นั้นเอง ประตูห้องด้านในก็เปิดออก ร่างสูงใหญ่ของฮวาเจิ้นถูกฮวาเหลียนพยุงออกมาอย่างทุลักทุเลเมื่อแม่ทัพใหญ่เห็นบุตรสาวเพียงคนเดียวที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขนหัวใจที่บีบรัดด้วยความทรมานจากพิษร้ายก็คลายออกอย่างน่าประหลาดเขารีบสะบัดมือจากไป๋หลินเดินโซซัดโซเซตรงไปยังฮวาเสี่ยวซีด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรักและความคิดถึง
"ซีเออร์... ลูกพ่อ เจ้ากลับมาแล้ว..."เสียงแหบพร่าของฮวาเจิ้นดังแผ่วเบา แต่กลับก้องกังวานอยู่ในความเงียบของห้องโถง
คนในห้องโถงใหญ่ถึงกับตกอยู่ในภวังค์มองภาพพ่อลูกที่เพิ่งได้พบหน้ากันด้วยความรู้สึกที่หลากหลายนายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงและฮวาหยางถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกไป๋หลินยืนมองด้วยรอยยิ้มบางๆ ที่แฝงไปด้วยความเศร้าสร้อยขณะที่นางกำนัลอาวุโสและเหล่าคนรับใช้ต่างพากันก้มหน้าด้วยความเคารพและเกรงใจต่อภาพความผูกพันของครอบครัวฮวา
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงหันไปตำหนิฮวาหยางเสียงเข้ม"เจ้าพาพ่อเจ้าออกมาทำไมกัน! สภาพเขาแทบจะยืนไม่อยู่แล้ว ควรจะพักผ่อน!"
ฮวาเจิ้นชะงักฝีเท้าที่กำลังจะก้าวเข้าไปหาบุตรสาวเมื่อสายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างของไป๋หลินที่ยืนอยู่ด้านหลังฮวาเสี่ยวซีร่างกายสูงใหญ่ของแม่ทัพใหญ่เริ่มสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้ใบหน้าคมสันเริ่มแดงก่ำ เหงื่อเม็ดโตผุด
พรายขึ้นตามไรผม ดวงตาที่เคยอ่อนโยนเมื่อมองบุตรสาวกลับวาววับด้วยความปรารถนาอันร้อนแรง เสียงครางต่ำๆ ที่ลอดออกมาจากลำคอบ่งบอกถึงการต่อสู้ภายในจิตใจที่แสนทรมานพิษราคะนารีกำเริบขึ้นอีกครั้งอย่างรุนแรงเมื่อได้เห็นสตรีที่มันปรารถนา
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงถึงกับแตกตื่นตกใจ "ฮวาเจิ้น! เกิดอะไรขึ้น!?" ฮวาหยางและฮวาเหลียนเห็นบิดามีอาการกำเริบขึ้นอย่างรวดเร็วทันใดก็รีบเข้ามาประคองร่างด้วยความเป็นห่วงไป๋หลินมองภาพนั้นด้วยความตกใจระคนสงสาร แม่ทัพใหญ่ผู้สง่างามในความทรงจำของนางบัดนี้กลับทรุดโทรมลงอย่างเห็นได้ชัด อาการพิษกำเริบทำให้ร่างกายของเขา
อ่อนแรงจนน่าใจหายและยิ่งได้เห็นอาการทรมานที่แสดงออกมาอย่างชัดเจน นางก็ยิ่งตกใจกลัวส่วนล่างของแม่ทัพใหญ่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด...ทุกคนในห้องโถงตกอยู่ในความแตกตื่นและกระวนกระวาย
นางกำนัลอาวุโสเห็นท่าไม่ดีก็รีบกล่าวแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น"ท่านผู้เฒ่ากั๋วกง บัญชาของฝ่าบาทมิอาจขัดขืนนะเจ้าค่ะหากปล่อยไว้อาการของจิ้นอ๋องอาจจะแย่ลงไปอีก"
นายท่านผู้เฒ่ากั๋วกงกัดฟันกรอด "เอาล่ะ... ข้ารู้แล้ว"เขาหันไปทางฮวาเสี่ยวซีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล
ฮวาเสี่ยวซีมองบิดาที่กำลังทรมานจากพิษร้ายไม่ต่างจากจิ้นอ๋องเมื่อครั้งก่อนนางเข้าใจดีถึงความเจ็บปวดทรมานนั้น
นางหันไปบอกท่านปู่ด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นแต่แฝงไปด้วยความเป็นห่วง"ท่านปู่... ข้าฝากอ้วนน้อยด้วยนะเจ้าคะ เขา
อาจจะร้องไห้งอแงบ้าง ท่านดูแลเขาให้ดีๆนะเจ้าคะ เขาค่อนข้างจะติดข้าเสียหน่อย" นางลูบศีรษะเล็กๆ ของลูกชายเบาๆด้วยความอาลัย ก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับนางกำนัลด้วยแววตาที่แน่วแน่
ฮวาเสี่ยวซีค่อยๆวางร่างอ้วนท้วนของลูกชายลงในอ้อมแขนของท่านปู่กั๋วกงอย่างทะนุถนอม มองใบหน้าเล็กๆที่หลับใหลด้วยความอาลัย ก่อนจะผละจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวนางหันไปทางไป๋หลินที่ยืนอยู่ไม่ไกลนัก หญิงสาวส่งยิ้มบางๆพร้อมกับพยักหน้าให้ฮวาเสี่ยวซีอย่างเข้าใจ
ฮวาเสี่ยวซีหันหลังเดินตามนางกำนัลอาวุโสออกไปจากห้องโถง ปล่อยให้ท่านปู่พี่ใหญ่และไป๋หลินจัดการกับสถานการณ์อันน่ากระอักกระอ่วนที่เกิดขึ้นภายในจวนก็แล้วกันนางมีภารกิจที่ต้องไปทำ และหวังว่าการเสียสละของนางในครั้งนี้จะช่วยให้บิดาและจิ้นอ๋องพ้นจากความทรมานจากพิษร้ายได้เสียที
รถม้าหรูหราประดับประดาด้วยลวดลายมังกรทองอร่ามออกจากจวนตระกูลฮวาด้วยความรวดเร็วราวกับลูกศรที่ถูกยิงออกจากคันธนูมุ่งตรงกลับไปยังทิศทางเดิมที่เป็นที่ตั้งของจวนจิ้นอ๋องแสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดส่องกระทบหลังคารถม้าเป็นประกายหลิวกงกงนั่งอยู่ด้านหน้ากับสารถี ใบหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความกังวลหันมองไปยังประตูรถม้าเป็นระยะๆ ราวกับกลัวว่าหญิงสาวที่อยู่ด้านในจะเปลี่ยนใจ
ภายในรถม้า ฮวาเสี่ยวซีนั่งเงียบงัน ดวงตากลมโตเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างภาพใบหน้าของบิดาที่ทรมานจากพิษร้ายยังคงติดตรึงอยู่ในความคิดของนางความรู้สึกสับสนและเหนื่อยหน่ายถาโถมเข้ามาจนแทบประคองสติไม่อยู่นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดเรื่องราวถึงได้พลิกผันวุ่นวายเช่นนี้จากการกลับมาบ้านอย่างอบอุ่น
กลับกลายเป็นการเดินทางไปยังจวนของบุรุษที่นางเคยมีความสัมพันธ์ด้วยแต่บัดนี้ความทรงจำในช่วงเวลาสำคัญเหล่านั้นกลับเลือนหายไปจากห้วงคำนึงของนางเสียสิ้น...
ไม่จริง! นางจำได้!ภาพความทรงจำก่อนที่นางจะประสบอุบัติเหตุตกน้ำไหลบ่าเข้ามาในความคิดของนางอย่างชัดเจนภาพของจิ้นอ๋องในชุดคลุมอาบน้ำ ใบหน้าหล่อเหลาที่ประดับด้วยรอยยิ้มจางๆที่ส่งมาให้นางอย่างอบอุ่น
ความรู้สึกร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านไปทั่วร่างกายเพียงแค่ได้อยู่ใกล้ชิด...นางจำได้ถึงสัมผัสอันเร่าร้อน จุมพิตหวานล้ำและค่ำคืนที่พวกเขาสองคนร่วมเรียงเคียงหมอนอย่างลึกซึ้งนางจำได้ถึงความรู้สึกพิเศษที่แอบซ่อนไว้ในใจที่มีต่อจิ้นอ๋องและความลับที่นางเคยปลอมตัวเป็นทหารรับใช้คอยดูแลปรนนิบัติอาบน้ำให้เขาอย่างใกล้ชิดด้วยความเต็มใจและความเสน่หาที่เก็บซ่อนไว้มิดชิด!
ความทรงจำเหล่านั้นหวนคืนมาอย่างแจ่มชัดราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้เอง!ความทรงจำหวนคืนมาอย่างชัดเจนราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำในหัวนางจำได้ถึงค่ำคืนหนึ่งที่พวกเขาแอบลักลอบออกมาจากค่ายทหารเป่ยหม่านไปยัง
ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลนักแสงจันทร์สาดส่องลงมาเป็นสีเงินยวงบรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดมีเพียงเสียงลมพัดแผ่วเบาและเสียงหัวใจของพวกเขาสองคนที่เต้นระรัวด้วยความปรารถนา
นางจำได้ถึงสัมผัสร้อนรุ่ม เร่าร้อน และลึกซึ้งแก่นกายแข็งแรงของท่านอ๋องแทรกเข้ามาในร่องกลีบเหมยของนางอย่างช้าๆ แต่หนักแน่นความรู้สึกเสียดสีที่ทำให้เกิดความเสียวซ่านไปทั่วร่างนางเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความรักใคร่ จุมพิตหวานล้ำที่มอบให้กันอย่างดูดดื่มแต่แล้วความสุขก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงฝีเท้าของทหารเป่ยหม่านที่เข้ามาใกล้
พวกเขาตกใจแทบสิ้นสติ ท่านอ๋องรีบร้อนอุ้มนางขึ้นจากพื้นดินโดยที่ท่อนลำใหญ่ยังคงค้างคาอยู่ในช่องทางรักของนางอยู่เลยตอนนั้นมันทั้งเสียวซ่าน ตื่นเต้น และหวาดหวั่นไปพร้อมๆ กันการร่วมรักกันบนต้นไม้ใหญ่ในสถานการณ์คับขันนั้นช่างเร้าใจและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของนางอย่างไม่มีวันลืมเลือนความรู้สึกหวาดเสียวที่แก่นกายยังคงเชื่อมต่อกับร่างกายนางขณะถูกอุ้มขึ้นสูงนั้นมันช่าง...ได้ใจสุดๆไปเลย!
"แม่นาง... ใกล้ถึงจวนท่านอ๋องแล้วขอรับ"เสียงทุ้มต่ำของหลิวกงกงดังขึ้นเบาๆ ทำลายความเงียบภายในรถม้าฮวาเสี่ยวซีสะดุ้งเล็กน้อย หันกลับมามองขันทีด้วยแววตาที่ยังคงเหม่อลอย
"ถึงแล้วหรือ..." นางพึมพำเบาๆ ราวกับคนละเมอเมื่อรถม้าเลี้ยวเข้าไปในเขตจวนจิ้นอ๋องฮวาเสี่ยวซีก็ต้องตกตะลึงกับความโอ่อ่าตระการตาของสถานที่แห่งนี้สวนดอกไม้นานาชนิดบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วบริเวณเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่ตรงหน้า ราวกับวังขนาดย่อมรถม้าจอดสนิทลงหน้าเรือนหลังใหญ่
หลิวกงกงรีบลงจากรถมาเปิดประตูให้ฮวาเสี่ยวซีด้วยท่าทางนอบน้อมเมื่อนางก้าวลงจากรถม้าสิ่งแรกที่นางเห็นคือร่างสูงสง่าในชุดมังกรสีเหลืองทองยืนรออยู่หน้าเรือนด้วยพระพักตร์เคร่งขรึมแต่แววตาที่ทอดมองมายังนางกลับเต็มไปด้วยความกังวลและความคาดหวัง
นั่นคือองค์ฮ่องเต้! ฮวาเสี่ยวซีรีบคุกเข่าลงถวายบังคมตามธรรมเนียม"ถวายพระพรฝ่าบาท..." "ลุกขึ้นเถิดแม่นางฮวา"พระสุรเสียงทุ้มนุ่มของฮ่องเต้ตรัสขึ้นพระองค์ทอดพระเนตรมองฮวาเสี่ยวซีด้วยพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความเห็นพระทัย
"ข้ารู้เรื่องราวของเจ้าแล้วการเดินทางกลับมาของเจ้าคงมิได้ราบรื่นนัก"ฮวาเสี่ยวซีเงยหน้าขึ้นมองฮ่องเต้เล็กน้อยนางสัมผัสได้ถึงความเมตตาที่แผ่ออกมาจากพระองค์ทำให้ความรู้สึกหวาดระแวงในใจนางคลายลงบ้าง
"ขอบพระทัยฝ่าบาทที่ทรงห่วงใย" นางตอบเสียงเบา
"บัดนี้อาการของจิ้นเออร์กำเริบหนักขึ้นทุกทีหมอหลวงเองก็จนปัญญา" ฮ่องเต้ตรัสด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความกังวล
"ข้าหวังว่าเจ้าจะสามารถช่วยเขาได้ดังเช่นคราวก่อน"ฮวาเสี่ยวซีเม้มริมฝีปากแน่น นางรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงนางจำจิ้นอ๋องได้ ความทรงจำในอดีตหวนคืนมาแล้วนางจำวิธีการรักษาพิษประหลาดนั้นได้เช่นกัน
"ฝ่าบาท... หม่อมฉัน..." นางพยายามจะเอ่ยแต่ก็ถูกฮ่องเต้ตรัสขัดขึ้นเสียก่อน
"ข้ารู้ว่ามันเป็นการขอร้องที่มากเกินไปสำหรับเจ้า แต่หลงเออร์เป็นน้องชายที่ข้ารักมากที่สุดหากเขามีอันเป็นไป ข้าคงเสียใจไปตลอดชีวิต"
พระสุรเสียงของฮ่องเต้สั่นเครือเล็กน้อยพระองค์ทรงยกพระหัตถ์ตบบ่าฮวาเสี่ยวซีเบาๆ"ข้าขอฝากชีวิตของน้องชายข้าไว้กับเจ้าด้วยเถิดแม่นางฮวา"
ฮวาเสี่ยวซีมองพระพักตร์ที่เต็มไปด้วยความหวังของฮ่องเต้นางรู้สึกถึงความหนักอึ้งในใจ แม้จะยังคงเหนื่อยล้าจากการเดินทางแต่ความทรงจำที่กลับมาก็ทำให้ความรู้สึกผูกพันกับจิ้นอ๋องหวนคืนมาด้วยนางไม่อาจปฏิเสธคำขอนี้ได้
"หม่อมฉันจะพยายามอย่างสุดความสามารถพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท"ฮวาเสี่ยวซีตอบรับด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้น ฮ่องเต้ทรงคลี่ยิ้มบางๆอย่างโล่งพระทัย
"ขอบใจเจ้ามากแม่นางฮวา เชิญเจ้าเข้าไปในเรือนเถิด หลงเออร์รอเจ้าอยู่ข้างในแล้ว"ฮวาเสี่ยวซีพยักหน้า ก่อนจะหันไปมองหลิวกงกงที่ยืนรออยู่ไม่ไกลนักขันทีอาวุโสพยักหน้าให้นางเบาๆ เป็นเชิงให้กำลังใจจากนั้นฮวาเสี่ยวซีก็สูด
ลมหายใจเข้าลึกๆแล้วก้าวเท้าเข้าไปในเรือนไม้สักทองหลังใหญ่ด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งความกังวลความเสน่หาที่หวนคืน และความหวัง ภายในห้องบรรทมที่ตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่หรูหรา
ร่างสูงใหญ่ของจิ้นอ๋องนอนอยู่บนเตียงกว้าง ผ้าไหมสีเข้มคลุมกายไว้ถึงอกใบหน้าคมสันซีดเซียว เหงื่อเม็ดโตผุดพรายตามไรผม ดวงตาปิดสนิทแต่ริมฝีปากกลับเม้มแน่นราวกับกำลังอดกลั้นความเจ็บปวดเมื่อฮวาเสี่ยวซีเดินเข้ามาใกล้เตียง
จิ้นอ๋องก็ลืมตาขึ้นช้าๆ แววตาของเขาพร่าเลือนและเต็มไปด้วยความทรมานแต่เมื่อเห็นใบหน้าของฮวาเสี่ยวซี แววตานั้นก็กลับมามีประกายขึ้นเล็กน้อย
"เจ้า... เจ้ากลับมาแล้ว เสี่ยวซี..."เสียงแหบพร่าของจิ้นอ๋องเอ่ยขึ้นเบาๆ ราวกับกระซิบฮวาเสี่ยวซีมองใบหน้าของบุรุษตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ท่วมท้น นางจำเขาได้แล้ว
ความทรงจำทุกอย่างหวนคืนมาหมดสิ้น ความรัก ความผูกพัน และความปรารถนา"ท่านอ๋อง..."ฮวาเสี่ยวซีเอ่ยเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความรักใคร่จิ้นอ๋องพยายามยกมือขึ้นอย่างยากลำบาก หมายจะสัมผัสใบหน้าของฮวาเสี่ยวซีนางจึงค่อยๆ โน้มตัวลงไปใกล้
"ข้า... ข้ารอเจ้ามาตลอด..."จิ้นอ๋องกระซิบเสียงแผ่ว ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบลงไปอีกครั้งฮวาเสี่ยวซีมองใบหน้า
หมดสติของจิ้นอ๋องด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งนางรู้ว่าบัดนี้ชีวิตของบุรุษที่นางรักอยู่ในมือของนางแล้วนางจะต้องพยายามอย่างสุดความสามารถ ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม
"หลิวกงกง! ท่านทำให้ข้าหมดอารมณ์นะ! ช่วยไปไกลๆกว่านี้หน่อยได้ไหมเล่า!"ฮวาเสี่ยวซีตะโกนกลับไปทางประตูด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดเต็มทนความเขินอายที่สะสมมาเมื่อครู่พลันมลายหายสิ้นเหลือไว้แต่ความหัวเสียที่ถูกขัดจังหวะ
"ไม่ได้...แม่นาง! ฝ่าบาททรงเป็นห่วงพระอาการของจิ้นอ๋องมากทรงต้องการทราบความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดขอรับ!"เสียงหลิวกงกงตอบกลับมาอย่างหนักแน่น ไม่ยอมถอย
"ถ้าอย่างนั้นก็เข้ามาอยู่ในห้องด้วยกันเลยสิ!"ฮวาเสี่ยวซีตะโกนกลับไปอีกครั้งอย่างประชดประชันสุดๆนางเริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังแสดงละครตลกมากกว่าการรักษาชีวิตคน
ทันใดนั้นเอง เสียงกระแอมกระไอเบาๆ ก็ดังลอดมาจากด้านนอกประตูห้องบรรทมไม่รู้ว่าพระสุรเสียงนั้นหมายความว่าอย่างไร กำลังตำหนิความประชดประชันของนางหรือว่าทรงเห็นด้วยกับความอึดอัดที่นางกำลังเผชิญอยู่กันแน่ฮวาเสี่ยวซีได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่ายกับสถานการณ์อลเวงตรงหน้า