บทที่ 28 วิกฤต
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ณ ห้องสมุดของตระกูลเฉียว
“การสอบสวนได้ความว่ายังไงบ้าง” เฉียวชิงเฟิงขมวดคิ้วมองไปยังพ่อบ้านเฒ่าที่อยู่ข้างกาย
“ใกล้เรียบร้อยดีแล้วครับ จางจิ้งถือได้ว่าเป็คนที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบดี แต่คนคนนี้จิตใจไม่ปกติ คงต้องรับมือกับหลายอย่าง”
“เช่น การติดสินบน การปลอมแปลงประวัติการศึกษา...”
จางจิ้ง คือชื่อของคนขับรถหญิงคนนั้น
“พอ พอเลย” เฉียวชิงเฟิงโบกมือไปมาอย่างปวดหัว “พวกเื่น่าหงุดหงิดพรรค์นี้ฉันไม่อยากได้ยิน”
“ไปจัดการซะ หลังพบหลักฐานแล้วก็ส่งหล่อนเข้าไป” เฉียวชิงเฟิงพูดอย่างใจเย็น “เสี่ยวหนิงก็ยังเด็กเกินไป มดปลวกพวกนี้ต้องจัดการให้สิ้นซาก”
พ่อบ้านเฒ่าเงียบ แม้เขาจะเป็พ่อบ้านมาหลายปี ทั้งยังมีสถานะสูงในตระกูลเฉียว แต่เขาก็ยังรักษาหลักการที่ว่าพูดน้อยต่อยหนักไว้อยู่
“รายการซื้อของที่เสี่ยวหนิงให้ล่ะ เอาให้ฉันดูหน่อย”
พ่อบ้านรีบยื่นใบรายการให้
เฉียวชิงเฟิงไล่สายตามองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็หยิบปากกาหมึกซึมที่อยู่ถัดจากโต๊ะขึ้นมา เขาใช้มือขีดเขียนอักษรสองสามบรรทัดลงไปอย่างแ่เบา
“รวมสิ่งที่ฉันเพิ่งเขียนไปเมื่อกี้ เอาตามปริมาณที่เสี่ยวหนิงบอก โดยให้ซื้อเพิ่มเป็สองเท่า!”
“แล้วช่วยฉันหาช่องทางติดต่อกับผู้บริหาราุโของผู้พิทักษ์ทะเลทรายด้วย เ้าเด็กสารเลวนั่นไม่เคยทำให้ฉันวางใจได้เลยสักนิดเดียวจริง ๆ”
เปลือกตาของพ่อบ้านเฒ่ากระตุกเล็กน้อย
ลืมบอกไปเลยว่า หากเฉียวหนิงเป็ ‘ปีศาจผู้คลั่งรักน้องชาย’ แล้ว เฉียวชิงเฟิงก็เป็ ‘ปีศาจผู้คลั่งรักลูกชาย’ อย่างเต็มตัว
…
แน่นอนว่าเฉียวซู่ซึ่งอยู่ห่างไกลไม่ได้รับรู้ว่าคนในครอบครัวได้ดูไลฟ์สดของตนจนกลายเป็เื่ราววุ่นวายใหญ่โตแล้ว
แต่ถึงแม้ว่าเขาจะรู้ มันก็ไม่ได้ช่วยให้เขาเกิดความคิดที่จะกลับบ้าน
ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ เฉียวซู่ล้วนไม่มีความสนใจในการทำธุรกิจเลย
ส่วนเื่ทรัพย์สินของตระกูล เขายิ่งไม่้ามัน
การมีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน และใช้ชีวิตแบบเ้าคนนายคนราวกับเทวดา
แต่การมีทรัพย์สินนับหมื่นล้าน ทำให้ใช้ชีวิตได้เหนื่อยยิ่งกว่าสัตว์เลี้ยงที่เอาไว้ใช้แรงงานตามบ้าน
พวกหลายร้อยล้านที่บ้านนั่น ก็ยกให้พี่สาวนั่นแหละ…
สละทรัพย์สมบัตินับหมื่นล้านเสียแต่เนิ่น ๆ และกลายเป็ผู้พิทักษ์ทะเลทรายของชาติจีน
อีกทั้งหลังการทะลุมิติมา แม้ว่าที่บ้านจะยังเป็พ่อและพี่สาวคนเดิมอยู่ แต่เขากลับมาอยู่ในร่างเฉียวซู่อีกคน ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับคนในครอบครัวอย่างไรดี
ในระหว่างที่คนในครอบครัวได้เตรียมจะส่งสิ่งของมูลค่าหลายสิบล้านมายังทะเลทราย แต่เฉียวซู่ในขณะนี้กำลังทุ่มเทอยู่กับรถออฟโรดมูลค่า 100,000 หยวน
ในด้านการซ่อมแซมนั้น เฉียวซู่มีความถนัดอยู่พอตัว
ั้แ่ยังเป็เด็ก พ่อก็สอนให้เขาซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและรถยนต์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็ความรู้ทางทฤษฎีและความสามารถในทางปฏิบัติ เขาก็ล้วนมีความเชี่ยวชาญเป็อย่างมาก ถึงขนาดที่ว่าสามารถไปถึงระดับ ‘การบำรุงรักษาขั้นพื้นฐาน’ ที่ระบบยอมรับอีกด้วย
สภาพของรถออฟโรดไม่ค่อยดีมากนัก เฉียวซู่สามารถซ่อมได้ ทว่าเขาต้องมีอุปกรณ์ที่ใช้ซ่อมแซมอยู่ในมือ
แต่ตอนนี้เฉียวซู่มีเพียงมีดทหารหนึ่งเล่มในมือเท่านั้น ส่วนปืนและมีดสปาต้ายังถูกฝังอยู่ในรถ
“ซ่อมก็ซ่อมไม่ได้แล้ว ตอนนี้ทำได้แค่หาวิธีเอาสิ่งของที่อยู่ในรถออกมา” เฉียวซู่มองกล้องด้วยรอยยิ้มขมขื่น “วันนี้เรียกว่าเป็วันแห่งการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ หาอะไรไม่ได้เลย แถมยังเสียรถออฟโรดไปหนึ่งคัน”
เมื่อเห็นเฉียวซู่ที่มองโลกในแง่ดีมาโดยตลอดเริ่มแสดงสีหน้าขมขื่น เหล่าผู้ชมหน้าเก่าหลาย ๆ คนก็เริ่มปลอบใจเขาทันที
[ไม่เป็ไร พี่ซู่ การสูญเสียก็ถือว่าเป็การได้พรไง]
[ไม่เป็ไรนะพี่ซู่ พี่ไม่เป็อะไรก็ดีแล้ว ให้พวกเราเสียพี่ไปไม่ได้หรอก]
[เธอก็พูดง่ายสิ ถึงยังไงมันก็เป็รถมูลค่า 100,000 หยวนเชียวนะ พวกผู้พิทักษ์ทะเลทรายคงไม่ได้ให้พี่ซู่รับผิดชอบความเสียหายคนเดียวใช่ไหม]
[เชี่ย งั้นก็อนาถสุด ๆ เลย แต่ฉันเคยได้ยินมาว่าเงินเดือนของผู้พิทักษ์ทะเลทรายสูงอยู่นะ]
[มันจะสูงสักเท่าไหร่กันเชียว? ดูจากอายุของเ้าของไลฟ์แล้ว ก็น่าจะเป็ผู้พิทักษ์ทะเลทรายฝึกหัดที่เพิ่งเรียนจบจากมหาวิทยาลัยมาใหม่ ๆ ถ้ามียอดเงินในธนาคารเกินห้าหลัก ฉันก็จะกินอึโชว์เดี๋ยวนี้เลย]
เฉียวซู่เหลือบมองคอมเมนต์อยู่ครู่หนึ่ง อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเลื่อมใส
แม่เ้า ตอนนี้การหาเงินเลี้ยงชีพมันไม่ง่ายเลย แล้วทำไมถึงมีคนออกมากินโน่นกินนี่โชว์อยู่เรื่อย?
“วางใจเถอะ แม้ว่ารถออฟโรดจะเป็ทรัพย์สินของผู้พิทักษ์ทะเลทราย แต่ตราบใดที่ไม่ได้สร้างความเสียหายโดยเจตนา ก็ไม่จำเป็ต้องรับผิดชอบความสูญเสียด้วยตัวเอง”
“เทียบกับเื่รถออฟโรดแล้ว ตอนนี้ควรคิดว่าจะสามารถกลับไปศูนย์ควบคุมอย่างปลอดภัยได้ยังไงดีกว่า”
หลังจากพูดจบ เฉียวซู่ก็รู้สึกเจ็บแปลบในลำคอ นี่ทำให้เขานึกได้ว่าตนไม่ได้ดื่มน้ำมาเกือบชั่วโมงแล้ว
เมื่อคนรู้สึกกระหายน้ำและ้าดื่มน้ำ นั่นหมายความว่าร่างกายได้สูญเสียน้ำไปประมาณ 2 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว ในเวลานี้ ร่างกายของคุณจะเริ่มเข้าสู่สภาวะขาดน้ำ
ดูจากในสถานการณ์ปัจจุบันของเฉียวซู่ การสูญเสียน้ำของร่างกายน่าจะเกิน 5 เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว
หากสูญเสียน้ำถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์อาจส่งผลให้สลบได้ และถ้าหากสูญเสียน้ำถึง 20 เปอร์เซ็นต์ก็จะเป็อันตรายถึงชีวิต
คิดถึงจุดนี้ เฉียวซู่ก็หยิบขวดน้ำข้างเอวขึ้นมาดื่มอึกใหญ่ทันที น้ำเย็นที่สดชื่นชำระล้างความเ็ปและแสบร้อนในลำคอให้เจือจางลงในพริบตา
การได้ดื่มน้ำเปล่าในทะเลทรายที่ร้อนจัดอย่างนี้ นับว่าอร่อยกว่าเครื่องดื่มใด ๆ ในโลก
เฉียวซู่ป้อนน้ำให้อาหลีเล็กน้อย จากนั้นจึงเขย่าขวดน้ำในมือดู
น้ำในขวดเหลืออยู่ครึ่งหนึ่ง ยังมีขวดน้ำอีกสองขวดในรถที่ตอนนี้ถูกฝังอยู่ในทราย
ในพื้นที่ของระบบก็ยังมีน้ำดื่มอีก 10 ลูกบาศก์เมตร แต่ในขณะที่ทำการไลฟ์สดอยู่ เขาก็ไม่สามารถนำออกมาสู่สายตาสาธารณะชนได้ ดังนั้นจึงทำได้แต่ประหยัดน้ำไว้ก่อน
“สถานการณ์ตอนนี้ไม่ดีเลยจริง ๆ รถออฟโรดทำได้แค่จอดไว้ที่นี่เท่านั้น” เฉียวซู่ใช้มือปัดทรายบนรถออฟโรดออก “หาน้ำดื่มเจอเมื่อไหร่ ผมจะต้องรีบออกจากที่นี่เลยทันที”
“ถึงจะไม่รู้ตำแหน่งพิกัดที่อยู่ในตอนนี้ แต่คาดเดาว่าคืนนี้คงต้องตั้งค่ายพักแรมข้างนอกแล้ว”
การใช้มือขุดทรายนั้นยากกว่าที่เฉียวซู่จินตนาการไว้
โดยเฉพาะหลังจากพายุทรายผ่านพ้นไป เมื่อพระอาทิตย์โผล่พ้นออกมาทรายก็ถูกแสงแดดสาดจนร้อนระอุ
มือของเฉียวซู่ถูกเสียดสีจนถลอกหมดแล้ว แต่เขาก็พบเพียงขวดน้ำหนึ่งขวด กระเป๋าเป้หนึ่งใบ และปืนลูกซองกับมีดสปาต้าที่วางอยู่ฝั่งที่นั่งผู้โดยสาร
ในกระเป๋าเป้มีอาหารและอุปกรณ์เอาตัวรอดขั้นพื้นฐานที่สุดอย่างไฟแช็ก ไฟฟ้า และเชือก ซึ่งนับเป็เื่โชคดีในความโชคร้าย
เขาสะพายกระเป๋าเป้และปืนลูกซอง จากนั้นชายหนุ่มกับจิ้งจอกน้อยก็หันหลังให้แสงอาทิตย์แล้วเริ่มออกเดินทาง
ราวกับรับรู้ได้ว่าเฉียวซู่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดีนัก อาหลีน้อยปฏิเสธที่จะให้เขาอุ้ม มันดื้อรั้นอยากเดินตามเฉียวซู่ด้วยเท้าเล็ก ๆ
าแของเ้าตัวน้อยก็เกือบจะหายดีแล้ว เฉียวซู่จึงปล่อยให้มันเดินด้วยตัวเอง
ที่ฝ่าเท้าของจิ้งจอกเฟนเนกมีขนนุ่ม ๆ ปกคลุมอยู่ ซึ่งช่วยปกป้องเมื่อต้องเร่งเดินทางในทะเลทราย แต่นั่นก็เป็เฉพาะแค่ใน่กลางคืนเท่านั้น
เดิมทีจิ้งจอกเฟนเนกก็เป็สัตว์หากินเวลากลางคืน การเดินทางระหว่างวันไม่ใช่สิ่งที่มันเชี่ยวชาญ
เดินได้ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง อาหลีน้อยก็เริ่มหอบ ที่ฝ่าเท้ามีอาการเ็ปจากกระแสความร้อนที่ส่งขึ้นมา
เ้าตัวเล็กกัดฟันไม่ส่งเสียงร้อง แต่ร่างกายของมันเริ่มสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
และในขณะนั้นเองที่มือใหญ่คู่หนึ่งคว้าเข้าที่่กึ่งกลางลำตัวของมันไว้เบา ๆ และอุ้มขึ้น
เฉียวซู่เลียริมฝีปากที่แห้งแตกของตน พลางยิ้มและบ่นว่า “ก็บอกแล้วไงว่าอย่าทำเท่ เริ่มเป็ไข้แล้วใช่ไหมล่ะ?”
อาหลีน้อยรู้สึกอายกับคำพูดของเฉียวซู่ มันซุกหัวเล็ก ๆ เข้าไปในอ้อมแขนของเฉียวซู่อย่างเขินอาย
“หงิง หงิง~”