มันสำคัญมากกว่านั้น และเขาเต็มใจที่จะบอกให้อีกคนได้รับรู้ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเขา
“อืม..”
“เดี๋ยวตอนซ้อมจะลงไปดูขอบสนามหรือนั่งบนอัศจรรย์..” พิชญุตม์หันมาถามความ้า
“ไม่รู้อ่ะ..ดูแบบไหนดีกว่ากัน..” คนไม่มีประสบการณ์ตอบไม่ถูกว่าชอบแบบไหน
“เอางี้ดีกว่า..วันซ้อมดูหน้าจอไปก่อนแล้ววันแข่งจริงค่อยไปนั่งดูบนอัศจรรย์นะ..”
“โอเค..ได้หมดแหละ..” ติณณภพยิ้มขำเมื่อไม่ว่าอีกฝ่ายจะให้เขาทำอะไรหรือเลือกแบบไหนมันก็ได้ทั้งนั้นแหละ เพราะเขาไม่มีความรู้เื่แบบนี้เลย จะเอายังไงก็เอาแบบนั้นแหละติณณภพก็ได้แต่คิด
“เป็ห่วงข้างนอกร้อน..” พิชญุตม์บอกตามความคิด ทั้งที่กำลังเริ่มถอดเสื้อยืดสีขาวของตัวเองออกเมื่อเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวแล้ว
“ออกไปก่อนนะ..” หันข้างให้เมื่อเห็นอีกคนเริ่มเปลื้องผ้าของตัวเองทิ้ง เพราะ้าจะเปลี่ยนเป็ชุดแข่ง
“ไม่ต้อง..นั่งลง..” พูดจบพิชญุตม์ก็เดินเข้าไปตรงมุมห้องที่มีตู้และล็อกเกอร์วางขั้นอยู่ ก่อนจะรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินกลับออกมาด้วยชุดนักแข่งสุดเท่ห์ที่ติณณภพเห็นแล้วยังเกือบเผลอมอง หล่อชะมัด..บ้าจริง
“เดี๋ยวผมจะออกไปซ้อมนะ..ติณเดินออกไปดูที่หน้าจอกับพี่ๆเขานะ..”
“ทำไมไม่เห็นมีใครมาซ้อมเลยล่ะ..”
“มีสิ..คงยังไม่มากันมั้ง..”
“ออ..แล้วเวลาดูต้องดูยังไงอ่ะ..” ติณณภพถาม เมื่อเขาไม่เข้าใจว่าเขาจะดูรู้ได้ยังไงว่าผลวันนี้ซ้อมดีหรือไม่ดี ในเมื่อไม่มีคู่แข่งลงสนามพร้อมกัน
“ดูที่เวลา..ถ้าทำเวลาได้ดีกว่าที่เคยทำมา..ก็ถือว่าโอเค..” พิชญุตม์ยื่นหมวกกันน็อคใบสวยให้อีกคนถือเอาไว้ ก่อนจะเดินออกไปพร้อมใส่ถุงมือไปด้วย ติณณภพเดินตามออกไปแบบงงๆ เมื่อไม่เคยต้องทำอะไรแบบนี้ และเขาไม่รู้ขั้นตอนในการซ้อมแข่งรถอะไรนี่เลย ที่จริงเป็คนไม่มีความรู้เื่การแข่งรถเลยด้วยซ้ำไป
“อืม..” พยักหน้าเหมือนเข้าใจทั้งที่ก็ยังไม่เข้าใจหรอก แต่ก็นะ..ค่อยๆเรียนรู้ไป ได้ความรู้ใหม่ก็น่าสนใจดีออก พิชญุตม์ยืนพูดคุยรายละเอียดในการแข่งสนามนี่กับทีมงาน ข้อมูลต่างๆนานาที่ติณณภพฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ แต่ก็ยังเลือกที่จะยืนฟังต่อไป พยายามจำทุกอย่างที่พิชญุตม์พยักหน้ารับและทำสีหน้าครุ่นคิด เข้าใจยากกว่าการเป็ผู้ออกแบบความคิดอย่างที่เขาเป็เสียอีก เฮ่อ..
“ขอหมวกครับ..” พิชญุตม์ยื่นมือออกไปรับหมวกใบเก่งแล้วส่งยิ้มมาให้คนที่ส่งหมวกคืนมาด้วยสีหน้าเหลอหลา น่ารักชะมัดเลยในความคิดของพิชญุตม์
“ปลอดภัยนะ..” ไม่รู้จะพูดอะไรเลยพูดสิ่งที่คิดว่าดีที่สุดออกไปแทน
“ครับ..แน่นอน..” ยิ้มส่งท้ายก่อนจะหันหน้าเดินออกไปที่รถคันหรูจอดอยู่กับทีมงานด้านหน้าสนาม พิชญุตม์ขึ้นค่อมรถก่อนจะขับออกไปในสนาม แล้วทีมงานก็เริ่มต้นตรวจตราตามแผนงานทันที ทั้งทีมเช็คเวลาในการขับ ทีมตรวจสภาพรถขณะวิ่ง และทีมอื่นๆดูมืออาชีพกันเสียจนคนที่ยืนมองจอโทรทัศน์อยู่รู้สึกเหมือนตัวเองดูอ่อนหัดขึ้นมาทันที
“ก็โอเคน่ะ..” คนมีอายุมากหน่อยหนึ่งในทีมงานบอกคนที่เดินหน้านิ่งแต่หัวคิ้วชนกันเข้ามาภายในห้อง
“ไม่ค่อยพอใจเลย..” สีหน้าเริ่มออก นั่งลงดื่มน้ำแต่ยังปรับอารมณ์ไม่ได้เลย ติณณภพเลยไม่กล้าเข้าไปยุ่งในระหว่างที่อีกคนยังทำงานอยู่
“ก็โอเคน่ะ..เวลาเท่ากับสนามก่อนอยู่..” ตบบ่าคนบ่นไม่พอใจกับผลงานที่เพิ่งวาดลวดลายไป
“เพราะเท่าไง..แสดงว่าไม่พัฒนา..” ถอนหายใจแรง สีหน้ายังอมทุกข์อยู่เลย
“วันนี้จะลองอีกรอบไหมล่ะ..หรือรอพรุ่งนี้ทีเดียวเลย..” พี่ทีมงานถาม เพราะจะได้วางแผนดำเนินการถูก
“พรุ่งนี้ดีกว่าครับ..วันนี้เซง..” ลุกขึ้นยืนค่อยๆถอดชุดที่สวมใส่ออก แล้วเดินกลับเข้าไปในห้องแต่งตัว ติณณภพไม่รู้ว่าตัวเองควรจะทำยังไงเลยได้แต่นั่งเงียบๆนิ่งๆอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิม
“ติณ..มานี่ครับ..” แต่เป็อีกคนที่หันกลับมาเรียก เมื่อเห็นว่าเขาเดินเข้ามายังโซนแต่งตัวแล้วแต่อีกคนยังนั่งนิ่งอยู่ที่เดิม
“ทำไมอารมณ์เสียล่ะ..พี่ๆเขายังบอกว่าโอเคเลย..” ถามออกไปเพราะไม่เข้าใจความรู้สึกของนักแข่งตัวจริง
“ฝีมือไม่พัฒนา..จะให้อารมณ์ดีได้ไง..”
“อ่า..แต่ถ้าใจเย็นๆ..แล้วมุ่งมั่นทำ..น่าจะดีกว่าใจร้อนนะ..” ติณณภพบอกตามความรู้สึก เพราะด้วยหน้าที่งานของเขาที่ต้องใช้สมองและความคิดในการทำงาน หากวันใดอารมณ์ไม่ดีอย่าหวังเลยว่าวันนั้นทั้งวันจะได้งานที่ออกมาดี เขาเข้าใจในจุดนี้
“ครับ..จะพยายาม..” รับคำทั้งที่เห็นด้วยแต่ก็ทำไม่ได้
“แล้ววันนี้จะทำอะไรต่ออีกอ่ะ..”
“กลับที่พัก..ไปนอน..”
“อ่า..”
“หรืออยากเล่นน้ำทะเล..” พิชญุตม์หันมาถาม เพราะที่พักติดทะเลและคิดว่าอีกคนน่าจะยังไม่รู้เื่นี้
“ร้อน..นอนเหอะค่อยไปเล่นตอนเย็น..”
“ครับ..อาบน้ำแป๊ปนะเดี๋ยวมา..” ยื่นกระเป๋าเป้ให้อีกคนถือไว้ ก่อนตัวเองจะเดินเข้าไปในโซนข้างในที่เป็ห้องน้ำสำหรับทีมงานและนักแข่ง สักครู่ใหญ่พิชญุตม์ถึงเดินออกมาในชุดกางเกงวอร์มและเสื้อยืดสีขาวลายอาร์ตๆตามแบบฉบับคนขรึมๆ
“ไปกินข้าวที่ห้องไหม..หรืออยากไปกินร้านไหนพิเศษหรือเปล่า..” พิชญุตม์ถามเมื่อทั้งคู่เข้ามานั่งในรถแล้ว
“แล้วแต่..ไม่รู้อ่ะ..” ทำปากจู่เมื่อนึกไม่ออกว่าอยากกินแบบไหนดี
“งั้นกลับห้อง..โรงแรมมีของกินเพียบ..”
“เคๆ..” รัดเข็มขัดนิรภัยเสร็จก็หันไปมองคนขับอีกครั้ง ก่อนจะหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเล่น เมื่อไม่รู้ว่าควรจะทำอะไรดีในเวลานี้
“เหนื่อยไหม..เบื่อหรือเปล่า..” คนขับถามทั้งที่หน้ายังมองตรงออกไปตามท้องถนน
“ไม่เหนื่อยหรอก..เพราะยังไม่ได้ทำอะไรเลย..และก็ไม่เบื่อเพราะสิ่งที่เห็นวันนี้ไม่เคยเจอมาก่อน..”
“พรุ่งนี้ก็จะเป็แบบวันนี้..แต่คนน่าจะเยอะกว่าเดิม..ส่วนวันจริงจะไม่เหมือนวันนี้เลย..”
“แล้ววันจริงจะให้พี่ไปนั่งที่ไหนอ่ะ..”
“บนอัศจรรย์..ร้อนนะเอาไงดีว่ะ..” คำแรกบอกอีกคน แต่ประโยคหลังเหมือนเป็การพูดกับตัวเองเสียมากกว่า
“พูดไม่เพราะ..”
“ขอโทษครับ..พูดกับตัวเองคำหลังอ่ะ..”
“ทำไมไม่เรียกว่าพี่..”
“ถามอีกล่ะ..เบื่อ..”
“เอ้า..ก็จะถามจนกว่าจะเรียกว่าพี่นั่นแหละ..”
“เดี๋ยวค่อยเรียกแล้วกัน..” ติณณภพมองหน้าคนที่เขาไม่เคยเข้าใจในระบบความคิดของไอเด็กนี่เอาเสียเลย ตกลงมันเป็คนยังไงกันแน่เนี่ย.. ติณณภพกำลังประมวลความคิดว่าเขาควรจะพูดเื่ขอจีบก่อนหน้านี้ให้รู้เื่ไปเลยดีไหม หรือรอให้การแข่งจบก่อนแล้วค่อยพูด เขาไม่อยากให้เราทั้งคู่ต้องพัวพันกับสถานะแบบนั้น เพราะมันเป็ไปได้ยากที่คนรอบข้างจะเห็นด้วยหรือพร้อมจะเข้าใจและยอมรับ แถมที่สำคัญคือตัวของเขาเองเป็ผู้ชายที่ไม่ได้ชอบผู้ชายด้วยกันเองแบบนั้น แม้จะไม่ได้หยามในความสัมพันธ์แบบนั้นก็เถอะ เอาไงดีว่ะ..
“พรุ่งนี้ซ้อมใหญ่..เดี๋ยวเพื่อนจะมาดูด้วย..ติณค่อยไปนั่งกับเพื่อนๆก็ได้นะ..” คนที่นั่งทานข้าวฝั่งตรงข้ามบอก
“อืม..เพื่อนมาด้วยเหรอ..ว้าว..”
“มันบอกจะมาดูสนามนี้..เพราะอยู่ใกล้ๆ..สนามไกลๆไม่เคยมีใครมาดูหรอก..”
“น้อยใจ..”
“เปล่า..”
“หึ..เด็กกาก..อยากให้เพื่อนมาดูแล้วทำไมไม่บอกเพื่อนไปตรงๆล่ะ..”
“รำคาญ..ไม่ต้องมาก็ดีอยู่แล้ว..”
“หึ..ปากแข็ง..” ติณณภพตัดสินใจเก็บเื่ขอจีบไว้ค่อยคุยหลังวันแข่งเสร็จแล้วกัน ค่อยบอกยุติความสัมพันธ์แบบนี้ไป หากเด็กนี่รับไม่ได้ก็ไม่รู้ว่าควรจะต้องทำยังไง เพราะเท่าที่อยู่ด้วยกันมาหนึ่งวันเต็มๆไอเด็กนี่ดูเอาแต่ใจและเข้าใจยากมาก แม้จะดูอ่อนลงเวลาอยู่กับเขาก็เถอะ แต่เขาไม่ได้ชอบผู้ชายไง..อยากจะบ้าตาย
“เตียงใหญ่ใช้ได้..” ติณณภพบอก เมื่อตอนแรกแอบคิดว่าเตียงจะพอสำหรับคนสองคนในการนอนหรือเปล่านะ
“อืม..” อีกคนตอบแล้วคลานขึ้นไปนอนอีกฝั่งของเตียง ส่วนติณณภพก็เดินเข้าไปนอนลงในฝั่งตรงกันข้าม
“กั้นไว้ๆ..” ติณณภพหยิบหมอนข้างเอามากั้นเป็เขตแดนระหว่างเขากับผู้ชายอีกคน แม้จะเคยนอนร่วมเตียงกับเพื่อนผู้ชายมาก่อน แต่พอต้องมานอนร่วมเตียงกับผู้ชายคนนี้มันก็รู้สึกแปลกๆขึ้นมา ถึงแม้วันที่เขาป่วยจะเคยนอนซบอกนั่นมาก่อนแล้วก็เถอะแต่มันก็ไม่เหมือนกันนิ วันนี้เขามีสติครบถ้วนและคงรู้สึกกระดากใจยังไงๆอยู่ถ้าไม่ทำอะไรเลยแบบนี้
“กลัวเหรอ..”
กลัวสิ..คนโรคจิต..”
“แค่ชอบ..ไม่ได้โรคจิตเสียหน่อย..”
“ไม่รู้แหละ..กันไว้ก่อน..”
“ไม่ทำไรหรอกนา..กลัวไปได้..”
“นอนเหอะ..พรุ่งนี้ก็ต้องซ้อมอีก..” ตัดบทฉับแบบไม่ขอสานต่อคำที่อีกคน้าจะสื่อ เขาใจร้ายเกินไปหรือเปล่า แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ความหนักใจต่างๆนานามันเป็กำแพงกั้นขวางเราทั้งคู่เอาไว้อยู่ และติณณภพก็ไม่รู้ว่าควรจะแก้ไขเื่ทั้งหมดนี้ได้อย่างไร เพราะเขาไม่เคยพานพบกับความรู้สึกแบบนี้มาก่อน จึงไม่รู้วิธีจัดการมัน หากวันนี้ใครคนใดคนหนึ่งเป็ผู้หญิงความรักระหว่างเราคงเกิดขึ้นได้ไม่ยาก..
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
