คำนำ
นิยายเื่นี้ใช้คำหยาบอยู่บ้าง ตัวละครพัฒนาช้าและน่ารำคาญใน่แรก ใครไม่ชอบให้ดองไว้ก่อนนะครับ รอสักสิบตอนค่อยกลับมาอ่านเพื่ออรรถรส
("ตัวเอียง" คือ ความคิด และ "ตัวตรง" คือ คำพูด)
---------------------------------------------------------------------------------
ณ ห้องหินสี่เหลี่ยมจัตุรัสกว้างสามเมตร
ที่นี่บรรยากาศเย็นเยียบและมืดมัว ซ้ำยังมีกลิ่นไม่พึงประสงค์และอากาศไม่ถ่ายเท ชนิดที่ใครเข้ามาก็ว่าอึดอัด มีแสงอบอุ่นจากโคมไฟทรงกระบอกบนเพดาน แต่ไม่ได้ช่วยให้ห้องสว่างขึ้นเลย กลับเป็ชุดโต๊ะเก้าอี้ไม้แดงที่เรืองแสงอ่อน ๆ สะท้อนให้เห็นใบหน้าของสองบุรุษซึ่งนั่งอยู่คนละฝั่ง
คนหนึ่งคือคุณลุงชาวบ้านร่างกลาง ๆ ค่อนไปทางเล็ก หากยืนขึ้นเขาจะสูงราวร้อยเจ็ดสิบเซนฯ ผิวคล้ำผมเกรียน คิ้วหนาตาดำ ทั่วหน้ามีจุดด่างดำดูไม่สะอาด และไว้หนวดเคราบาง ๆ ดูมีอายุราวสามสิบต้น ๆ
เขาสวมกางเกงขาสั้นสีดำและเสื้อยืดแขนยาวสีเขียวสดใส บริเวณหน้าอกสกรีนยี่ห้อปุ๋ยเคมี ทว่าทุกส่วนดูเทาไปหมด เพราะเปรอะโคลนั้แ่หัวจรดเท้า
อีกคนคือชายหนุ่มชาวยุโรปอายุยี่สิบกลาง ๆ ร่างล่ำสันกำลังดีสูงราวร้อยแปดสิบเซนฯ ผิวขาวซีดตัดกับผมสีแดงสดยาวสลวยแตะบ่า เผยหน้าตาเกลี้ยงเกลาแต่ดูดุดัน ด้วยเหลี่ยมสันและคิ้วตรงตั้ง จมูกปากได้สัดส่วน ตาสีน้ำตาลแดงโดดเด่นและลุ่มลึก
เขาสวมเสื้อโค้ทตัวใหญ่สีดำยาวคลุมเข่า ตามปกและขอบมุมขลิบลวดลายสีทองเรียบหรู ปลายแขนติดแผ่นโลหะสี่เหลี่ยมคล้ายอินทรธนูที่มีดาวทองหกแฉกอยู่สี่ดวง ใต้โค้ทมีเสื้อกั๊กหนังสัตว์โชว์กล้ามอก เพราะไม่มีเสื้อซับใน คอวีของมันจึงแหวกลึกถึงลิ้นปี่ ท่อนล่างสวมกางเกงขายาวรีดเรียบสีดำ
บนหัวสวมหมวกหม้อตาลข้าราชการสีน้ำตาล มีปีกบังแดดด้านหน้าสีดำเงา ตกแต่งด้วยเส้นสายสีทองเล็กน้อย มองไม่เห็นตราสัญลักษณ์ เพราะยอดหมวกถูกพับจนแบนแนบกับปีก โดยรวมเขาคล้ายสายสืบหนุ่มยุควิคตอเรียน แต่บางอย่างกลับดูนอกรีต
ที่มุมห้องด้านขวาของชายผมแดงนั้น ยังมีหญิงสาวสูงร้อยเจ็ดสิบเซนฯยืนเป็เงาอยู่ข้างหลัง สวมชุดคล้ายกันแต่เรียบง่ายและมิดชิดกว่า นางยืนแอบอยู่เงียบ ๆ ถ้าไม่ได้กำลังยื่นวัตถุบางอย่างให้ชายหนุ่ม ก็คงไม่มีใครสังเกตเห็นนาง
“เนตรสัจธรรมตัวเก่ารึ?”
ชายหนุ่มผมแดงพูดเสียงทุ้ม หลังจากยื่นมือไปรับวัตถุด้านหลัง มันดูเหมือนผลึกหินสีน้ำตาลทึบ รูปทรงคล้ายหนังสือหนาหนึ่งนิ้ว ทว่ามันมีเส้นเืเส้นเนื้อเต้นตุบ ๆ ยึดโยงไปทั่ว
กึก… แควก!
ชายหนุ่มวางผลึกหินลงบนโต๊ะ เนื้อตรงกลางของมันพลันฉีกออก มีดวงตาลูกโตชุ่มฉ่ำผุดขึ้นมาทันที มันกวาดมองไปทั่วด้วยแววตาช่างสงสัยไร้เดียงสา กลิ้งกลอกลอกแลก ดูมีชีวิตชีวา ดึงดูดสายตาทุกคนในห้องหิน
“นี่…ข้า พระนายลมโชย เอ็งล่ะชื่อกระไร?”
ขณะที่ลุงหนวดบางถูกแผ่นอิฐดึงดูดความสนใจ ชายหนุ่มพูดขัดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่เป็กันเอง หน้าดุดันฉีกยิ้มเล็กน้อย พลางชี้นิ้วที่ตัวเองแล้วชี้ออกไปหาคุณลุง
“อ้า…”
คุณลุงส่งแหบพร่า เขาอ้าปากเล็กน้อย พยายามจะพูดแต่พูดไม่ออก อาจเป็เพราะโคลนที่เริ่มแห้งตรึงหนังหน้าอยู่ สายตาเลื่อนลอย มองชายหนุ่มผมแดง แล้วก็มองดวงตาบนผลึกหิน สลับไปสลับมา
“รู้ภาษารือไม่? บ้าใบ้รือเปล่า?”
ไม่ทันได้คำตอบที่ชัดเจน ลมโชยก็หน้าตึงคิ้วตั้งพ่นคำถามเพิ่มแล้ว เสียงเขาดังขึ้นเล็กน้อย
“เกิดอะไรขึ้น !! ฉันตายไปแล้วใช่ไหม? นี่บัญชีหนังหมา? นั่นก็ยมทูติ? เขาพูดโบราณแต่ใส่ชุดแบบนั้น? …ไม่ใช่ละ”
ลุงเปรอะโคลนยกมือเกาหัวเกรียนแล้วมองชายหนุ่ม เขายังแอบสบตากับผลึกหินไปพลางโดยไม่ได้ตั้งใจ สีหน้าเขาดูงุนงงสับสนในใจและอยู่ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น พอรู้ตัวก็หลับตาชั่วครู่ก่อนจะตอบชายผมแดงด้วยเสียงสาก ๆ
“ผมชื่ออาทร…”
ปึง!
“ดีเลย! ข้าพระนายจักเค้นคำเอ็งสักครู่ ประเดี๋ยวพาไปล้างเนื้อล้างตัว!”
ชายหนุ่มผมยาวได้ยินก็ปากอ้าตาลุกวาว สองฝ่ามือแปะโต๊ะพร้อมจะยันตัวขึ้น พูดโพล่งออกไปโดยไม่เหลือท่าทีดุดัน แต่นึกขึ้นได้ว่าจะเสียภาพลักษณ์จึงหยุดการกระทำ ก่อนจะก้มตัวลงนั่งวางมาดสำรวมดังเดิม
“เอ็งไปโดนตัวใดมา จำอะไรได้รือไม่?”
เขายกสองมือทำนิ้วประสานกันไว้หน้าคาง แล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอย่างเป็มิตร
“จำได้ ที่นั่นมีสภาพแบบว่า...”
ลุงอาทรกล่าวหน้านิ่ง สายตาหลุบลงมองตาบนผลึกหิน ก่อนจะเข้าสู่ภาวะเคิบเคลิ้มและเริ่มบรรยายภาพในความทรงจำ
มันเป็พื้นที่โล่งที่มีแต่สีขาวโพลน คุณลุงกำลังนั่งยองบนพื้นดินโคลนเหนียวเหนอะ เขามองลงไปก็เห็นแขนขาตัวเองโปร่งใสเหมือนควัน เช่นเดียวกันกับกางเกงขาสั้นสีดำและเสื้อแขนยาวสีเขียวสดใสที่สวมอยู่ ซึ่งทุกส่วนค่อย ๆ มีมวลหนาแน่นขึ้นเป็ปกติในพริบตา ต่อมาเขาก็เริ่มเสียหลักเพราะขากำลังถูกโคลนดูดลงไป มันให้ความรู้สึกเหมือนหน้ามืดตาลายไปชั่วครู่
“เห้ย!”
พอลุงรู้สึกตัวจึงด้นรนหยัดยืนขึ้นด้วยความใ เขาพยายามยกขาขึ้นแต่กลับพบว่าตนไม่มีแรง ยังดีที่โคลนดูดนั้นหยุดอยู่ที่ระดับเข่า สุดท้ายเขาจึงถูกตรึงอยูตรงนั้น
“ที่ไหนวะเนี่ย?”
เขามองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าเหยเกและอาการลนลาน พบว่าบรรยากาศนั้นอึมครึมแปลก ๆ ห้อมล้อมด้วยหมอกหนาจนมองเห็นได้เพียงระยะสิบเมตร ไม่รู้คืนหรือวันเวลา ไม่รู้สึกเย็นแต่กลับขนลุก ทั้งยังอึดอัดเหมือนกำลังจมน้ำ เมื่อกวาดตาไปรอบ ๆ จึงเห็นว่าเป็แอ่งโคลนตมกว้างไกล แทบทุกตารางเมตรจะมีซากศพเละเทะน่าสะอิดสะเอียน ทั้งเน่าเหม็นและสดใหม่ กระจัดกระจายปะปนกันมั่วซั่ว ดูไม่ออกว่าเป็ซากของสิ่งมีชีวิตใดบ้าง
“อุก”
ลุงอาทรรีบหลับตาปิดจมูกเพราะกลัวว่าจะอวกออกมา ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นแล้วมองลึกเข้าไปในหมอกหนารอบกาย เขากวาดตาอย่างเชื่องช้าและละเอียดถี่ถ้วน
ฟืด ฟืด
ท่ามกลางความเงียบงันพลันมีเสียงหายใจของสัตว์ใหญ่ดังขึ้น มันเป็ควายสามขาตัวสูงใหญ่เกือบสามเมตร สองขาหลังและหนึ่งขาหน้าล้้วนหนาเท่าเสาบ้าน มันกำลังยืนหันข้างอวดเรือนร่างอยู่ไกล ๆ อย่างสันโดษ
ร่างบึกบึนนี้มีกล้ามเนื้อปูดโปนหุ้มด้วยผิวมันวาวที่ดำเมี่ยมตัดกับสีหมอก ทั้งตัวมีรอยบากยาวสิบนิ้วคล้ายแผลฉกรรจ์เพิ่งปิดสนิท ส่วนหัวมีเขาสั้นเพียงไม้บรรทัด หนังหน้าถลอกปอกเปิกเห็นกะโหลกขาว ั้แ่เหนือเบ้าตาลงมาถึงจมูก ส่วนหูยาว ๆ มีการสะบัดตบไล่เหลือบไรที่ไต่ตอม
พั่บ พั่บ
แท้จริงแล้วมันยังมีขาหน้าอีกข้างที่ถูกหมอกและเงาซ่อนเร้นบดบังอยู่ฝั่งขวา แต่จะเรียกว่าขาคงไม่ได้ เพราะมันเป็แขนมนุษย์ล่ำสันสีซีดขาว ขนาดของมันใหญ่โตพอ ๆ กับขาทั้งสี่ มีกล้ามแน่นและเส้นเืเขียว ๆ ม่วง ๆ ปูดโปนบีบตัวเป็จังหวะอย่างเห็นได้ชัด ส่วนมือกำลังจับขาคนสด ๆ ยัดเข้าปาก
สวบ
กรวบ กรวบ กรวบ
มันบดขยี้เนื้อและกระดูกในปาก คางโยกย้ายซ้ายขวาวนไปอย่างใจเย็น หลับตาลิ้มรสชาติและััที่ชุ่มฉ่ำ ไม่สนใจเศษเืเนื้อที่ไหลย้อยมาปลายคาง มันรวมกันเป็ลิ่มหยดลงโคลนดังเปาะแปะ
ลุงอาทรมองดูอยู่เงียบ ๆ เขาใจสั่นขบฟันแน่น ในหัวมีเพียงความคิดเดียว
“กูโดนเข้าแล้ว”
กลับมาที่ห้องหิน
“…มันน่ากลัวมาก”
ลุงอาทรหน้าตึงตาแข็งค้างขณะพูด ตอนนี้เสียงแหบของเขาเริ่มสั่นเครือ สองมือของเขาที่กุมกันแน่นอยู่ใต้โต๊ะก็เช่นกัน ถ้าไม่ติดโคลที่เคลือบไว้คงได้เห็นเหงื่อเย็นและเส้นขนที่ลุกชัน
“อึก” “อึก”
ชายหญิงฝั่งตรงข้ามลอบกลืนน้ำลายพร้อมกัน ต่างคนต่างคิดถึงตำนาน คำบอกเล่า และตัวหนังสือในตำราที่พรรณนาถึงสิ่งที่คล้ายกัน พวกเขามองหน้ากันแวบหนึ่งโดยไม่ได้นัดหมาย
กรอก
ตาไร้เดียงสากำลังเก็บทุกรายละเอียด ทั้งภาพความคิดของคุณลุงหัวเกรียน และภาพความจริงที่เกิดขึ้นในห้องหินนี้ นั่นรวมถึงปฏิกิริยาเล็ก ๆ น้อย ๆ ของบุคลากรทั้งสอง
หนึ่งลมหายใจผ่านไปในความทรงจำ
ควายตัวนั้นเหมือนรู้ตัวว่ามีสายตาจับจ้อง มันหยุดเคี้ยวและค่อย ๆ เชิดหัวขึ้นสูงอย่างใจเย็น ก่อนจะหันหัวเพร้อมเบิ่งตากลมโตสีดำเงาวับมองสวนมาที่ลุงอาทร แววตาของมันดูคลุมเครือยากจะอ่านอารมณ์หรือความคิด มันมองค้างอยู่อย่างนั้นพลางกระดิกหูสะบัดหางเบา ๆ
พั่บ พั่บ
ฟุบ!
ทว่าอยู่ ๆ มันก็พุ่งพรวดเข้าประชิดคุณลุง รวดเร็วชนิดที่ว่าสายตาจับไม่ทัน เคลื่อนที่ราวกับไร้กฎฟิสิกส์ เพียงพริบตาเดียว มันก็มาอยู่ตรงหน้าแล้ว ทั้งยังอยู่ในท่ายืนหันข้างเช่นเดิม เพิ่มเติมคือใกล้ขึ้นอีกคืบเดียวหน้าของเขาก็จะัักับท้องมันแล้ว
แคว่ก ก๊าซซซ! กรับ กรับ กรับ ก๊าซซซซซซ!
รอยบากมากมายพลันนูนขึ้นพร้อมกันและส่งเสียงกรีดร้องของสัตว์ร้าย ก่อนที่แต่ละรอยจะผุดปากสีดำชุ่มเมือก มันเต็มไปด้วยฟันแหลมคมยาวเท่านิ้วมือ ดูคล้ายปากปลาปิรันย่าที่ขยายกว้างพอจะกลืนหัวคน มันอ้างับอย่างบ้าคลั่งต่อหน้าคุณลุง
กรับ กรับ กรับ กรับ กรับ กรับ ก๊าซซซซซ!
แผล่ด แผล่ะ แผละ แผละ แผละ
ขณะที่ปากตะกละตะกลามแผดเสียงร้อง มันพ่นซากเืเนื้อ กระดูก และน้ำมูตรมูลเน่าออกมาด้วย ทุกอย่างส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง ของเสียเหล่านี้กระจัดกระจายเต็มหน้าเต็มลุงหัวเกรียน ก่อนที่โคลนตมที่เหม็นเน่าไม่แพ้กันจะสาดเคลือบทั้งร่างเขาอีกชั้น
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นเร็วมาก คลื่นโคลนที่ซัดสาดมาทีหลังนั้นแท้จริงแล้วมาก่อน มันเริ่มั้แ่ตอนที่เรือนร่างอันใหญ่โตเริ่มพุ่งเข้าหาคุณลุง มวลโคลนใช้เวลาเดินทางในอากาศด้วยความเร็วปกติ เพียงแต่อย่างอื่นนั้นเร็วยิ่งกว่า
ลุงอาทรไม่ทันตอบสนองหรือแสดงอารมณ์ใด ๆ สติความคิดยังคงกำลังประมวลภาพตรงหน้า
เฟี้ยว เฟี้ยว เฟี้ยว
ในวินาทีนั้นเอง พลันมีกระบี่หนักสีม่วงไร้ที่มาสามเล่นพุ่งปราดลงมาระหว่างคนกับควาย แต่ละเล่มยาวสองเมตร รวดเร็วจนกลายเป็เส้นแสง
ฉับ! ฉับ! ฉับ!
พวกมันเรียงตัวตัดขวางลงมาขวางระหว่างคนกับควาย สามคมกระบี่เฉียดหน้าคุณลุงไปเพียงปลายจมูก สะบั้นทุกขากรรไกรกระหายเือย่างเฉียบคม ก่อนที่ปลายกระบี่จะปักลงโคลนอย่างพร้อมเพรียง
กระบี่ทั้งสามมีด้ามจับสีดำยาวครึ่งเมตร ่รอยต่อไร้โกร่งกระบี่ขวางกั้น ใบมีดสีม่วงกว้างหนึ่งคืบและยาวหนึ่งเมตรครึ่ง มันดูเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนและชิ้นส่วนชวนอวก ทว่านั่นไม่อาจกลบรัศมีเรืองรองของมันได้เลย
ขณะที่คุณลุงกำลังจะอ้าปากร้องและหงายหลังล้มลง ทั้งควายและกระบี่ก็พลันหายไปจากสายตาแล้ว ไร้ร่องรอย ราวกับทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น
“…รู้ตัวอีกทีก็มาอยู่ที่นี่แล้ว”
ในห้องหิน ลุงอาทรเล่าทุกอย่างออกมาโดยไม่มีใครขัด
เป็อีกครั้งที่ผู้ฟังสองคนหันไปสบตากันอยู่แวบหนึ่ง พวกเขาต่างมีสีหน้านิ่งเฉยจนยากจะคาดเดาอารมณ์
“เป็ควายสปีด มิผิดแน่”
ชายหนุ่มหันกลับมามองคุณลุงและกล่าวขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น สีหน้าตึงเครียด และสองมือยังคงกุมประสานไว้ที่ปลายคาง
“ควายสไลด์เ้าค่ะ”
หญิงสาวในเงามืดโต้แย้งสั้น ๆ ด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ โทนเสียงกลางผสมแหลมเหมือนสายน้ำเล็ก ๆ รินไหลลงมาตามซอกหิน
“ข้ากล่าวผิดนิดเดียวไม่ถึงตายดอก”
ชายผมแดงพูดพลางส่งยิ้มตาหยีให้หญิงสาว ดูคล้ายเป็การหยอกล้อของพี่น้องที่สนิทกัน
วี๊ง ซู้มมมม
อยู่ ๆ ก็มีคลื่นเสียงความถี่สูงผสมลำแสงทำลายล้างยิงขวางกลางห้อง ยิงมาจากไหนไม่รู้ เป็เสาเพลิงสีฟ้าสว่างวาบกว้างสองเมตร ทะลวงผ่านผนังซ้ายขวาและถากผิวเพดาน ทุกอย่างที่ขวางทางแหลกสลายในทันที นั่นรวมถึงพระนายลมโชยด้วย
ชายผมแดงร่างแหลกสลายคาตา
ผนังห้องหินแหว่งเป็โพรงมืด ๆ ไร้ก้นบึ้ง
โคมไฟ โต๊ะ สองเก้าอี้ หนึ่งตา และอีกสองคนยังปลอดภัยดี
"เหว้อ!!"
ลุงอาทรใร้องเสียงหลง ดีดตัวผงะถอยหลังนั่งแปะที่พื้น เนื้อตัวแข็งเกร็ง ในหัวมีเสียงวิ๊ง
“เหี้…อะไรเนี่ย!!!”
เขาจะสบถคำหยาบแต่ยังมีสติรั้งปากไว้ทัน เพราะเหลือบไปเห็นหญิงสาวที่ยังยืนนิ่งในเงามืด เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เื่ร้ายแรง จึงรู้สึกเกรงใจและไม่อยากเสียภาพลักษณ์ผู้ใหญ่