ซอยแห่งนี้มีสภาพเก่ามาก บ้านที่ตั้งอยู่ในซอย หากดูจากข้างนอกก็มีสภาพทรุดโทรมไม่แตกต่างกันเมื่อเดินผ่านประตูเข้ามา บนลานด้านหน้ามีเศษต้นไผ่ไม้ไผ่วางเกะกะเต็มไปหมดรอบลานคือห้องเล็กๆ หลายห้อง ซึ่งประตูถูกเปิดคาเอาไว้ ข้างในนั้นมีคนกำลังตัดไม้ไผ่ทำโคมไฟ
“พวกท่านสองคนมาหาคนหรือมาซื้อโคมไฟ” เมื่อเห็นว่ามีคนแปลกหน้าเดินเข้ามาเด็กหนุ่มผู้หนึ่งวางงานในมือแล้วเดินมาถามผู้มาเยือน
“ข้ามาซื้อโคมไฟ” กู้อวี้เอ่ยตอบ
เด็กหนุ่มผู้นี้ชะงักไปครู่หนึ่ง ตนเพิ่งเคยเจอคนมาซื้อโคมไฟทั้งที่เลยเทศกาลโคมไฟไปแล้ว
“เช่นนั้นก็เชิญทางนี้” เด็กหนุ่มให้การต้อนรับขับสู้แขกผู้มาเยือนอย่างกระตือรือร้นก่อนจะเดินนำไปด้านหลัง เมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ ทั้งยังมีเด็กหายไปหลายคนที่ว่าการอำเภอจึงห้ามมิให้ขายโคมไฟ พวกตนจึงยังมีโคมไฟเหลืออยู่อีกหลายอัน
“เมื่อคืนพวกท่านไม่ได้ไปร่วมงานเทศกาลโคมไฟหรือเช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อคืนเกิดเหตุไฟไหม้ มีคนเหยียบกันตายหลายสิบคนทั้งยังมีเด็กหายไปเป็นสิบ ยังไม่รวมสตรีที่หายไปอีกห้าหกคนด้วย” เด็กหนุ่มซึ่งเดินนำชวนคุยด้วยคิดว่าการที่มีคนมาซื้อโคมไฟหลังจากเลยเทศกาลโคมไฟไปแล้วหมายความว่า คนผู้นั้นคงมิได้ไปร่วมงานในวันช่วงมีงานเทศกาลเป็นเหตุให้พี่ชายผู้นี้จึงพาน้องสาวมาซื้อโคมไฟเป็นการปลอบใจกระมัง
กู้อวี้เลิกคิ้วพลางเอ่ยถาม “ได้ยินว่าเหตุการณ์ไฟไหม้เมื่อคืนสามารถดับไฟได้อย่างรวดเร็วไม่ใช่หรือเหตุใดถึงเกิดเหตุการณ์เหยียบกันตายได้เล่า”
“ท่านไม่ไปคงไม่ทราบ เมื่อคืนบุตรชายของนายอำเภอหายตัวไปเจ้าหน้าที่ของทางการจึงออกตามหากันให้ควั่ก…” คำพูดต่อจากนี้เด็กหนุ่มมิได้พูดต่อทว่ากู้อวี้พอจะเดาได้ไม่ยากว่าเรื่องราวหลังจากนั้นเป็นอย่างไรต่อนั่นคือนายอำเภอไม่สนใจชีวิตของชาวบ้าน เพื่อตามหาบุตรชายของตนจึงทำให้มีเหตุการณ์น่าตระหนกเกิดขึ้นเช่นนี้แล้วหากไม่เกิดเหตุการณ์เหยียบกันตายสิแปลก
“บุตรชายของนายอำเภอหายตัวไปหรือ แล้วตามหาคนเจอหรือไม่” กู้อวี้แกล้งถาม
“หาเจอทั้งยังหาตัวเด็กที่หายตัวไปหลายคนเจอด้วย เพียงแต่เมื่อคืนไม่ได้มีแค่พวกโจรลักพาตัวเท่านั้นที่ลงมือ…”เด็กหนุ่มหยุดชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ “ความจริงหากไม่เกิดเหตุการณ์วุ่นวายตอนหลังคงไม่มีคนหายไปมากมายถึงเพียงนั้น เหตุการณ์ในยามนั้นวุ่นวายอย่างมากจึงมีคนฉวยโอกาสนี้ปล้นและขโมย” พูดถึงตรงนี้เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจออกมา
สวรรค์ไม่เคยเมตตามนุษย์เลย
เด็กหนุ่มพาคนทั้งสองไปยังห้องเก็บของด้านหลัง ภายในห้องมีโคมไฟหลายอันแต่ละอันล้วนทำอย่างประณีต กู้อวี้บอกให้เจินเจินเลือกได้ตามใจชอบ หากเด็กหญิงชอบอันไหนก็ซื้ออันนั้น
“เจ้าไม่ต้องกลัวว่าหากซื้อมากเกินไปแล้วจะนำกลับบ้านไม่ได้หากซื้อเยอะก็ให้คนของที่นี่ไปส่ง อีกทั้งโคมพวกนี้ยังสามารถแขวนได้ขอแค่เจ้ายินดีก็จะมีโคมไฟให้ดูทุกคืน” กู้อวี้พูดกับเจินเจิน
เด็กหนุ่มฟังแล้วยิ้มกว้าง รีบพูดสนับสนุน “สาวน้อย เจ้าดูสิพี่ชายของเจ้ารักและตามใจยิ่งนัก หากข้ามีชายที่รักข้ามากเช่นนี้ก็คงจะดี”
เจินเจินรีบเอาสองแขนกอดขาของกู้อวี้เอาไว้ใบหน้าแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ นางไม่ยินยอมให้ผู้ใดมาแย่งพี่ชายไป “ของข้าพี่ชายเป็นของข้า!”
เด็กหนุ่มหลุดหัวเราะออกมา รีบโบกไม้โบกมือ “ข้าไม่แย่งกับเจ้าหรอกเจ้ารีบเลือกเร็วเข้า อย่าทำให้พี่ชายต้องเสียน้ำใจ”
ได้ยินวาจานั้นเจินเจินถึงยอมปล่อยมือจากขาของกู้อวี้ จากนั้นเปลี่ยนเป็นจูงมือแล้วพาอีกฝ่ายเดินเข้าไปในห้องเก็บของ
เจินเจินเจอโคมไฟรูปเสือที่ชื่นชอบ ในห้องนี้มีโคมรูปเสือหลากหลายอิริยาบถทั้งตอนขู่ น่ารัก รูปตอนนั่งหรือกระทั่งตอนนอน
“ข้าเอาโคมรูปเสือทั้งหมด” เจินเจินเอ่ยอย่างเด็ดเดี่ยว
เด็กหนุ่มยิ้มกว้างยิ่งกว่าเดิมนั่นเพราะโคมไฟรูปเสือมีหลายสิบอันเลยทีเดียว
“สาวน้อย เจ้าลองดูอันอื่นด้วยดีหรือไม่ โคมอันอื่นก็สวยมากเช่นกันเจ้าซื้อกลับไปมากหน่อย เดือนนี้แขวนโคมรูปเสือ เดือนต่อไปแขวนรูปกระต่ายเดือนถัดไปแขวนรูปดอกบัว…”
ชายหนุ่มเสนอขายโคมไฟในร้าน ด้วยเพราะโคมไฟที่ขายไม่ออกในวันงานเทศกาล หากวางทิ้งเอาไว้นานวันเข้าโคมไฟเหล่านั้นก็จะไม่สวยเหมือนเช่นตอนแรกอีกทั้งยังเป็นสิ่งของที่ใช้ได้แต่เฉพาะในเทศกาลนั้นๆเช่นเดียวกับขนมไหว้พระจันทร์ที่นำมาใช้เพียงในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ เมื่อผ่านพ้นช่วงเทศกาลไปราคาก็จะลดลงเพื่อให้มันสามารถขายออกได้หากเก็บเอาไว้มีแต่จะเสียเปล่า ด้วยเหตุนี้เมื่อเด็กหนุ่มเจอกับลูกค้าที่ต้องการจะซื้อโดยไม่เสียดายเงินจึงพูดสนับสนุนอย่างเต็มที่
เจินเจินหันไปมองกู้อวี้เป็นเชิงถาม ชายหนุ่มก็พยักหน้าตอบ“หากชอบก็ซื้อเถิด”
พี่สาวสุนัขจิ้งจอกกล่าวเอาไว้ได้ถูกต้องจริงๆ ไม่มีสตรีคนใดต้านทานการซื้อของได้จริงๆ!
เจินเจินเลือกดูโคมไฟในห้องเก็บของอย่างชื่นมื่น ชอบอันไหนก็ซื้อเมื่อไม่มีเด็กอ้วนผู้นั้นคอยแย่ง นางจึงซื้อโคมไฟไปถึงห้าสิบกว่าอันด้วยกันเด็กหนุ่มเห็นแล้วถึงกับบอกว่า โคมไฟจำนวนมากเช่นนั้นสามารถเปิดร้านขายได้เลยทีเดียว
ครั้นจ่ายเงินเสร็จ กู้อวี้ก็เขียนที่อยู่ของโรงเตี๊ยมเพื่อให้เด็กหนุ่มนำโคมไฟทั้งหมดไปส่งให้เด็กหนุ่มเดินออกไปส่ง และโค้งกายให้อย่างอ่อนน้อมมองส่งจนลูกค้าทั้งสองเดินออกจากซอยไป
“เวลานี้ยังเช้าอยู่เจ้าอยากไปที่ใดอีกหรือไม่” กู้อวี้เอ่ยถามเจินเจิน เด็กหญิงชูมือขึ้นมาแล้วไล่ทีละอย่าง“ไปซื้อเสื้อผ้าให้พี่ชาย ซื้อหนังสือ ซื้อขนม ซื้อเป็ดพริกเกลือ ซื้อบะหมี่ห่าน ซื้อขาหมูตุ๋น…”
กู้อวี้ “…”
เขาไม่ได้ชอบกินเป็ดพริกเกลือ บะหมี่ห่านและขาหมูตุ๋นเสียหน่อย
“ไปกันเถอะ!” กู้อวี้จูงมือเจินเจิน ก่อนจะพาเดินไปบนถนนระหว่างทางเจินเจินเห็นร้านใดน่าสนใจก็จะเข้าไปในร้านนั้น เพียงไม่นานก็ซื้อของมามากมายทั้งสองคนไม่อาจหิ้วได้หมดจึงต้องบอกให้ทางร้านไปส่งไว้ที่โรงเตี๊ยม
ครั้นไปถึงร้านเสื้อผ้า หากเจินเจินเห็นอาภรณ์ชุดใดสวยงามก็จะซื้อให้กู้อวี้จนชายหนุ่มต้องบอกว่าเสื้อผ้าที่มีอยู่ในเวลานี้เพียงพอให้ใส่อยู่แล้ว
เจินเจินกลับเอ่ยว่า “ พี่ชาย เช่นนั้นท่านแค่ใส่ให้ข้าดูเฉยๆ ได้หรือไม่”
ผู้ดูแลร้านยิ้มกว้าง เอ่ยกับกู้อวี้ว่า “คุณชายน้องสาวของท่านช่างน่ารักเหลือเกิน”
เสี่ยวเอ้อร์ภายในร้านกล่าวชมเจินเจินว่าสายตาดีเช่นกันจะไม่สายตาดีได้อย่างไร เสื้อผ้าที่นางเลือกล้วนแล้วแต่ราคาแพงทั้งสิ้นทั้งยังเลือกถึงหลายสิบตัวอีกด้วย
เจินเจินมิได้ขาดแคลนเงิน ลำพังแค่เงินที่นางได้มาจากพวกโจรลักพาตัวก็นับว่าหลายตำลึงแล้วเด็กหญิงซ่อนเงินนั้นไว้ในถุงเงิน อีกทั้งกลัวว่าจะไม่พอจ่าย นางเลยนำก้อนเงินตำลึงทองก้อนอ้วนๆกลมๆ สองก้อนใส่มาในถุงเงินใบนั้นด้วย
เจินเจินได้ฟังคำเยินยอนั้นก็ยิ้มอย่างชอบอกชอบใจขณะที่กู้อวี้ได้แต่จนปัญญา จึงต้องเป็นฝ่ายเลือกเสื้อผ้าให้นางเองรวมถึงเลือกให้คนที่บ้านด้วย เจินเจินจำได้แค่ว่าต้องการซื้อให้เขาเช่นนั้นเขาก็จะซื้อให้นางและคนที่บ้านเอง
พอถึงยามคิดเงิน ผู้ดูแลร้านขอที่อยู่ของคนทั้งคู่ซึ่งเป็นลูกค้าคนสำคัญ พวกเขาจะต้องเอาของไปส่งให้ถึงที่
หลังออกจากร้านเสื้อผ้า เจินเจินจูงมือกู้อวี้ไปร้านหนังสือนางต้องการซื้อกระดาษให้พี่ชาย กระดาษเป็นสิ่งที่ต้องใช้ทุกวันเพราะพี่ชายต้องเขียนตัวอักษร กระดาษเลยหมดไวอย่างมาก
“พี่ชาย ท่านเลือกเลย ชอบเล่มใดก็ซื้อ” เจินเจินเอ่ยอย่างใจกว้างเวลานี้นางอารมณ์ดีอย่างยิ่ง พี่สาวสุนัขจิ้งจอกเคยบอกว่าการได้ซื้อของให้บุรุษนับเป็นความสุขอย่างหนึ่ง ประโยคนี้กล่าวได้ถูกต้องจริงๆ
กู้อวี้ยิ้มก่อนจะเดินดูหนังสือภายในร้านไม่นานเขาก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากบนชั้น ซึ่งหน้าปกเขียนว่า ‘ตำนานเก้าสวรรค์’ เขาคิดในใจนิยายเล่มนี้ไม่ใช่ว่าในเมืองหลวงไม่พอขาย แม้แต่ในเมืองก็ไม่มีไม่ใช่หรือเหตุใดถึงมาปรากฏในร้านหนังสือในอำเภอได้