ปู่หลี่อุ้มหยุนซีเดินออกจากร้านข้าวไปที่ร้านของชำข้าง ๆ กัน
หน้าร้านมีป้ายสีน้ำตาลดำเขียนอักษรด้วยสีขาวว่าร้านชำ เมื่อเดินเข้าไปก็ได้กลิ่นมากมายผสมปนเปกัน
เถ้าแก่วัยกลางคนมีดวงตาแจ่มใส ยิ้มอย่างเป็มิตรเอ่ยทักทาย หยุนซีค่อนข้างประหลาดใจ ในยุคที่มีการแบ่งแยกชนชั้นชัดเจน แต่ร้านค้าหลายร้านที่ได้ไปเยือน กลับไม่เคยพบเ้าของร้านที่ดูถูกคนจนเลย
“พี่ชายท่านนี้ มีอะไรให้ช่วยหรือไม่ขอรับ” เถ้าแก่เห็นสองปู่หลานเดินผ่านหน้าร้านไปไม่นานจึงจำได้
“ตอนนี้เกลือราคาเท่าไหร่รึเถ้าแก่”
“ชั่งละ 40 อีแปะ แบ่งซื้อทีละครึ่งชั่งได้ขอรับ”
“เช่นนั้นข้าขอซื้อเกลือสองชั่ง” ปู่หลี่แอบกัดฟัน จ่ายเงินแบบไม่มีทางเลือก แม้ราคาจะแพงแต่ของมันต้องกินต้องใช้
“นี่ขอรับ เกลือสองชั่ง 80 อีแปะ” เถ้าแก่ยื่นถุงผ้าใส่เกลือให้หลังจากรับเงินมาแล้ว
ตอนเดินเข้าร้านมา หยุนซีมองไปรอบ ๆ เพื่อมองหาพวกเครื่องปรุง แล้วก็เจออยู่หลายอย่าง มีทั้งซีอิ๊ว น้ำส้มหมัก พริกซวงเจีย พริกไทย
“ท่านปู่ ข้าอยากได้อันนี้ อันนี้ อันนี้แล้วก็อันนี้เ้าค่ะ”
“เด็กน้อยช่างฟุ่มเฟือยนัก ชี้นิ้วสั่งของไม่หยุด” ปู่หลี่ส่ายหัวน้อย ๆ อย่างอ่อนใจ
“ท่านปู่” เด็กน้อยปากยื่นทำหน้ามุ่ยยืนจ้องมา
“ได้ ๆ ปู่ซื้อให้ทุกอย่างที่เ้า้า” เหมือนตบหน้าตัวเอง เมื่อกี้ยังพูดว่าฟุ่มเฟือยอยู่เลย ตอนนี้กลับควักจ่ายง่าย ๆ ซะงั้น
เถ้าแก่เลยเอ่ยชม “เด็กน้อยตาถึงจริง ๆ ของพวกนี้ช่วยทำให้อาหารอร่อย”
“ข้าขอซีอิ๊วหนึ่งไห น้ำส้มหมักหนึ่งไห และเครื่องเทศที่นังหนูนี่้าอย่างละครึ่งชั่งนะเถ้าแก่”
“ซีอิ๊วไหละ 30 อีแปะ น้ำส้มหมักไหละ 20 อีแปะ พริกซวงเจียครึ่งชั่ง 23 อีแปะ พริกไทยครึ่งชั่ง 20 อีแปะ ทั้งหมด 93 อีแปะ ข้าลดให้ คิดไป 90 อีแปะถ้วนก็แล้วกัน”
“รบกวนท่านแล้ว” ปู่หลี่ควักเงินจ่ายด้วยความปวดใจ ก่อนจะหิ้วทุกอย่างเดินกลับไปที่เกวียนวัว โดยมีเ้าตัวเล็กที่อารมณ์ดีเพราะได้ดั่งใจเดินตามหลังมา
“ท่านพ่อ ทำไมถึงได้ซื้อของมาเยอะแยะเช่นนี้?” ลูกทั้งสามคนต่างจ้องเขม็ง รอคำตอบ
“ของมันต้องใช้ทั้งนั้น พวกเ้าอย่าถามมากน่ะ” ชายชรารีบวางของเก็บบนเกวียน ส่วนพวกลูกชายก็ได้แต่กรอกตามองบน ‘ท่านพ่อแถซะสีข้างถลอก ของมันต้องใช้เช่นนั้นรึ? หึ ๆ น่าจะตามใจหลานสิไม่ว่า เ้าตัวเล็กถึงได้อารมณ์ดีขนาดนั้น’
หลังจากขนทุกอย่างขึ้นเกวียนเรียบร้อยแล้ว จิ้งชางก็บังคับเกวียนไปทางสุดถนนเหรินถงซึ่งมีตลาดสดขนาดใหญ่ ที่บ้านน้ำมันเกือบหมดแล้ว จึงต้องซื้อมันหมูไปเจียวทำน้ำมัน ใช้เวลาเดินทางครึ่งชั่วโมงก็มาถึง
มีร้านขายเนื้อสองร้านตั้งอยู่คนละฝั่งแต่หันหน้าเข้าหากัน ปู่หลี่เดินเข้าไปที่ร้านหนึ่งด้านขวามือ จิ้งชูอุ้มหยุนซีเดินตามมา ส่วนจิ้งชางและจิ้งเหอนั่งรอบนเกวียนที่จอดอยู่ไม่ไกล
“พี่ชาย เนื้อขายอย่างไรรึ?”
“เนื้อแดงชั่งละ 10 อีแปะ สามชั้นชั่งละ 12 อีแปะ มันหมูชั่งละ 15 อีแปะ” ชายขายเนื้อบอกราคาด้วยใบหน้าไร้อารมณ์ แต่ไม่มีอาการดูถูกหรือพูดจาหยาบคายแต่อย่างใด
ปู่หลี่ถึงกับกัดฟันอีกครั้ง “ข้าขอมันหมู 4 ชั่ง”
หยุนซีเห็นชายขายเนื้อหั่นมันหมูมาสี่ก้อนใหญ่ ก็สะกิดท่านปู่ที่ยืนจ่ายเงินอยู่ด้านหน้า
“ท่านปู่ ข้าอยากได้เนื้อแดง 5 ชั่ง สามชั้น 5 ชั่ง บ้านเราไม่ได้กินเนื้อกันนานแล้วเ้าค่ะ”
สุขภาพแข็งแรงต้องมาก่อน หาเงินน่ะหาเมื่อไหร่ก็หาได้
นอกจากนั้น นี่มันเนื้อเลยนะ เนื้อ!! วันนี้ข้าต้องได้กินเนื้อ
ปู่หลี่จำใจควักจ่ายไปอีก 110 อีแปะ ‘เฮ้อออ เพิ่งหาเงินได้ แป๊บเดียวก็จ่ายไปซะเยอะแล้ว’
“ท่านลุง พวกนี้ขายยังไงหรือเ้าคะ?” หยุนซีชี้ไปที่กองกระดูกและถังใส่เครื่องใน แล้วถามด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
ชายขายเนื้อมองเด็กน้อยแล้วสีหน้าก็อ่อนโยนขึ้น
อาจเป็เพราะเด็กน้อยน่ารักสดใสจนชายขายเนื้ออดจะยิ้มตอบไม่ได้ แม้จะเป็รอยยิ้มที่ดูประหลาดอยู่บ้างก็ตาม
“ของพวกนี้ไม่ค่อยมีคนซื้อ กระดูกพวกนี้เนื้อแทบไม่มี ส่วนเครื่องในก็ไม่มีคนกิน ทั้งหมดนี้ขายให้เ้า 2 อีแปะก็แล้วกัน”
“ขอบคุณเ้าค่ะ ท่านลุงใจดีมากเลย” หยุนซียิ้มหวานแล้วเอ่ยขอบคุณ กระดูกกองใหญ่แถมเครื่องในอีกหนึ่งถังเบ้อเริ่ม ราคาแค่ 2 อีแปะ ‘คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้ม!!’
ระหว่างเดินกลับไปที่เกวียน หยุนซีก็มองเห็นหญิงชราที่ผมหงอกไปทั้งหัวนั่งหน้าเศร้า สวมเสื้อผ้าเก่าขาด ตรงหน้ามีตะกร้าใส่ไข่และตะกร้าขังไก่วางอยู่
‘ที่บ้านควรเลี้ยงสัตว์ เริ่มต้นจากไก่ก็แล้วกัน อย่างน้อยก็เก็บไข่กินได้’
“ท่านปู่ ตรงนั้นมีคนขายไก่ ข้าอยากซื้อไปให้ท่านย่าเลี้ยง ต่อไปเราจะได้มีไข่กินทุกวันเ้าค่ะ”
หลายปีมานี้ ทุกครอบครัวต่างมีชีวิตที่ยากลำบาก มีคนน้อยมากที่สามารถเลี้ยงไก่ไว้เพื่อเก็บไข่กิน จึงหาได้ยากที่จะมีคนนำมาขาย วันนี้พวกเขากลับโชคดีเจอคนขายเข้า
ปู่หลี่อุ้มหยุนซีเดินตรงไปที่หญิงชรา มองตรวจสอบไก่คร่าว ๆ ดูสุขภาพดีไม่เป็โรค จึงเอ่ยถามราคา
“พี่สะใภ้ ไม่ทราบว่าท่านไก่กับไข่ขายยังไง?”
“ไข่ไก่ฟองละ 4 อีแปะ ไก่ตัวละ 15 อีแปะ มีไข่ทั้งหมด 20 ฟอง ไก่ 6 ตัว”
“พี่สะใภ้ ราคานี้ออกจะแพงไปสักหน่อยกระมัง” แม้ปู่หลี่จะไม่รู้ราคาตลาดแต่ก็รู้ว่าราคานี้ค่อนข้างสูง
“บอกน้องชายตามตรง ราคาตลาดไข่ฟองละ 2 อีแปะ ไก่ตัวละ 8 อีแปะ แต่สามีข้าป่วยหนักเลยจำเป็ต้องตั้งราคาขายไว้สูง จะได้มีเงินพอไปซื้อยาให้ตาเฒ่าน่ะ” หญิงชรามีสีหน้าเศร้าสร้อย คนมากมายเข้ามาถามราคา ทุกคนต่างพูดเป็เสียงเดียวกันว่าแพง แต่นางไม่มีทางเลือก ถ้าตาเฒ่าที่บ้านไม่ป่วยหนัก ก็คงไม่ตั้งราคาสูงแบบนี้
นางมองปู่หลีแต่ไม่ได้พูดอะไรอีก คู้ตัวนั่งกอดเข่าก้มหน้าลง ท่าทางเหมือนจะร้องไห้ ในที่สุดก็มีเสียงสะอื้นหลุดออกมา
หยุนซีมองแล้วก็รู้สึกสงสาร ท่าทางแบบนี้หญิงชราไม่ได้โกหกหลอกลวงแน่ ในยุคที่การแพทย์ยังไม่เจริญก้าวหน้า และยามีราคาสูง บางครั้งก็มีคนตายกับแค่อาการปวดหัวเล็กน้อย สถานการณ์คงบีบคั้นหัวใจ จนหญิงชรากลั้นไม่ไหวถึงได้ร้องไห้ออกมา ‘น่าเห็นใจจริง ๆ’
“ท่านปู่ ข้าอยากเลี้ยงไก่เ้าค่ะ” ปู่หลี่ก็รู้สึกสงสารและเห็นใจ มองหน้าหลานสาว ‘พวกเราก็เคย…. เฮ้อออ’
“พี่สะใภ้ ของทั้งหมดราคาเท่าไหร่หรือ”
“ข้าคำนวณไม่เป็ เอาเช่นนี้ ถ้าเ้าเหมาหมดข้าจะคิดราคาไข่ฟองละ 2 อีแปะเท่าราคาตลาดก็แล้วกัน” หญิงชรากระตือรือร้นเอ่ยลดราคาด้วยความหวังที่จะขายได้
สินค้ามีราคาสูง มีคนซื้อก็แปลกมากแล้ว นี่ยังเหมาทั้งหมดอีก แม้คนซื้อจะใส่เสื้อผ้าเก่า ๆ เหมือนกัน ฐานะทางบ้านคงไม่ดีกว่ากันไปเท่าไหร่ แต่หญิงชราก็ดีใจ ยิ่งไปกว่านั้นก็คือความซาบซึ้งใจและโล่งใจในเวลาเดียวกัน
ปู่หลี่เรียกอาเล็กให้มาช่วยคำนวณ โดยคิดตามราคาที่ตั้งไว้แต่แรก ไข่ฟองละ 4 อีแปะและไก่ตัวละ 15 อีแปะ เป็เงินทั้งหมด 170 อีแปะ เขาหยิบเงินออกมา 300 อีแปะแล้วคว้าเอาแต่ตะกร้าไก่เดินจากไป ก่อนจะะโบอกหญิงชรา
“พี่สะใภ้ เก็บไข่กลับบ้านไปบำรุงร่างกายสามีท่านนะ ขอให้สามีท่านหายจากโรคภัยในเร็ววัน” แล้วก็ขึ้นเกวียน
“จิ้งชาง รีบไป เร็วเข้า!!” ผู้เป็ลูกไม่ถามอะไร เร่งออกเกวียนจากไปตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว
หญิงชราที่หิ้วตะกร้าไข่วิ่งตามมาแต่ไม่ทัน ได้แต่ยืนมองท้ายเกวียนอยู่กับที่ นึกถึงเงินในถุงผ้าแล้วก็กังวลว่าอีกฝ่ายจะคำนวณเงินผิดรึไม่ เพราะมันดูเยอะเหลือเกิน
พอกลับไปที่บ้านก็เล่าให้ครอบครัวฟัง ลูกชายจึงเทเงินออกมานับแล้วบอกว่าคนซื้อให้เงินเกินมามากโข ทุกคนต่างรู้สึกขอบคุณและซาบซึ้งใจ รีบแบ่งเงินออกไปซื้อยาที่เมืองข้าง ๆ มาต้มให้คนป่วยดื่ม
ส่วนเงินที่เหลือ หญิงชราจะเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน ไข่ที่เอากลับมาก็เอาไปขายตามราคาตลาด ซึ่งก็ขายออกได้ราบรื่น ได้เงินมาซื้อยาเพิ่ม นางได้แต่่หวังว่าจะได้พบครอบครัวผู้มีพระคุณอีกครั้ง แต่ก็ไม่เคยพบอีกเลย
ในภายหลังครอบครัวหญิงชรา เริ่มทำการเพาะไก่ขาย การค้าดีขึ้นเรื่อย ๆ แต่ทั้งครอบครัวก็ยังระลึกถึงบุญคุณบ้านหลี่ที่ช่วยไว้ครานั้นเสมอ
ในเกวียนวัวระหว่างเดินทางกลับ ไม่มีเสียงพูดคุยใด ๆ เลย
“พวกเ้าตำหนิที่พ่อใช้เงินสุรุ่ยสุร่ายหรือไม่?” ปู่หลี่นั่งคอตก ถอนใจอย่างหดหู่
“พูดอะไรน่ะท่านพ่อ ท่านทำสิ่งที่ถูกต้อง พวกเราไม่ตำหนิท่านหรอก” จิ้งชางที่บังคับเกวียนอยู่เอ่ยออกมาตามใจคิด เห็นความตั้งใจดีของพ่อตัวเอง แถมเป็การช่วยคน จะตำหนิหรือต่อว่าได้อย่างไร ควรภูมิใจถึงจะถูก อีกอย่างพวกเขาก็เคยอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ย่อมเข้าใจความรู้สึกของคนหัวอกเดียวกัน
“เหมือนคำที่ซีซีชอบพูด ท่านพ่อ ท่านเจ๋งมาก” จิ้งเหอตบบ่าพ่อตัวเองเบา ๆ เป็การปลอบใจแล้วยกนิ้วโป้งให้ทั้งสองข้างและยิ้มให้กำลังใจ
จิ้งชูก็ช่วยปลอบ “ใช่ ข้าเห็นด้วย ท่านพ่อทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ไม่ต้องคิดมากไปให้ปวดหัว ช่วยชีวิตคนดีกว่าสร้างเจดีย์เก้าชั้นนะขอรับ”
ปู่หลี่มองทุกคนด้วยสายตาอ่อนโยน หยุนซีถูไถหัวน้อย ๆ กับแขนเพื่อออดอ้อน “ท่านปู่ดีที่สุด พวกเราภูมิใจในตัวท่านปู่เ้าค่ะ”
บรรยากาศเปลี่ยนจากอึมครึมเป็อบอุ่นซาบซึ้ง แม้จะไม่มีใครเอ่ยปากพูดอะไรอีก
มองหน้าลูกชายและหลานสาว ชายชราเพิ่งรู้ตัวว่าคิดมากไปเอง แอบส่ายหัวแล้วหัวเราะออกมาเบา ๆ
หยุนซียิ้มจนตาหยี ครอบครัวเธอช่างจิตใจดีและอ่อนโยน
‘ในอนาคตข้าก็อยากจะโตมาเป็คนแบบนี้ แต่ไม่รู้ว่าจะใจดีได้เท่าพวกเขารึเปล่า ฮิฮิ ไม่ได้ ข้าจะต้องโตมาเป็นางฟ้าแสนสวยใจดี ผู้แสนอ่อนโยน’ คิดแล้วก็หัวเราะคิกคักอยู่คนเดียว
“วันนี้ช่างเป็วันที่ดีเสียจริงเ้าค่ะ พวกเรารวยแล้ว ฮิฮิ” หยุนซีพูดจบทุกคนก็หัวเราะกันครืน