ณ ด้านในตำหนักของลั่วอู่หลิน บัดนี้ชายหนุ่มกำลังนั่งสมาธิรอบตัวมีแกนสัตว์อสูรนับร้อยชิ้นวางไว้ เขาเร่งทำตามที่นางเซียนสอนเอาไว้ดูดซับแก่นพลังงานโดยใช้จิตอสูรเทวะอสรพิษหยกจันทราหรือตัวนางเองเป็ตัวกลางในการกลั่นกรองและเปลี่ยนพลังงานจากแกนอสูรกลายเป็พลังปราณธาตุหยินซึ่งเหมาะสมกับเส้นลมปราณของเด็กหหนุ่ม ก่อนที่จะให้เ้าตัวโคจรพลังงานนั้นไปทั่วร่างกายและมารวมกันที่จุดสุดท้ายคือตันเถียน
แน่นอนว่าในตอนแรกลั่วอู่หลินทำไมค่อยเป็เท่าไรนักแต่นางเซียนก็ช่วยชี้นำการโคจรให้เขาจนทำได้อย่างง่ายดาย ในตอนนี้เหล่าแกนอสูรนับร้อยค่อยๆหม่นแสงสีลงเรื่อยๆจากการดูดกลืนที่บ้าคลั่งของลั่วอู่หลิน กลับกันออร่าที่หนาวเย็นพลันแผ่กระจากออกมาจากตัวของชายหนุ่มไม่ขาดสาย ภายในตำหนักอากาศหนาวเย็นขึ้นอย่างสังเกตุได้ แต่ยังไม่ทันที่ทุกอย่างจะกลายเป็น้ำแข็งลั่วอู่หลินก็บรรลุระดับขั้นเสียก่อน
"ปั้งๆๆๆๆ!"
"นักรบขั้นสอง"
"นักรบขั้นสาม"
"นับรบขั้นสี่"
"นักรบขั้นห้า"
ดวงตาสีแดงเบิกกว้างออกมา เนื้อตัวสั่นเทาอย่างช่วยไม่ได้ ตัวของลั่วอู่หลินเต็มไปด้วยความประหลาดใจเหตุใดตัวเขาจึงได้ทะลวงขั้นรวดเร็วปานนี้เพียงแค่คืนเดียวห้าระดับนี้มันไม่เกินไปหน่อยหรือ นักรบขั้นห้าในอายุเพียงสิบห้าปี นี่คือระดับที่ถือได้ว่าเหนือกว่าอัจฉริยะไปหลายขุมแล้ว
ต้องบอกก่อนว่าพี่ใหญ่ของเขาเองก็อยู่ในระดับนักรบขั้นห้าเช่นกันแต่อายุของเขานั้นก็ยี่สิบปีเข้าไปแล้ว นี่ยังไม่รวมอัจฉริยะที่ชนะการแข่นขันเทศกาลล่าอย่างลู่ฟางหนิงที่อยู่นักรบขั้นห้าเหมือนกันแต่อายุของนางนั้นคือสิบเจ็ดปี นี่หากเขามีแกนอสูรมากกว่านี้ไม่ใช่ว่าจะทะลวงระดับไปได้เรื่อยๆหรอกหรือ
ในตอนแรกที่นางเซียนบอกว่าจะฝึกเขาให้อยู่ระดับจักรพรรดิภายในห้าปีเขาคิดว่ามันเป็เื่เพ้อเจ้อ แต่ตอนนี้เขาเชื่อสนิทใจแล้วหากความเร็วในการบ่มเพาะยังคงเป็เช่นนี้ต่อไปอย่าว่าแต่ห้าปีเลย แค่สามปีเขาก็อาจจะเข้าสู่ระดับจักรพรรดิได้อย่างไม่ยากเย็น
"เห็นหรือยังนี่คือความสุดยอดของเส้นลมปราณเทพเ้าและดวงจิตอสูรเทวะ นี่ขนาดเ้ามีแค่แกนอสูรระดับต่ำทั้งยังธาตุไม่ตรงกันยังบ่มเพาะได้รวดเร็วถึงเพียงนี้ แต่เ้าอย่าพึ่งหลงระเริงในการบ่มเพาะที่รวดเร็วนี้จนเกินไป ตันเถียนของเ้ามันใหญ่กว่าของคนอื่นหลายเท่านักและยิ่งบ่มเพาะมากเท่าไรมันก็จะยิ่งใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆดังนั้นพลังงานที่ใช้ในการบ่มเพาะก็ต้องมีคุณภาพและจำนวนที่มากขึ้นเช่นเดียวกัน"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ แต่ว่าพี่สาวข้ามีคำถาม?"
"ว่ามา?"
"ไหนๆท่านและข้าก็ต้องอยู่ร่วมกันแล้ว ข้ายังไม่รู้จักชื่อของท่านเลย พี่สาวพอจะบอกข้าได้หรือไม่??"
นางเซียนอสรพิษยกยิ้มบาง "ไฉ่เยว่เอ๋อ นั่นคือชื่อของข้า"
กล่าวจบนางก็พลันหายกลับเข้าไปยังด้านในทะเลจิติญญาของลั่วอู่หลินในทันที
"ไฉ่เยว่เอ๋องั้นหรือ ชื่อนี้ไพเราะนัก"เด็กหนุ่มยกยิ้มเขาเก็บเอาแกนอสูรที่ไร้ซึ่งแสงสว่างในทันทีก่อนที่จะนอนลงบนเตียงใหญ่
ทุกๆวันหลังจากนี้ตอนเช้าชายหนุ่มจะเข้าไปเสวยอาหารร่วมกับองค์ราชินีเช่นเดิมเหมือนกับทุกครั้ง แต่เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้นลั่วอู่หลินก็พลันแอบออกไปด้านนอกเพื่อออกล่าสัตว์อสูรอยู่ทุกวันและจะกลับมาใน่ดึกๆซึ่งแทบจะไม่มีใครเลยที่สังเกตุเห็น หรืออาจจะเป็เพราะเขาได้เชื่อว่าไร้ค่าจนไม่มีใครสนใจก็เป็ได้
ทุกครั้งที่ออกล่านางเซียนไฉ่เยว่เอ๋อมักจะสั่งสอนอะไรให้เขาหลายต่อหลายอย่าง อย่างการผสานเข้ากับดวงจิตอสูรเทวะเพื่อใช้ความสามารถของตัวอสูรตัวนั้นๆ ซึ่งลั่วอู่หลินหลังจากได้ฝึกฝนก็สามารถได้สองอย่างคือพิษหยินที่หนาวเหน็บสุดขั่วหัวใจ และดวงเนตรอสรพิษ์ซึ่งสามารถที่จะมองเห็นคลื่นความร้อน เส้นลมปราณ เส้นเื และกล้ามเนื้อในร่างกายของสิ่งมีชีวิต
ความสามารถนี้เรียกได้ว่ามีประโยชน์ในการลอบสังหารเป็อย่างมากเพราะเขาสามารถที่จะทะลวงจุดตายศัตรูได้ภายในการโจมตีเพียงครั้งเดียว
แต่ทว่าทักษะดวงเนตรนี้กลับไม่สามารถใช้ต่อเนื่องได้นานนักและต้องใช้ระยะเวลาพักฟื้นนานถึงสองวันต่อการใช้สามครั้งเลยทีเดียว นางเซียนไฉ่เยว่เอ๋อบอกไว้ว่าหากตบะกล้าแกร่งขึ้นความถี่ในการใช้รวมไปถึงประสิทธิภาพของเนตรอสรพิษ์นี้จะเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้แล้วชายหนุ่มยังได้เรียนการใช้ หอก มีดสั้น ยิงธนู ทั้งยังได้เรียนรู้ถึงเื่สมุนไพรต่างๆมากมาย ความรู้พวกนี้แม้จะไม่ค่อยได้ใช้แต่มีไว้ก็ไม่ได้เสียหายอะไร กลับกันมันอาจจะเป็ประโยชน์ในอนาคตเบื้องหน้าก็เป็ได้
หลังจากที่ออกล่ามาได้สามเดือนโดยที่ไม่มีผู้ใดสงสัย ในที่สุดลั่วอู่หลินก็ต้องหยุดการล่าอย่างช่วยไม่ได้ สาเหตุนั้นก็มาจากเขาออกล่ามากเกินไปจนทำให้จำนวนของสัตว์อสูรในป่ารอบนอกลดฮวบลงอย่างน่าใจหาย
อีกทั้งเสียงคำรามของเหล่าสัตว์อสูรที่ปะทะกับลั่วอู่หลินมันก็ดันไปทำให้ชาวบ้านพากันขวัญผวาจนต้องแจ้งเื่มาจนมาถึงวังหลวง องค์จักรพรรดิจึงมีบัญชาให้แม่ทัพออกไปสำรวจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในป่ากันแน่ หากเขาออกไปแล้วไปเจอกับแม่ทัพมันคงไม่ใช่เื่ดีสักเท่าไรกลับกันความลับที่ปกปิดเอาไว้มีหวังได้แตกออกมาอย่างแน่นอน
ในตอนนี้ลั่วอู่หลินจึงได้แต่นั่งบ่มเพาะพลังอย่างสบายใจด้วยแกนอสูรที่ยังมีอยู่เพียงเท่านั้น อีกทั้งอีกไม่นานก็ไกล้ถึงวันหมั่นหมายของเขาแล้ว โดยปกติเมื่อมีหญิงสาวหมันหมายเข้าราชวงศ์พวกนางจะต้องอยู่ในการดูแลของแม่สามี แต่ในกรณีของลั่วอู่หลินนั้นพวกลู่ฟางหนิงจะอยู่ในการดูแลขององค์ราชินีแทน
"ปั้ง!"
"แม่ทัพขั้นหนึ่ง"
"อืมๆสามเดือนจากนักรบขั้นห้ามาอยู่แม่ทัพขั้นที่หนึ่งนับว่าไม่เลว"ไฉ่เยว่เอ๋อกล่าวอย่างพึงพอใจ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นดวงตาสีแดงเป็ประกายสดใส ร่างกายของเขาที่ได้รับการฝึกฝนถึงสามเดือนเต็มๆรู้สึกได้ถึงพลังมหาศาลที่แฝงอยู่ด้านในราวกับสามารถที่จะบดขยีู้เาขนาดเล็กได้เพียงแค่ฝ่ามือเดียว
"ขอบคุณพี่สาวเยว่เอ๋อที่สอนสั่ง"ชายหนุ่มผสานมือคาราวะและกล่าวอย่างขี้เล่นตลอดสามเดือนมานี้ นางเซียนอสรพิษเป็ทั้งพี่สาว เพื่อน และอาจารย์ในเวลาเดียวกันให้กับเขา ความสนิทชิดเชื้อและผูกพันธ์ก็มากขึ้นเรื่อยๆเช่นเดียวกัน ลั่วอู่หลินให้ความเคารพแก่นาง ส่วนตัวนางเองก็เอ็นดูลั่วอู่หลินไม่น้อย
"อืม ก็ตั้งใจต่อไปแล้วกัน เมื่อมาถึงจุดนี้ตันเถียนของคนส่วนใหญ่จะคล้ายกับสระน้ำแต่สำหรับเ้านั้นมันราวกับทะเลสาบขนาดเล็กเลยก็ว่าได้ ดังนั้นเ้าต้องตั้งใจมากขึ้นไป แกนอสูรที่ใช้ก็จะต้องมีคุณภาพและจำนวนที่มากขึ้นไปด้วย เอาไว้รอให้เื่เงียบพวกเราไปล่าสัตว์ในเขตป่าชั้นในกัน"
"ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"ไฉ่เยว่เอ๋อพยักหน้าแล้วกลับเข้าไปยังด้านในร่างกายของลั่วอู่หลินทั้งยังไม่วายทำผนึกลวงตาเพื่อปกปิดระดับความสามารถของชายหนุ่มเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา แต่ถึงจะบอกว่าเป็ผนึกหากลั่วอู่หลิน้าจะใช้พลังมันก็จะสลายไปเองไม่ได้ปิดกั้นความสามารถเพียงแค่ปิดกั้นไม่ให้คนอื่นรับรู้เท่านั้น
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวณการทั้งหมดลั่วอู่หลินก็เดินออกจากตำหนักไปในทันทีเพื่อที่จะไปหาท่านยายของตนตามปกติเหมือนทุกวันที่ผ่านมา แต่ไปถึงทุกอย่างเหมือนจะแปลกไปเล็กน้อยเพราะวันนี้องค์จักรพรรดิลั่วไห่เฟิง องค์รัชทายาทลั่วหยุนซาน และพี่ใหญ่ของเขาอย่างลั่วหยุนหยางก็อยู่ที่นี่ด้วย
"อู่หลินคาราวะท่านตา ท่านยาย ท่านลุงใหญ่ แล้วก็พี่ใหญ่ขอรับ"ลั่วอู่หลินผสานมือคาราวะอย่างนอบน้อมแล้วไปนั่งลงยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ในทันที
"พักนี้ดูหลานดูดีขึ้นนะ ไม่ผอมแห้งเหมือนแต่ก่อนแล้ว"ลั่วไห่เฟิงเมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงของหลานชายก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวออกมาพร้อมกับใบหน้าที่ประดับไปด้วยรอยยิ้ม
"เอ่อ.....พอดีพักนี้หลานเจริญอาหารน่ะขอรับ"
"โอ้ เป็เช่นนั้นเอง พักนี้ไม่ค่อยได้เห็นหลานออกมาจากตำหนัก พี่ใหญ่ของหลานกระวนกระวายยกใหญ่กลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราถึงได้มาดูในวันนี้ว่าหลานเป็อะไรหรือเปล่า"ลั่วหยุนหยางได้ยิน
"โถ่ ท่านพี่ข้าไม่ได้เป็อะไรขอรับ"ลั่วอู่หลินหันไปหาพี่ชาย
"หืม เ้าตัวดีใครจะไปรู้ก็พักนี้ไม่เห็นหน้าเห็นตาเ้าเลย หากจะเอาแต่ขลุกตัวอยู่ในตำหนักก็มาช่วยข้าฝึกกองกำลังองครักษ์รุ่นเยาว์ไม่ดีกว่าหรือ"
"เหอะๆท่านต้องล้อข้าเล่นแน่ๆข้าบ่มเพาะไม่ได้ด้วยซ้ำจะไปช่วยท่านฝึกกองกำลังได้อย่างไร หากไปเกรงว่าจะเป็ที่ขบขันให้บรรดาพวกเขาเสียมากกว่า ข้าอยู่อย่างสงบๆเช่นนี้ก็ดีอยุ่แล้ว"ลั่วอู่หลินกล่าวปฏิเสธเชิงปฏิเสธแต่ทว่าในใจของเขานั้นก็เกิดความสนใจในเื่นี้ไม่น้อยเลยทีเดียว สร้างขุมกำลังหรือ เื่นี้ทำไมเขาในตอนแรกที่ถึงไม่ได้กันนะ
"เอาละๆ หยางเอ๋อไม่ต้องไปบังคับน้องหรอก น้องอยากจะทำอะไรก็ให้ทำไปเถอะ เรามาเข้าเื่สำคัญกันเลยดีกว่าท่านพ่อท่านจะคุยกับอู่หลินเื่งานหมั่นมิใช่หรือ"องค์รัชทายาทลั่วหยุนซานกล่าวขึ้นมา องค์จักรพรรดิที่ได้ยินเช่นนั้นก็ทำสีหน้าจริงจังขึ้นมาในทันที
"นั่นสินะ อู่หลิน!หลานรู้ใช่หรือไม่ว่าที่นาง้าหมั่นกับเ้าเพื่ออะไร??"
"ข้ารู้ดีขอรับ พวกนางใช้ข้าเป็ไม้กันพี่สองกับพี่สาม"ลั่วอู่หลินกล่าวอย่างเรียบเฉยราวกับมันไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร
"ถ้าหากรู้เช่นนี้เ้ายังคงอยากหมั่นหมายอยู่หรือไม่ ในตอนแรกตาคิดว่าพวกนางเหมาะสมที่จะเป็ภรรยาของหลานโดยที่ลืมคิดไปว่ามันอาจจะทำความยุ่งยากมาสู่ตัวของหลานได้"
"ไม่เป็ไรหรอกขอรับ คำพูดของท่านตาเป็ดังคำสัตย์ที่มีอาจถอนคืนได้ การช่วยเหลือพวกนางก็ไม่นับว่ายากเย็นอะไร ถึงจะไม่มีเื่พวกนางมาเกี่ยวข้องถึงอย่างไรพี่สองกับพี่สามก็รังแกข้าตลอดอยู่ดีหากได้พบหน้าข้า"
"หุหุ น้องชายไม่ใช่ว่าเ้าหลงไหลในความงามของสองพี่น้องตระกูลลู่แล้วเอาคำสั่งของท่านปู่มาเป็ข้ออ้างหรอกนะ"ลั่วหยุนหยางกล่าวแกมหยอกล้อ ลั่วอู่หลินพองแก้มเล็กน้อยแล้วถลึงตาใส่พี่ชาย ภาพนี้สร้างความขบขันให้กับทุกคนในที่นี้ไม่น้อย การร่วมโต๊ะอาหารที่มีความสุขเช่นนี้นานๆทีจะมีสักครั้ง