ตอนที่4
ออกเดินทางสู่มหาดันเจี้ยน
กลางคืนมาถึงอย่างรวดเร็วและข้าก็รู้สึกว่ายังเตรียมใจไม่พร้อม
ก็อย่างที่บอก ข้าถอยกลับไม่ได้อีกแล้วแม้จะไม่รู้ว่าหากข้าเป็อะไรไปใครจะดูแลน้องสาวกับท่านแม่ แต่ถ้าข้าไม่ทำอะไรเลยพวกเขาก็ไม่รอดอยู่ดีข้าอุ้มอาเธอร์ที่หลับปุ๋ยขึ้นมามันส่งเสียงเครือดๆในลำคอราวกับมีเครื่องจักรกำลังทำงานอยู่ภายในตัวไม่รู้ว่าเพราะอะไรข้ายังพยายามจะเชื่อว่าอาเธอร์คือความหวังสุดท้ายมันคงเพราะว่าข้าอบจนหนทางจึงทำให้จิตใจอ่อนแอ แสงสว่างอันริบหรี่จึงดูราวกับเป็ดวงไฟลุกโชด่ในความรู้สึกของข้ายามนี้
ข้าจำได้ว่าพวกทหารเฝ้าประตูมักจะเมามายในยามค่ำคืนไม่มีใครสนใจหรอกหากจะมีคนผ่านเข้าออกประตูเมืองในเวลาแห่งการสังสรรค์ อันที่จริงพวกทหารก็คงไม่คิดว่าจะมีใครที่เสียสติออกไปเดินเตร็ดเตร่หรอก
อย่างที่คิดพวกทหารกำลังเมาไม่รู้เื่ ครึ่งนึงลงไปนอนแผ่บนพื้น อีกสองสามคนนั่งคอพับกอดจอกเหล้าหลับไปทั้งแบบนั้นข้าเดินผ่านป้อมทหารยามไปได้อย่างง่ายดาย ใจของข้าเต้นตึกๆเหงื่อเริ่มแตกด้วยความตื่นเต้นเบื้องหน้าของข้าคือเส้นทางทอดยาวสู่ความมืดที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้าอาเธอร์ลืมตาตื่นก่อนจะเหยียดแขนขาหาวออกมาอย่างเกียจคร้าน “ง๊าวววว!”
ข้าเผลอเอามือลูบหัวมันโดยไม่รู้ตัวบางทีข้าอาจจะรู้สึกดีที่อย่างน้อยข้าก็ไม่ต้องเดินฝ่าความมืดไปด้วยตัวคนเดียวอีกแล้ว
“ข้าไม่อยากจะทำตัวเป็แมวน่ารำคาญหรอกนะแต่ขอถามอะไรหน่อยได้ไหม” อาเธอร์เอ่ยขึ้นมา “มาทำอะไรในที่แบบนี้เหรอ”
แล้วข้าก็เล่าทุกอย่างให้มันฟังตั่งแต่ความยากลำบากในการชีวิตเมื่อไม่มีท่านพ่อลากยาวมาจนถึงปัญหาความเป็ตายของครอบครัวในปัจจุบันข้าไม่รู้หรอกว่ามันตั้งใจฟังเื่ราวของข้ามากแค่ไหนแต่อย่างน้อยๆข้าก็รู้สึกดีขึ้นที่ได้ระบายและมีเพื่อนคุยแล้วพอรู้สึกตัวอีกทีข้าก็มายืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิดที่มีเพียงแสงจันทร์ลางๆส่องนำทางเท่านั้นเ้าเหมียวร้องครางออกมา
“โอ๋เอ๋นะ”แมวส้มในอ้อมกอดของข้าเอ่ยปลอบ
“ข้าก็เลยดีใจแทบตายที่เ้าบอกข้าว่าเ้าสามารถต่อสู้ได้แต่สุดท้ายข้าก็ถูกหลอก” ข้าตัดพ้อ
“ใครหลอกเ้ากัน” อาเธอร์เอ่ยถาม
“ก็เ้าไง...เพื่อนของเ้าด้วยฟาเอลอ่ะ” ข้าบอก
“นี่เ้าคิดว่าข้าจะทำเื่น่ารำคาญแบบนั้นเหรอ”อาเธอร์พลิกตัวในอ้อมแขนของข้า
“งั้นก็พิสูจน์สิ ตอนนี้เลย”ข้าบอกด้วยน้ำเสียงจริงจังเ้าเหมียวบิดี้เีก่อนจะดีดตัวะโลงไปยืนอยู่บนพื้น
“มาววว นี่เพราะข้าคิดว่าเ้าน่าสงสารหรอกนะ”เ้าแมวส้มอาเธอร์เอ่ยก่อนจะค่อยๆปล่อยให้ออร่าสีแดงไหลออกมาจากร่างกายแม้จะไม่เข้มข้นเท่ากับฟาเอลแต่มันก็เป็มวลพลังเวทมนตร์ที่ทำให้ข้าััได้ถึงลมร้อนวูบไหลผ่านร่างกายไปพริบตานั้นเองออร่าสีแดงก็ไหลขึ้นมารวมกันเป็ดาบสีทองที่ทอประกายแสงสว่างออกมาลวดลายของมันดูงดงามราวกับศิลปะที่ถูกสลักจากช่างศิลป์ในตำนาน เพชรสีเขียว ฟ้าและแดงฝังอยู่ตามฐานดาบแสงสีทองสาดส่องเผยให้เห็นวิวทิวทัศน์โดยรอบจนสว่างขึ้นมาอย่างทันตาขาเบิกตาค้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น
มันเป็เื่จริงแมวตัวนี้ไม่ใช่แมวธรรมดามันเพิ่งจะสร้างอาวุธเวทมนตร์ขึ้นมาจากความว่างเปล่าต่อหน้าต่อตาข้า! แล้วดาบแสงนั่นก็บินไปฟาดต้นไม้ใกล้ๆจนมันหักโค่นข้ายิ่งอึ้งไปอีกเมื่อพบว่าเ้าแมวส้มสามารถบังคับอาวุธให้บินไปโจมตีเป้าหมายได้อย่างอิสระโดยแทบไม่ต้องขยับตัวเลยซักนิดเดียว
“ข้านอนต่อได้หรือยังอ่ะ ง๊าววว”อาเธอร์หาว ข้ารีบคว้ามันมากอดก่อนจะะโโลดเต้นด้วยความดีใจ แต่ดูเหมือนอาเธอร์จะไม่ดีใจไปกับข้ามันร้องครวญครางเพราะอึดอัด ทว่าข้าในตอนนั้นไม่ได้สนใจความดีใจทำให้ข้าลืมไปซะสนิทว่าตอนนี้ข้าอยู่ในสถานที่ที่ไม่ต่างอะไรกับปากทางเข้าสู่นรก“คิดผิดหรือเปล่าเนี่ย”
“แล้วเ้าทำอะไรได้อีกบ้างเหรอ”ข้าเอ่ยถาม ไม่เคยรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้มาก่อน ความหวังของข้าถูกจุดประกายอีกครั้งอะไรก็ตามที่สามารถโค่นต้นไม้ได้โดยที่ต้องขยับตัวต้องสุดยอดพอจะทำให้ข้าสามารถเข้าไปสำรวจมหาดันเจี้ยนได้อย่างแน่นอนและดูเหมือนว่าเ้าแมวส้มอาเธอร์จะยังเก็บความสามารถอีกมากมายเอาไว้
“ก็เยอะนะ อย่างเช่นนั่งมองก้อนเมฆแล้วจินตนาการให้มันเป็ลูกหมาน่ะ”อาเธอร์ตอบ
“ไม่สิ! ข้าหมายถึงความสามารถในการต่อสู้ต่างหาก” ข้าอธิบายแต่เ้าเหมียวทิ้งตัวลงไปนอนซะแล้ว
“ข้าก็ยังยืนยันคำเดิมนะว่าไม่มีใครคาดหวังความสามารถในการต่อสู้จากแมวหรอก”อาเธอร์พูดออกมาหน้าตาเฉย
“แต่เ้าต้องช่วยข้านะ”ข้ารู้สึกเหมือนกำลังจะร้องไห้ “ขอร้องล่ะ มีแค่เ้าเท่านั้นที่ช่วยข้าได้”ข้ารู้ว่ามันแปลกที่ต้องมาอ้อนวอนสัตว์เลี้ยงตัวเองให้แก้ปัญหาปากท้องให้แต่นั่นก็สำหรับสัตว์เลี้ยงปกติที่ไม่สามารถเสกดาบเวทมนตร์ขึ้นมาฟันต้นไม้ได้อ่ะนะ
เ้าเหมียวอาเธอร์ถอนหายใจในบางมุมมันก็ดูเหมือนคนจนน่าใ แต่แบบนี้อาจจะเป็เื่ปกติของพวกสัตว์อสูรอัญเชิญก็ได้มั้ง“จะช่วยเท่าที่ไหวก็แล้วกันนะ” คำตอบของมันทำให้ข้าอุ่นใจขึ้นนิดหน่อย
พวกเราเดินไปตามเส้นทางที่ทอดยาวสู่เงาตะคุ่มๆเบื้องหน้ามีดาบเวทมนตร์แห่งแสงของอาเธอร์บินนำทางซึ่งมันทำให้ข้าไม่รู้สึกกลัวเท่าตอนแรกระหว่างทางข้าก็ชวนแมวส้มในอ้อมแขนคุยเื่ต่างๆอย่างเช่นสิ่งที่ข้าคิดว่าจะทำหากงานนี้ไปได้สวยแต่อาเธอร์ก็เหมือนไม่ได้สนใจฟังเลย นี่ไงเห็นไหม! มันหลับไปอีกแล้ว!แต่ก็ประหลาดชะมัดที่ดาบเวทมนตร์ของมันยังคงทำหน้าที่ไปเรื่อยๆราวกับตัวดาบมีความคิดเป็ของตัวเอง
แล้วข้าก็นึกไปถึงสิ่งที่แมวฟาเอลเคยบอกว่าแค่พวกมันตัวเดียวก็มีพลังพอที่จะถล่มอาณาจักรได้ทั้งอาณาจักรหากนั่นเป็เื่จริงขึ้นมาล่ะ?นั่นก็หมายความว่าข้าเพิ่งอัญเชิญสัตว์เวทมนตร์ที่แข็งแกร่งและลึกลับที่สุดขึ้นมาใช่ไหมเนี่ย!
โอเคๆบางทีข้าอาจจะคาดหวังเกินไปกับแมวซักตัว ถึงมันจะมีเื่ให้น่าใเต็มไปหมดแต่มันก็คงไม่ได้แข็งแกร่งแบบที่พูดหรอกโลกนี้มันคงจะไม่บ้าขนาดที่จะมีแมวซักตัวถล่มเมืองทั้งเมืองได้หรอกมั้งนะ
แล้วข้าก็เดินมาจนพบเข้ากับทางตัน ไม่สิมันคือกำแพงขนาดใหญ่ที่สูงตระหง่านราวกับจะสามารถกั้นแบ่งท้องฟ้าให้แยกออกจากกันได้ข้ามาถึงมหาดันเจี้ยนแล้ว รากไม้ที่แทงทะลุกำแพงออกมาทำให้ข้าพอจะเดาได้ว่านี่คือมหาดันเจี้ยนแห่งพืชหนึ่งในมหาดันเจี้ยนทั้งแปดที่กระจายตัวล้อมรอบอาณาจักรของข้าเอาไว้แล้วหัวใจที่เคยสงบก็เต้นระรัวอีกครั้งข้ากอดอาเธอร์แน่นขึ้นจนมันส่งเสียงเครือดๆอย่างกับหายใจไม่ค่อยสะดวกข้าพยายามตั้งสติแล้วมองหาทางเข้า ซึ่งมันก็อยู่ทางด้านซ้ายเป็เหมือนปากอุโมงค์ขนาดใหญ่ที่นำข้าเข้าสู่โลกที่มีแต่เถาไม้ดูน่ากลัว
ข้าเดินไปหยุดอยู่หน้าทางเข้าสู่มหาดันเจี้ยนพบว่าตัวเองกำลังสั่นข้าไม่อาจจะอธิบายความรู้สึกที่มีต่อมหาดันเจี้ยนแห่งพืชเบื้องหน้าได้มันเหมือนปากประตูนรกที่ข้าจะไม่มีวันได้กลับออกมา อาเธอร์ตื่นมันเอ่ยออกมาสั้นๆว่า “ข้าเกลียดผัก เพราะงั้นข้าก็เลยเกลียดดันเจี้ยนนี่สุดๆ”
ข้าถอนหายใจ “ร...เราเลือกได้ที่ไหนเล่า”ข้าพูดด้วยน้ำเสียงสั่นระรัวก่อนจะฝืนขาที่แข็งจนแทบขยับไม่ออกให้ก้าวไปข้างหน้าสู่หนึ่งในดินแดนที่อันตรายที่สุดในโลกและนั่นก็เป็วินาทีที่ชีวิตของข้าเปลี่ยนไปตลอดกาลอย่างแท้จริง
โปรดติดตามตอนต่อไป