ตอนที่ 18
แสงจันทร์ส่องมาปะทะกับกลุ่มขนตาสีบลอนด์อันงดงาม เชอร์ริชยกมือขึ้นมาขยี้ตาเบาๆ ด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชินเพราะหลายวันมานี้มีใครอีกคนคอยนอนบังแสงจันทร์ให้ทุกค่ำคืน
ทันทีที่รู้ว่าที่ข้างๆ ว่างเปล่า เชอร์ริชก็ยันกายลุกขึ้นอย่างงัวเงีย ชายหนุ่มเงยหน้าขึ้นหมายที่จะมองไปที่ประตูห้องน้ำ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นพลันเห็นใครบางคนในชุดนอนสีดำเนื้อดีกำลังยืนเหม่ออยู่ที่หน้าต่าง
“นอนไม่หลับหรอ?” ชายหนุ่มเอ่ยถามเสียงแหบพลางก้าวไปหาคนงามที่กำลังเหม่อมองสวนดอกไม้ด้วยท่าทีงัวเงีย
สุ้มเสียงของเชอร์ริช ทำให้กลุ่มขนตาสีดำอันเงางามกระพือเล็กน้อยด้วยความใ ดวงตาสีดำราวกับท้องนภายามราตรีที่ไร้ซึ่งแสงดาวอันลุ่มลึกพลันมีประกายอันอ่อนโยนก่อตัวขึ้นมา เฉกเช่นเดียวกับแผ่นหลังที่เครียดเกร็งของเขาที่คลายลงเล็กน้อย
“เปล่าหรอก แค่กำลังคิดอะไรไปเรื่อยน่ะ” เอเลียสละสายตาจากทิวทัศน์ของแปลงดอกไม้หน้าบ้านในยามค่ำคืนมามองคนน่ารักที่ตื่นขึ้นมากลางดึกเหมือนกัน
“เล่าให้ฉันฟังได้นะ” เชอร์ริชหาวหวอดใหญ่ จากนั้นก็เอ่ยกับอีกฝ่ายด้วยใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้มอันงัวเงียระคนสดใสในเวลาเดียวกัน
เอเลียสมองคนน่ารักที่หยุดยืนอยู่เคียงกัน เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ
อันที่จริงเอเลียสอยากจะช่วยอีกฝ่ายจัดผมที่ยุ่งเหยิงพวกนั้นสักหน่อย ทว่าในยามที่ใบหน้าอันน่ารักน่าชังมีกลุ่มผมอันยุ่งเหยิงที่ยิ่งขับเน้นพลังความน่ารักประดับอยู่แบบนี้ ก็ทำให้ชายหนุ่มได้แต่ปล่อยไป
“แค่คิดว่า ต่อจากนี้ร่างกายของฉันจะเป็ยังไง” แม้จะยังลังเลอยู่บ้าง แต่ในท้ายที่สุดชายหนุ่มก็ยอมเอ่ยความกังวลที่ผุดขึ้นมาในใจ จนทำให้เขานอนไม่หลับให้คนน่ารักฟังด้วยสุ้มเสียงอันสับสน
ส่วนหนึ่งที่เขายอมเอ่ยเื่นี้ออกมา ก็เพื่อดูท่าทีของคนน่ารักว่า จะรับเื่นี้ได้มากแค่ไหน เพราะเขาไม่อยากเล่นเกมไล่จับกับอีกฝ่ายเพียงเพราะรูปลักษณ์ของเขาเปลี่ยนไป
…บางทีการหยั่งเชิงเพื่อคิดหาวิธีรับมืออาจเป็ทางเลือกที่ยุ่งเหยิงน้อยที่สุด
“คงสูงขึ้นมั้ง”
เชอร์ริชขยี้ตาพลางเอ่ยข้อเท็จจริงนี้ออกมาด้วยสุ้มเสียงอันผ่อนคลายราวกับว่า ความเปลี่ยนแปลงบนร่างกายของคนงามไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
แม้ว่าในฝันเอเลียสจะยังคงเป็ชายหนุ่มตัวเล็กผู้มีหน้าตางดงาม จนแม้แต่คนที่ป๊อปมากๆ อย่างเขายังอิจฉา และสุดท้ายก็หมดลมหายใจในร่างอันงดงามที่สุดแสนจะเปราะบางนี้ แต่เชอร์ริชก็รู้ดีว่า มันเป็ผลของยากดฮอร์โมน หรือเรียกอีกชื่อคือยาปรับฮอร์โมน ซึ่งใช้กันอย่างแพร่หลายในกลุ่มทรานส์
ในปัจจุบันมีผู้ชายกรุ๊ปวายที่้ามีรูปลักษณ์เหมือนกับผู้ชายกรุ๊ปเอ็กซ์จนยอมกินยากดฮอร์โมนั้แ่วัยรุ่น เพื่อให้ตัวเล็กเหมือนกับผู้ชายกรุ๊ปเอ็กซ์ ซึ่งคนที่อยู่ในวงการจ่ายยาต่างก็รู้ดีว่า เมื่อคนกลุ่มนี้หยุดกินยากดฮอร์โมนก่อนที่ร่างกายจะเจริญเต็มที่ ร่างกายของพวกเขาจะกลับคืนสู่สภาพของผู้ชายกรุ๊ปวายอย่างช้าๆ
หากจะถามว่า ทำไมเชอร์ริชจึงรู้เื่นี้ ย่อมเป็เพราะบ้านเขาเปิดร้านขายยาและทุกเสาร์อาทิตย์ เขาก็มักจะถูกคุณลุงเรียกให้ไปช่วยเฝ้าร้านขายยาของบ้านฝั่งแม่อยู่เป็ประจำ เลยได้หยิบยาประเภทนี้ให้ลูกค้าตามใบสั่งแพทย์อยู่บ้าง
“?” ดวงตาของเอเลียสเบิกกว้างเล็กน้อย เมื่อทราบว่าคนน่ารักรู้เื่ที่เขากินยากดฮอร์โมน พาให้ในเวลานี้ชายหนุ่มทั้งสับสนทั้งหวาดกลัวว่า จะถูกรังเกียจ
“ฉันไม่ได้ตั้งใจดูฉลากยาของนายนะ แต่ยาตัวนั้นเป็ยาควบคุมอ่ะ ที่บ้านฉันก็ขายยาตัวนี้ให้โรงพยาบาล...เลยรู้ว่า มันเอาไว้กดฮอร์โมน” สีหน้าตกตะลึงที่เต็มไปด้วยความกังวลของคนงาม ทำให้เชอร์ริชต้องยกมือขึ้นมาโบกไปมาอย่างลุกลนเป็เชิงว่า มันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
“นายไม่กลัวฉันเหรอ?” ความกลัวที่ผุดขึ้นมาลึกๆ ทำให้ชั่วเวลานั้นเอเลียสเอ่ยถามเสียงเบา ขณะดวงตาของเขาสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความกังวล
เขาไม่คิดว่าเชอร์ริชจะรู้เื่ยากกดฮอร์โมน แต่เมื่อนึกย้อนกลับไปชายหนุ่มพลันนึกถึงชั่วนาทีที่อีกฝ่ายบอกเขาว่า ไม่จำเป็ต้องกินมันอีกต่อไป
“ไม่หรอก ก็นายไม่ได้น่ากลัวเหมือนผู้ชายมือปลาหมึกพวกนั้นนี่นา” เชอร์ริชอดที่จะโอบไหล่คนงามที่กำลังแตกตื่นด้วยท่าทางอันเบิกบาน โดยไม่วายที่จะเอ่ยปลอบเสียงใสไม่ได้
โดยไม่รู้เลยว่า ััอันอบอุ่นและคำปลอบโยน มันได้ดึงเอเลียสออกมาจากความสับสนและความหวาดกลัวที่จะสูญเสียเขาไป
“ขอบใจนะเชอร์ริช ที่ไม่รังเกียจฉัน”
เอเลียสเงยหน้าขึ้น ชายหนุ่มมองใบหน้าอันน่ารักน่าชังที่เขาหลงใหลพลางเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันไพเราะ ขณะที่ดวงตาของเขานั้นเต็มไปด้วยความซาบซึ้งที่มีประกายของความพึงใจเจืออยู่ลับๆ
“อย่าทำหน้าแบบนั้นสิ ไม่ใช่เื่ใหญ่สักหน่อย ไม่ว่านายจะเปลี่ยนไปเป็แบบไหน ฉันก็ไม่ทิ้งนายหรอก” เชอร์ริชย่นจมูกเล็กน้อย จากนั้นก็เอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันหนักแน่นที่เต็มเปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา
ชายหนุ่มคลี่ยิ้มอันสดใสให้คนงาม โดยไม่วายที่จะกระชับไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ เป็การตอกย้ำความจริงใจของตน
“อืม” เอเลียสขานรับอย่างว่าง่ายด้วยรอยยิ้มอันงดงามที่เต็มไปด้วยความโล่งใจราวกับว่า คำปลอบใจของเชอร์ริชได้ฉุดดึงชายหนุ่มขึ้นมาจากก้นบึ้งของทะเลสาบอันปั่นป่วนไปด้วยคลื่นลมที่เขาไม่พึงปรารถนา
เอเลียสยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า เขากังวลเื่รูปลักษณ์ที่จะเปลี่ยนไปในอนาคตของตัวเองมาก
เขากลัวว่า เมื่อถึงเวลานั้นเชอร์ริชจะหลบหน้ากันอีกครั้ง ทว่าคำตอบของอีกฝ่ายพร้อมกับอ้อมแขนอุ่นๆ ที่โอบไหล่ของเขาเอาไว้ในตอนนี้ ทำให้ชายหนุ่มโล่งใจเป็ที่สุด
หลายวันต่อมา
แสงสีส้มลอดผ่านหน้าต่างห้องครัวมากระทบกับร่างของชายหนุ่มผมสีดำสนิทผู้งดงามที่กำลังง่วนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ ขณะที่เอเลียสกำลังหั่นแอปเปิลไปเผื่อคนน่ารักที่กำลังเล่นเกมอยู่ในห้องนั่งเล่น เคธกับอาเธอร์ก็เดินควงแขนกันเข้ามาหาของกินเล่นในครัวพอดี
“ตัวสูงขึ้นนะเอเลียส” อาเธอร์เอ่ยทักด้วยสุ้มเสียงอันเบิกบานพลางก้าวไปยื่นมือเทียบความสูงของชายหนุ่มที่จากเดิมสูงเท่า่กลางลำคอของเขา แต่ตอนนี้สูงถึงปลายคางของเขาแล้วด้วยความอัศจรรย์กับความสูงที่ทะยานขึ้นอย่างรวดเร็วของชายหนุ่มเมื่อเทียบกับเชอร์ริชที่ดูเหมือนว่า จะหยุดสูงไปแล้วั้แ่่ต้นปี
“ครับ?” ฝ่ามือที่กำลังใช้มีดหั่นแอปเปิลหยุดลง ใบหน้างดงามอันไร้เดียงสามองอาเธอร์ด้วยสายตาซื่อๆ เช่นเดียวกับสุ้มเสียงที่เต็มไปด้วยความมึนงง
“ไม่มีอะไรน่าใหรอกเอเลียส แค่ความสูงเพิ่มขึ้นเองจ้ะ ดูสิ ชายกางเกงเริ่มสั้นแล้ว” เคธตบหน้าอกของสามีเบาๆ พลางเอ่ยปลอบชายหนุ่มผู้ไร้เดียงสาด้วยความเอ็นดู โดยไม่วายที่จะเอ่ยแซวเสื้อผ้าบนตัวของชายหนุ่มที่เริ่มไม่พอดีตัวไปด้วย
เอเลียสเพียงแค่เอียงหน้าเล็กน้อย จากนั้นก็ก้มลงมองขากางเกงซึ่งตอนนี้เริ่มเขินด้วยสีหน้าอึ้งๆ ราวกับกำลังตั้งตัวไม่ถูกกับความสูงที่เพิ่มขึ้นของตัวเอง แม้ว่าอันที่จริงแล้ว เขาจะเริ่มรู้สึกไม่สบายตัวกับร่างกายที่เริ่มเปลี่ยนไปของตัวเองก็ตาม
…เอเลียสยอมรับว่า เสื้อผ้าไซส์เดิมที่ใส่อยู่ตอนนี้ มันเริ่มทำให้รู้สึกอึดอัดขึ้นมาหน่อยๆ แล้ว
เช้านี้สองหนุ่มก็ยังคงซื้อเครื่องดื่มมารอเพื่อนทั้งสองในห้องเรียนเหมือนกับทุกวัน
ไมกี้ที่มาถึงห้องเรียนเป็คนสุดท้ายในกลุ่มรับเครื่องดื่มจากเอเลียสพลางเลิกคิ้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาประหลาดใจ
“นายได้กินโปรตีนเสริมหรือเปล่าตัวเล็ก?” ไมกี้ขมวดคิ้วเอ่ยถามเพื่อนตัวเล็กที่กำลังยกแก้วชานมขึ้นมาดูดด้วยความสะกิดใจ เมื่ออีกฝ่ายสูงขึ้นกว่าระดับสายตา
“...” ชายหนุ่มเ้าของใบหน้าอันงดงามส่ายหน้าเบาๆ เป็เชิงปฏิเสธพลางดูดชานมด้วยสีหน้าอันราบเรียบ
“หรือว่าจะเป็ชานม?” ไมกี้เอียงศีรษะมองชานมในมือของอีกฝ่ายพลางเอ่ยพึมพำไปด้วย ขณะที่สองขาของเขาก็ก้าวไปยังที่นั่งของตัวเองที่อยู่ติดกับโซฟี่
“ว่าแต่พวกนายปั่นรายงานถึงไหนกันแล้ว?” โซฟี่ที่จิบชาแอปเปิลรสเปรี้ยวกำลังดีหันมาเอ่ยถามชายหนุ่มทั้งสามด้วยความสนอกสนใจ
“ใกล้เสร็จแล้วล่ะ” เชอร์ริชแบ่งแซนด์วิชไส้ครีมครึ่งหนึ่งให้คนงามที่นั่งอยู่ข้างกันชิมพลางตอบโซฟี่ด้วยสุ้มเสียงอันมีชีวิตชีวาไปด้วย
“ฉันเหลืออีกบานเลย!” ไมกี้โอดครวญพลางไถตัวเอนราบไปกับโต๊ะด้วยท่าทางอันน่าเวทนา
“งั้นเราแวะไปห้องสมุดกันไหมอ่ะ นายจะได้ถือโอกาสนี้ปั่นรายงานด้วยเลย” เชอร์ริชหันมาเอ่ยชวนด้วยรอยยิ้มอันสดใส โดยมีเอเลียสที่นั่งอยู่ข้างกันเพียงแค่หรี่ตาลงอย่างอ่อนโยนด้วยความเอ็นดู
“ฉันรักนายชะมัดเลยเชอร์ริช” ไมกี้ประสานฝ่ามือเข้าด้วยกันแล้วเกยใบหน้าอันหล่อเหลาที่สุดแสนจะกะล่อนพิงลงไปพลางรำพันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยประกายอันซาบซึ้ง
โซฟี่ได้แต่กลอกตาไปมาอย่างปลงๆ เนื่องจากเธอรู้ดีว่า ทำไมไมกี้ถึงยังปั่นรายงานไม่เสร็จ
ท่ามกลางสายตาเวทนาของโซฟี่ที่กำลังมองเ้าเพื่อนจอมเ้าชู้อยู่นั้น เอเลียสเพียงแค่ชิมแซนด์วิชครีมที่คนน่ารักแบ่งให้ด้วยสีหน้าอันอ่อนโยน โดยปราศจากประกายของความขุ่นเคืองใดๆ
ทั้งสี่แวะไปหาข้อมูลสำหรับทำรายงานในห้องสมุดของคณะที่อยู่ชั้นห้าของอาคารใน่บ่าย เนื่องจากเชอร์ริชกับโซฟี่ทำหัวข้อคล้ายๆ กันทั้งสองจึงแยกไปเลือกดูหนังสือเพื่อใช้อ้างอิงด้วยกัน จึงมีเพียงเอเลียสที่เขียนรายงานเสร็จแล้วที่กำลังนั่งอ่านหนังสือฆ่าเวลากับไมกี้ที่กำลังนั่งปั่นรายงานอยู่ตรงข้ามกัน
“นี่ท่านประธาน”
สุ้มเสียงอันคุ้นเคยของฟรานเชสก้าดังขึ้นมาจากด้านหลังของชายหนุ่มพร้อมกับเสียงฝีเท้าของนาน่ากับโจที่ดังแว่วมา
“?” เอเลียสวางหนังสือลงบนโต๊ะพลางเอียงคอมองฟรานเชสก้าด้วยสายตางงๆ ขณะที่ไมกี้ซึ่งกำลังเร่งปั่นรายงานก็หยุดมือรอฟังสิ่งที่หญิงสาวจะเอ่ยกับเพื่อนตัวเล็กด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“เย็นนี้อย่าลืมเข้าประชุมที่ห้องสโมนะ” ฟรานเชสก้าซึ่งควบตำแหน่งเลขาชั้นปีเอ่ยเตือนท่านประธานของเธอด้วยสุ้มเสียงอันจริงจัง
“อืม” เอเลียสขานรับหนึ่งคำเป็เชิงรับรู้ ขณะที่ฟรานเชสก้าเพียงแค่พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ จากนั้นจึงเดินนำเพื่อนทั้งสองไปนั่งทำรายงานอีกมุมหนึ่ง
“ถ้าฟรานเชสก้าไม่ทัก ฉันก็เกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยว่า นายเป็ประธานรุ่นน่ะ” ไมกี้มองกลุ่มของหัวหน้าห้องที่นั่งทำรายงานอยู่อีกมุมหนึ่ง แล้วหันมาเอ่ยล้อคนงามที่กำลังก้มหน้าอ่านหนังสือด้วยท่าทางกะล่อน
“ในเมื่อนายชอบเอาใจใส่แบบนี้ ก็ไปประชุมเป็เพื่อนฉันเลยแล้วกัน” เอเลียสเอ่ยด้วยสุ้มเสียงอันราบเรียบ ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามยังคงจดจ่ออยู่กับเนื้อที่อยู่ในหนังสือ
“ฮะ นี่ฉันฟังผิดหรือเปล่า ฉันนึกว่า นายจะพาสุดที่รักไปด้วยซะอีก” ไมกี้มองใบหน้าอันงดงามของอีกฝ่ายอย่างอึ้งๆ แล้วโพล่งออกมาอย่างไม่เชื่อหู
“เชอร์ริชต้องไปอยู่แล้ว ส่วนนายต้องไปช่วยฉันกันไอ้พวกน่ารำคาญนั่น” เอเลียสเลิกสนใจเนื้อหาอันน่าเบื่อ เขาเงยหน้าขึ้นมาสบตาไมกี้พลางเอ่ยแผนการรับมือออกมาเสียงขรึมด้วยสีหน้าอันสุขุม
“นายไม่หึงรุนแรงไปเหรอครับ ตัวเล็ก?” ท่าทางจริงจังที่ทำให้บรรยากาศรอบตัวของพวกเขามีความเย็นะเืก่อตัวอยู่จางๆ ทำให้ไมกี้ได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ
เชอร์ริชเนื้อหอมมันก็จริงอยู่หรอก แต่ทำไมต้องลากเขาไปลำบากด้วยกันเล่า!
“ไม่หรอก นายเองก็จะได้เปิดหูเปิดตาด้วย” เอเลียสก้มหน้าลงอ่านหนังสือต่อพลางเอ่ยเสียงเรียบด้วยท่าทางอันผ่อนคลาย
“ห้องสโมนั่น มีอะไรน่าสนใจกันเล่า!” เมื่อท่านประธานพูดไปเรื่อยแบบนี้ ไมกี้จึงถลึงตาใส่คนงาม แล้วเอ่ยเสียงขุ่นไปด้วย
“ได้ยินมาว่า หัวหน้าหลีดปีหนึ่งจะเข้าประชุมด้วย นายคิดว่าไงล่ะ?” เอเลียสเอ่ยถึงหัวหน้าหลีดปีหนึ่งสุดฮ็อตที่จะเข้าประชุมในวันนี้อย่างรู้ใจ ขณะที่ดวงตาของเขายังคงจดจ่อกับเนื้อหาในหนังสืออยู่แบบนั้น
“ก็ไม่บอกแต่แรก ให้ตายสิ แบบนี้คนหล่ออย่างฉันจะพลาดได้ไงกันเล่า!” ไมกี้ตบโต๊ะเบาๆ พลางขานรับด้วยท่าทางกระตือรือร้น พาให้เอเลียสต้องเลื่อนสายตาไปมองเพื่อนจอมเ้าชู้อย่างนึกขัน
บางทีการมีคนไม่มีแก่นสารสักคนในกลุ่มก็นับเป็เื่ดีอย่างหนึ่ง เพราะเขาไม่จำเป็ต้องเสียเวลาชักแม่น้ำทั้งห้าขึ้นมาหว่านล้อมอีกฝ่าย
การประชุมในห้องสโมสิ้นสุดลงใน่ที่ตะวันกำลังจะลับขอบฟ้าพอดี ท่ามกลางเสียงเก็บข้าวของของเหล่าคณะกรรมการ ประธานรุ่นผู้งดงามพ่วงด้วยผู้ติดตามทั้งสามก็ก้าวเท้าออกจากห้องสโมพร้อมกัน
“หิวแล้วอ่ะ” เชอร์ริชเอ่ยเสียงเบาพลางยู่หน้าเล็กน้อย ขณะที่สองมือยกขึ้นมาลูบท้องปอยๆ
“งั้นเราแวะกินเครปกันก่อน ค่อยกลับดีไหม?” เอเลียสเอ่ยถามคนน่ารักด้วยสุ้มเสียงนุ่มๆ ขณะที่ดวงตาสีดำคู่งามมองอีกฝ่ายด้วยประกายอ่อนโยนอย่างชัดเจน
“อืม แล้วพวกนายจะไปด้วยกันไหมอ่ะ” เชอร์ริชขานรับคนงามเสียงใส จากนั้นก็หันมาเอียงหน้าถามเพื่อนทั้งสองด้วยความกระตือรือร้น
“ไม่ดีกว่า พวกนายไปเหอะ” โซฟี่ตบหลังไมกี้ที่ยุ่งอยู่กับการส่งข้อความหาหัวหน้าหลีดปีหนึ่ง จากนั้นก็เอ่ยปัดเพื่อนตัวน้อยผู้น่ารักอย่างรู้งาน
ด้วยเหตุนี้เองเชอร์ริชจึงได้แต่โบกมือลาเพื่อนทั้งสอง แล้วกอดแขนคนงามไปกินเครปร้านดังซึ่งตั้งอยู่ในย่านการค้าข้างๆ มหาวิทยาลัย
…
เมื่อมาถึงร้านเครปชื่อดังสไตล์มูจิในย่านการค้าที่อยู่ติดกับมหาวิทยาลัย ทั้งสองก็เลือกมุมที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์สวนจัดแสดงอาร์ตทอยยอดฮิต ซึ่งในเวลานี้ว่างอยู่พอดี
หลังจากสั่งออร์เดอร์ไม่นานพนักงานก็นำเครปและเครื่องดื่มมาเสิร์ฟที่โต๊ะ ขณะที่สองหนุ่มดื่มด่ำกับทิวทัศน์อันเป็กิมมิคไปพร้อมกับการเติมความหวานเข้าร่างกาย ท่ามกลางความสงบสุขอันเรียบง่ายนั้น ชายหนุ่มสุดล่ำในเสื้อช็อปคนหนึ่งก็เดินถือโทรศัพท์มาหยุดอยู่ที่โต๊ะพวกเขา พาให้บรรยากาศดีๆ สะดุดลง
“ขอแลกไอดีได้ไหมครับ?” ชายหนุ่มหน้าเหลี่ยมผิวแทนคนนั้นเอ่ยถามคนงามที่กำลังชิมเครื่องดื่มของคนน่ารักที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันด้วยสุ้มเสียงอันทรงเสน่ห์ที่มีประกายของความจริงจังเจืออยู่
บรรยากาศอันคุ้นเคย แต่กลับไม่เคยทำให้ชายหนุ่มคุ้นชินสักที ชั่วเวลานั้นความรู้สึกอันเข้มข้นพลันแล่นขึ้นมาในห้วงความรู้สึกอย่างรวดเร็ว กระนั้นเชอร์ริชก็ได้แต่ส่งยิ้มเชียร์คนงามที่นั่งอยู่ตรงข้ามให้แลกไอดีกับหนุ่มแปลกหน้าคนนั้นเหมือนกับที่ผ่านมา
…ทั้งที่หัวใจไม่รักดีของเขากลับต่อต้านความรู้สึกยินดีที่พึงมีแบบนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
ในอดีตชายหนุ่มไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ทำไมถึงรู้สึกแบบนี้ แต่ดูเหมือนตอนนี้เขาพอจะมองเห็นคำตอบได้อย่างเลือนลางแล้ว
“...”
ความรู้สึกหนักอึ้งอันทรมานยังคงจู่โจมหัวใจของเชอร์ริชอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ดวงตาสีเขียวสดใสมองคนงามที่กำลังแลกไอดีกับหนุ่มคนนั้นด้วยใบหน้าอันยิ้มแย้ม
…ที่เขาพยายามปั้นขึ้นมาอย่างสุดความสามารถ