บทที่36
พื้นฐานของการฝึกฝน
“สำหรับการฝึกฝนพลัง...มนุษย์คนหนึ่งจะสามารถเดินบนเส้นทางนี้ได้ จำเป็นต้องมี ‘ความพิเศษ’ติดตัวก่อน” มู่ซานลอยตัวเหนือพื้นกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง สองมือไพล่หลัง สีหน้าฉายแววภูมิรู้
“อย่างที่นายหญิงก็รู้ดี...ภายในโลกใบนี้ ไม่ใช่ว่าทุกคนจะสามารถฝึกฝนพลังได้” คำพูดของเจ้ามนุษย์จิ๋วทำให้เซี่ยอันอวี่พยักหน้าอย่างเห็นด้วย
เรื่องนี้นางเองก็เคยได้ยินมา...แม้แต่ในความทรงจำของร่างเดิมก็ยังมีความเข้าใจพื้นฐานว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะสามารถฝึกฝนพลังได้ตามใจต้องการ
ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ ล้วนเป็นเพียง"คนธรรมดา" ที่ไม่อาจสัมผัสพลังแห่งฟ้าดินได้ตลอดชีวิต
ที่สำคัญ...คุณสมบัติที่จะทำให้ใครสักคน "ฝึกฝนได้"นั้น กลับเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้แน่ชัดว่ามันคืออะไร
เซี่ยอันอวี่ขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยเร่งเร้า “อธิบายต่อไปสิ”
มู่ซานพยักหน้ารับก่อนจะเริ่มต้นอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน
“พื้นฐานที่สุดของการฝึกฝนในโลกนี้หากมนุษย์ผู้ใด ไม่มีสิ่งนี้ ก็ไม่มีวันก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้ฝึกฝนได้เลย”
“สิ่งนั้นถูกเรียกว่า... ‘กระดูกพิเศษ’”
คำพูดของมู่ซานดังก้องในโสตประสาทเซี่ยอันอวี่เลิกคิ้วสูงทันที
“กระดูกพิเศษ? มันคืออะไร?” นางถามกลับด้วยความสงสัยเต็มเปี่ยม
มู่ซานยกมือเล็ก ๆของตนขึ้นลูบปลายคางอย่างครุ่นคิด ราวกับกำลังเลือกคำอธิบายที่เข้าใจง่ายที่สุดก่อนจะเอ่ยออกมา
“อืม~ หากจะให้อธิบายง่ายที่สุด...”
“เจ้าลองนึกภาพดู... ตอนที่มนุษย์ถือกำเนิดขึ้นมา บางคนได้รับพลังแห่งฟ้าดิน หลั่งไหลเข้าสู่ร่างตั้งแต่ยังเป็นเพียงทารก”
“พลังนั้น...ซึมลึกเข้าไปในร่างกาย ส่งผลให้ โครงสร้างกระดูก ของพวกเขาเกิด ‘การเปลี่ยนแปลง’ บางอย่าง”
“ไม่เหมือนกับคนธรรมดาทั่วไป”
พูดจบ มู่ซานก็สะบัดปลายนิ้วเบา ๆกลางอากาศ พลันปรากฏภาพจำลองล่องลอยขึ้น เป็นภาพของร่างมนุษย์ขนาดเล็กภายในร่างนั้นเต็มไปด้วยกระดูกที่ส่องประกายแสงเรืองรองจาง ๆ
“นี่คือภาพจำลองของคนที่มี‘กระดูกพิเศษ’ ขอรับ”
“กระดูกพิเศษนี้...เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมโยงระหว่างร่างกายมนุษย์กับพลังวิญญาณแห่งฟ้าดิน”
“คนที่มีกระดูกพิเศษจะสามารถดูดซับพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายได้โดยธรรมชาติและนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฝึกฝน”
"โดยถ้าจะให้อธิบายง่ายๆ..." มู่ซานเริ่มต้นอย่างใจเย็น ขณะลอยตัวกลางอากาศพลางไพล่มือไว้ด้านหลังคล้ายอาจารย์ผู้ทรงภูมิ
"กระดูกพิเศษพวกนั้น มีส่วนสำคัญที่ทำให้มนุษย์สามารถฝึกฝนพลังวิญญาณ ได้"
"พวกมนุษย์เรียกสิ่งนี้อีกอย่างว่า'ฐานกระดูก'..."
"เมื่อมีฐานกระดูกที่เหมาะสมก็เท่ากับว่ามีบันไดก้าวแรกสู่เส้นทางแห่งการฝึกฝน"
มู่ซานหันกลับมาดวงตาสีเขียวของมันทอประกายขณะอธิบายต่อ
"แน่นอนว่าฐานกระดูกเหล่านี้... ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด"
"มันถูกแบ่งแยกออกเป็นหลากหลายประเภทและระดับขึ้นอยู่กับว่า... ในตอนถือกำเนิด เจ้าดูดซับพลังฟ้าดินไปได้มากเพียงใด"
"ยิ่งได้รับพลังฟ้าดินมากเท่าไรฐานกระดูกก็จะยิ่งแข็งแกร่งและมีระดับสูงเท่านั้น"
"และนั่น... จะเป็นตัวกำหนดว่า เจ้าสามารถฝึกฝนพลังวิญญาณได้รวดเร็วหรือยากลำบากเพียงใด"
"หรือแม้กระทั่ง สามารถก้าวไปถึงระดับสูงสุดได้หรือไม่"
คำอธิบายของมู่ซานนั้นชัดเจนและตรงไปตรงมาเซี่ยอันอวี่ฟังจนเข้าใจภาพรวม ดวงตาของนางฉายแววครุ่นคิด พลางถอนหายใจเบา ๆ
โลกนี้... ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
นางเม้มปากแน่นก่อนจะเอ่ยถามออกมาอย่างอดไม่ได้
“นั่นหมายความว่า...มนุษย์ที่สามารถฝึกฝนได้ หรือฝึกฝนไม่ได้ถูกกำหนดชะตาชีวิตตั้งแต่เกิดแล้วอย่างนั้นหรือ?”
มู่ซานพยักหน้าช้า ๆสีหน้าของมันจริงจังขึ้น
"ใช่แล้วขอรับ นายหญิง..."
"ช่วงเวลาเดียวที่ฐานกระดูกจะเปลี่ยนแปลงได้ คือ ตอนถือกำเนิดเท่านั้น"
"ทารกแรกเกิด...หากได้รับพลังฟ้าดินหล่อหลอมเข้าสู่ร่างกาย ฐานกระดูกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเฉพาะตัว"
"แต่หากเลยช่วงเวลาแห่งการกำเนิดมาแล้ว...ฐานกระดูกก็จะคงสภาพเดิมไปตลอดชีวิต"
มู่ซานเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะกล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
"เพราะแบบนั้น...มนุษย์ส่วนใหญ่จึงถูกกำหนดชะตาตั้งแต่ลืมตาดูโลก ว่าพวกเขาจะสามารถเดินบนเส้นทางแห่งผู้ฝึกฝนได้หรือไม่"
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเซี่ยอันอวี่ก็ขมวดคิ้วแน่นขึ้นกว่าเดิมความหวังที่เพิ่งลุกโชนเมื่อครู่เหมือนจะดับวูบลงนางเอ่ยเสียงแผ่วออกมาด้วยความผิดหวัง
“...นั่นก็แสดงว่าข้าไม่สามารถฝึกฝนได้สินะ”
ถ้าหากนางสามารถฝึกฝนพลังได้จริงป่านนี้ร่างเดิมของเซี่ยอันอวี่คงไม่ต้องทนเป็นเพียงบุตรสาวไร้ค่าถูกตระกูลทอดทิ้งและรังแกมาตลอดชีวิต ในโลกที่ผู้ฝึกพลังได้รับการยกย่องเหนือผู้คนหากมีคุณสมบัตินั้น ย่อมถูกค้นพบตั้งแต่วัยเยาว์ ไม่มีทางหลุดรอดสายตาผู้คนไปได้
เมื่อคิดเช่นนั้น เซี่ยอันอวี่ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจชะตาของนางคงถูกฟ้าลิขิตเช่นเดิม…
แต่แล้ว เสียงของมู่ซานก็ดังขึ้นพร้อมกับการส่ายหน้าไปมา รอยยิ้มเล็ก ๆ ปรากฏบนใบหน้าจิ๋วของมัน
“นั่นน่ะ...สำหรับคนอื่นขอรับ แต่ว่า ไม่ใช่สำหรับนายหญิง”
คำพูดนั้นทำให้เซี่ยอันอวี่ชะงักดวงตาของนางหรี่ลงอย่างไม่เข้าใจ มู่ซานยกนิ้วชี้เล็ก ๆ ของมันไปยังข้อมือของนางก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ
“เพราะว่าท่าน...มีสิ่งนั้นอยู่กับตัว”
สายตาของเซี่ยอันอวี่ลดต่ำลงมองไปยังข้อมือของตนเองที่สวม กำไลหยกหลากสี อยู่ ประกายแสงบางเบาสะท้อนจากเนื้อหยกเมื่อกระทบแสงแดดอ่อนๆ ยามเช้า
“กำไลนี่หรือ...”นางพึมพำ
มู่ซานพยักหน้ารับทันทีก่อนจะอธิบายต่อด้วยท่าทีจริงจัง
“นายหญิงไม่สามารถถอดกำไลนั้นออกได้ เพราะว่ามัน...ยอมรับท่านเป็นเจ้าของแล้ว”
“และตั้งแต่วันนั้น มันก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายท่าน”
“กำไลหยกเส้นนี้ไม่ใช่เพียงแค่ของประดับธรรมดาแต่มันคือ สื่อกลาง ที่จะช่วยให้นายหญิงดึงดูดพลังวิญญาณเข้าสู่ร่างกายและใช้ควบคุมพลังได้เช่นเดียวกับผู้ที่มีฐานกระดูก!”
คำพูดของมู่ซานทำให้ดวงตาของเซี่ยอันอวี่ค่อยๆ ฉายแววสว่างไสวขึ้นมาอีกครั้ง
“...เจ้าหมายความว่าข้าสามารถใช้กำไลนี้แทนฐานกระดูกได้อย่างนั้นหรือ?”
“ถูกต้องขอรับ!”มู่ซานยิ้มกว้าง “ถึงจะไม่สมบูรณ์แบบเท่ากับคนที่มีฐานกระดูกชั้นเลิศมาตั้งแต่เกิด...แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้นายหญิงก้าวเข้าสู่เส้นทางแห่งผู้ฝึกพลังได้!”
เซี่ยอันอวี่เม้มปากแน่นความรู้สึกหลากหลายปะปนอยู่ภายในใจ ทั้งโล่งใจ ทั้งตื่นเต้น และทั้งกังวล สุดท้ายนางก็สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนจะเอ่ยออกมา
“แล้ว...ข้าต้องทำอย่างไรต่อ?”
มู่ซานชี้นิ้วไปที่นาง พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง “ง่ายมากขอรับ นายหญิง... หลับตาลง”
“จากนั้น...ใช้สมาธิของท่านจดจ่อไปที่กำไลหยก คิดถึงมันให้ชัดเจนลองสัมผัสถึงความรู้สึกเชื่อมโยงระหว่างตัวท่านกับมัน”
“เมื่อเชื่อมต่อกันได้ ท่านจะรู้สึกถึงบางอย่างที่เปลี่ยนไป”
เซี่ยอันอวี่พยักหน้ารับเบา ๆนางยกข้อมือขึ้นมามองกำไลหยกหลากสีอีกครั้ง
แม้จะดูงดงามแต่ใครจะคิดว่าของสิ่งนี้จะกลายเป็นกุญแจสำคัญในการมีชีวิตรอดของนางในโลกอันโหดร้ายใบนี้
นางหลับตาลงช้า ๆทำตามคำแนะนำของมู่ซาน... สมาธิทั้งหมดถูกดึงไปยังข้อมือข้างนั้นความเงียบงันเข้าปกคลุมบริเวณโดยรอบ เหลือเพียงเสียงลมหายใจเบา ๆ ของนางเท่านั้น