กระบี่ระดับเสวียนขั้นสูงสุด ระดับนี้ต่อให้เป็ช่างหลอมอาวุธระดับปฐีขั้นสร้างรากฐานก็ยังทำไม่ได้ไม่ใช่หรือ? ทว่าขั้นตอนที่หลิงเทียนลงมือทำเมื่อครู่นี้ เห็นได้ชัดว่าเป็การทำส่งเดชชัด ๆ
"แม่นางเสินอัน ท่านไม่ได้พูดล้อเล่นใช่หรือไม่?" ช่างหลอมอาวุธแห่งสมาคมคนหนึ่งอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากตั้งข้อสงสัย
"เหอะ ๆ จำเป็ต้องอธิบายพวกเ้าด้วยหรือ?" สีหน้าของซ่งเสินอันมืดมนลงในพริบตา
"พวกเ้าหารู้ไม่ว่าในโครงกระบี่เล่มนี้ใช้ผลึกทองโลหิตแผดเผา วัตถุดิบระดับปฐีขั้นสูงสุดเช่นนี้ ขอถามหน่อยเถอะว่าในหมู่พวกเ้า ใครสามารถหลอมออกมาได้โดยไร้ตำหนิภายในเวลาครึ่งชั่วยาม!?"
"อะไรนะ!? เขาใช้ผลึกทองโลหิตแผดเผาหรือ!?"
เหล่าช่างหลอมอาวุธสบตากันไปมา ตะลึงลานไปตาม ๆ กัน คุณภาพของผลึกทองโลหิตแผดเผานั้นสูงส่งยิ่ง สิ่งที่ทำให้ช่างหลอมอาวุธปวดหัวที่สุดก็คือมันหลอมออกมาได้ยาก ต่อให้มีเพลิงวิเศษระดับสอง แต่การจะหลอมให้เสร็จภายในครึ่งชั่วยามโดยไร้ตำหนิยังยากเย็นแสนสาหัส นับประสาอะไรกับการหลอมให้สมบูรณ์โดยไร้ริ้วรอย
ยิ่งไปกว่านั้น ทั่วทั้งสามสำนักใหญ่แห่งแดนใต้ จะมีสักกี่คนที่เพลิงวิเศษระดับสอง?
"อีกอย่าง พวกเ้าเคยเห็นศาสตราวุธระดับเสวียนชิ้นใด ซุกซ่อนค่ายกลอาวุธระดับปฐีไว้ข้างในบ้าง?"
วูบ!
ซ่งเสินอันชูโครงกระบี่ในมือขึ้น ตัวกระบี่อันหนาหนักพลันสั่นสะท้าน ส่งเสียงหึ่ง ๆ พร้อมกับเปล่งแสงเรืองรองออกมาเป็ระลอก!
นั่นคืออานุภาพแห่งค่ายกลอย่างแท้จริง!
ข้อแตกต่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างศาสตราวุธระดับเสวียนและศาสตราวุธระดับปฐี มิใช่เพียงแค่ระดับของวัตถุดิบ แต่ยังรวมถึงค่ายกลอาวุธด้วย
ศาสตราวุธที่ผสานค่ายกลลงไปในตัวศาสตราได้จึงจะนับเป็ศาสตราวุธระดับปฐี มิเช่นนั้นก็ทำได้เพียงเป็ศาสตราวุธระดับเสวียนเท่านั้น
ยามนี้ภายในโครงกระบี่เล่มนี้ กลับซุกซ่อนค่ายกลเอาไว้ ทว่าก่อนหน้านี้ พวกเขากลับไม่เห็นหลิงเทียนสลักค่ายกลลงไปเลยสักนิด...
"ตีขึ้นจากวัตถุดิบระดับปฐีขั้นสูงสุด สลักค่ายกลอาวุธลงไปโดยไม่แตกสลาย ข้าอยากจะถามหน่อยว่า มีช่างหลอมอาวุธระดับเสวียนคนไหนทำได้บ้าง? มีศาสตราวุธระดับเสวียนชิ้นไหนจะมาต่อกรกับโครงกระบี่เล่มนี้ได้?"
ทุกคนโดนคำถามไร้ต้อนเป็ชุดของซ่งเสินอันซัดใส่จนพูดไม่ออกแม้แต่คำเดียว
กระทั่งหลิงเทียนเองก็ยังอดไม่ได้ที่จะเหลือบมองซ่งเสินอันผู้นี้เพิ่มอีกหลายแวบ สมแล้วที่เป็อัจฉริยะแห่งการหลอมอาวุธที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งหุบเขาเฟินเซียง รายละเอียดหลายอย่างของโครงกระบี่ นางกลับมองออกทั้งหมด
ที่ไกลออกไป ซูเลี่ยแห่งสำนักเฉียนหยวนจ้องมองไปทางหลิงเทียนตลอดเวลา ยามนี้เมื่อเห็นซ่งเสินอันมีท่าทีเลื่อมใสยอมจำนนเช่นนั้น จิตใจของเขาก็ยิ่งไม่อาจสงบลงได้
ช่างหลอมอาวุธระดับหลอมปราณคนหนึ่ง ต่อให้หลอมศาสตราวุธระดับเสวียนขั้นสูงสุดออกมาได้ จะคู่ควรให้ซ่งเสินอันทำถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
"ดังนั้น การทดสอบของเขาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็อย่างยิ่ง ควรถือเป็อันดับหนึ่งในบรรดาศาสตราวุธระดับเสวียน ไม่ทราบว่ากระบี่เล่มนี้มีนามว่าอะไรหรือ?" ซ่งเสินอันหมุนตัวส่งโครงกระบี่คืนให้หลิงเทียน ในใจกลับรู้สึกตัดใจไม่ลงเล็กน้อย
ในกระบี่เล่มนี้ราวกับซุกซ่อนศาสตร์การหลอมอาวุธไว้อย่างไร้ขีดจำกัด หากนางได้ศึกษาดูสักระยะ วิชาหลอมอาวุธของนางย่อมก้าวหน้าขึ้นอีกขั้นแน่
"ยังไม่ได้คิด ในเมื่อเ้าดูจบแล้ว ข้าก็ควรไปเสียที" หลิงเทียนเอ่ยพร้อมรับโครงกระบี่มาแล้วเบี่ยงตัวเดินผ่านซ่งเสินอันไปทันที
มองดูแผ่นหลังของหลิงเทียนที่ผละจากไป ซ่งเสินอันยักไหล่ "เป็คนที่เปี่ยมไปด้วยเอกลักษณ์จริง ๆ "
"น้องหญิง เป็อย่างไรบ้าง?" เถ้าแก่น้อยแห่งหอจู้เป่าเดินยิ้มเข้ามาถาม "ความรู้สึกของข้าไม่เลวใช่หรือไม่?"
"พี่จิ้งเก่งที่สุดเลย!" ซ่งเสินอันคล้องแขนเถ้าแก่น้อย คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางรู้อยู่เต็มอกว่าเถ้าแก่น้อยแห่งหอจู้เป่าผู้ลึกลับคนนี้ แท้จริงแล้วคือตงฟางจิ้ง บุตรีของเ้าเมืองลั่ว!
ตงฟางจิ้งเกิดและเติบโตอยู่ในเมืองหลวงแห่งต้าฉินมานาน จากนั้นก็เล่าเรียนบำเพ็ญเพียรที่เมืองหลวงมาโดยตลอด พร์สูงส่งยิ่ง เหนือกว่าหลิงเซียวผู้นั้นเสียอีก นางเพิ่งกลับมาได้ไม่นาน สามสำนักใหญ่จึงยังไม่มีใครรู้เื่นี้
"ทว่าหากคนผู้นี้เลิศล้ำทั้งวิถีโอสถและวิถีศาสตรา แถมยังมีเพลิงวิเศษไว้ใน จะเป็ผู้ฝึกตนอิสระได้อย่างไร สามสำนักใหญ่ไม่น่าปล่อยเขาหลุดมือไปได้ ไม่ได้การแล้ว ข้าต้องรีบตามไปชวนเขาเข้าหุบเขาเฟินเซียงของเรา!" ซ่งเสินอันรู้สึกตัว ทำท่าจะเอ่ยปากไล่ตามไป
แม้เพลิงเหมันต์จะได้รับการยอมรับว่าเป็เพลิงวิเศษที่ไร้ประโยชน์ในหมู่เพลิงวิเศษด้วยกัน แต่ในเมื่อหลิงเทียนควบคุมมันได้ นั่นก็คือเพลิงระดับสุดยอด ฉวยโอกาสยามที่สำนักใหญ่ต่าง ๆ ยังไม่ทันตั้งตัว นางต้องดึงอัจฉริยะผู้นี้เข้าหุบเขาเฟินเซียงให้ได้
"จะรีบร้อนไปทำไม?" ตงฟางจิ้งกลับรั้งซ่งเสินอันไว้ แล้วกล่าวว่า "นิสัยของคนผู้นี้ยากจะหยั่งเชิง หากเ้าบุ่มบ่ามเชิญชวน อาจให้ผลลัพธ์ตรงกันข้ามก็เป็ได้ เดี๋ยวเขาก็ต้องมาขายโอสถอีกแน่ ข้าจะคอยคุ้มครองเขาอยู่ห่าง ๆ ส่วนเื่ที่เ้าจะไปแดนเร้นลับในภายหลัง มันยังอีกยาวไกล ถึงเวลานั้น ข้าจะให้เขาช่วยเ้าอย่างแน่นอน"
"เช่นนั้นก็ได้ เ้าบ้านี่ดุจริง ๆ ไม่เคยมีผู้ชายคนไหนกล้าดุข้าขนาดนี้มาก่อนเลย" ซ่งเสินอันเอ่ยอย่างไม่ค่อยยอมแพ้
ตงฟางจิ้งได้ยินดังนั้นก็อดขำไม่ได้ "เ้าเองก็ดุใส่ผู้ชายคนอื่นเหมือนกันนั่นแหละ มีแค่เขาคนเดียวที่เป็ข้อยกเว้น เ้าคิดอะไรอยู่หรือเปล่าเนี่ย..."
"พอแล้ว ไม่คุยกับพี่แล้ว" ใบหน้างามใต้ผ้าคลุมหน้าของซ่งเสินอันพลันปรากฏรอยแดงระเรื่อ ก่อนจะรีบโผบินหนีไปราวกับผีเสื้อ
ขณะเดียวกัน หลิงเทียนนำพาซ่งหลิงเอ๋อร์ มุ่งหน้าไปยังประตูเมืองลั่วอย่างเร่งรีบ ครั้งนี้ที่สมาคมหลอมศาสตรา เขาจำเป็ต้องเผยเพลิงวิเศษและวิชาหลอมศาสตราออกมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาไม่อยากให้เกิดเื่ยุ่งยากขึ้นอีก
"หยุดนะ..."
ทว่ายามที่หลิงเทียนและซ่งหลิงเอ๋อร์เพิ่งมาถึงประตูเมือง ก็ถูกเงาร่างหลายสายเข้ามาขวางทางไว้
หลิงเทียนเงยหน้ามอง พบว่าคนกลุ่มนี้เขาเคยเจอมาก่อน คนผู้นำกลุ่มก็คือชุยเซ่า คุณชายเสเพลแห่งสำนักหวงจี๋ที่เคยเยาะเย้ยเขาในหอจู้เป่านั่นเอง!
"นึกไม่ถึงเลยว่าเ้าหมอนี่จะหลอมอาวุธเป็ด้วย โครงกระบี่ของเ้า ข้าถูกใจมันแล้ว ตั้งราคามา แล้วขายให้ข้าซะ!" ชุยเซ่ายกแขนกอดอก เชิดคางขึ้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเ็า
เขาเองก็เป็ผู้ฝึกตนสายกระบี่ แม้ในงานประมูลเมื่อครู่จะประมูลสมบัติมาได้บ้าง แต่กลับไม่มีศาสตราวุธระดับสุดยอดเลยสักเล่ม ยามนี้ระดับบำเพ็ญเพียรของเขาบรรลุถึงขั้นหลอมปราณระดับสูงสุดแล้ว กำลัง้าศาสตราวุธระดับเสวียนขั้นสูงสุดอยู่พอดี เมื่อได้ยินว่าหลิงเทียนเพิ่งหลอมได้มาที่สมาคมหลอมศาสตรา จึงรีบไล่ตามมา
"ไม่ขาย!" หลิงเทียนไม่ลังเลเลยสักนิด จูงมือซ่งหลิงเอ๋อร์เดินเบี่ยงหลบไป
"เหอะ ๆ เ้าคิดดูให้ดี ๆ ตอนนี้ข้าอาจจะยังยอมจ่ายศิลาิญญาให้เ้าบ้าง แต่หากก้าวพ้นประตูเมืองนี้ไป เ้าจะไม่เหลืออะไรเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เ้าต้องจำไว้ให้ดีว่าข้าเป็ใคร!"
ดวงตาของชุยเซ่าหรี่ลงเล็กน้อย สีหน้ามืดมนลงทันที เขาเป็ถึงหลานชายของชุยกว๋อ ผู้าุโใหญ่แห่งสำนักหวงจี๋ สิ่งที่เขา้าไม่เคยมีชิ้นใดไม่ได้มา ผู้ฝึกตนระดับหลอมปราณเพียงคนเดียว กล้าปฏิเสธเขาถึงเพียงนี้เชียวหรือ!?
ทว่าหลิงเทียนกลับถือว่าคำพูดของเขาเป็เพียงลมปาก พริบตาเดียวก็ก้าวพ้นออกนอกเมืองไปแล้ว
"คุณชาย ยามนี้เอาอย่างไรดีขอรับ? เ้าหมอนี่มันรนหาที่ตายชัด ๆ !" ศิษย์สำนักหวงจี๋คนหนึ่งด้านหลังชุยเซ่าเอ่ยขึ้นอย่างใและโกรธเกรี้ยว
"เหอะ ๆ เอาอย่างไรหรือ? ก็แค่ผู้ฝึกตนอิสระคนหนึ่ง ออกนอกเมืองไป ก็มีแต่ความตายเท่านั้น!" ชุยเซ่าสูดหายใจเข้าลึก ไอสังหารคละคลุ้งในดวงตา
"คุณชาย มิสู้พวกเรารอผู้าุโของสำนักมาก่อนดีหรือไม่ขอรับ?"
ทว่าศิษย์สำนักหวงจี๋หลายคนกลับสบตากันไปมา พวกเขาเป็เพียงศิษย์สายนอก ระดับบำเพ็ญเพียรยังไม่ถึงขั้นสร้างรากฐานเลยด้วยซ้ำ
เพียะ!
ทว่าในวินาทีต่อมา คนที่เอ่ยปากก็ถูกตบจนกระเด็นลอยออกไป
"ก็แค่ขยะระดับหลอมปราณคนหนึ่ง ข้าชุยเซ่ายังต้องเรียกคนมาช่วยอีกหรือ? คนประเภทนี้ ข้าสังหารมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว ตามไป!" ชุยเซ่าแค่นเสียงเย็น นำพาเหล่าศิษย์สายนอกสำนักหวงจี๋ไล่ตามไปอย่างดุดัน
หลังจากหลิงเทียนและซ่งหลิงเอ๋อร์พ้นจากเมืองลั่ว ก็มุ่งตรงไปยังป่าทึบในทันที อันที่จริงหลิงเทียนสามารถใช้แผนภูมิดาราโจวเทียนเพื่อซ่อนกลิ่นอายของตนเองและซ่งหลิงเอ๋อร์ได้ ต่อให้เป็ระดับแปรแก่นก็อย่าหวังว่าจะหาร่องรอยของพวกเขาในป่าทึบเจอ
ทว่าหลิงเทียนกลับไม่ได้เลือกทำเช่นนั้นในทันที หลังจากเข้ามาในป่าทึบ หลิงเทียนทำเป็เดินวนไปวนมาตามมารยาท ก่อนจะให้ซ่งหลิงเอ๋อร์ไปซ่อนตัวอยู่หลังโขดหินใหญ่หลายก้อน
"หลิงเอ๋อร์ แอบอยู่ตรงนี้ อย่าส่งเสียงดังเด็ดขาด!" หลิงเทียนเอ่ยพลางนำโครงกระบี่ชิ้นนั้นออกมา
ทว่าซ่งหลิงเอ๋อร์กลับดึงรั้งแขนเสื้อของหลิงเทียนไว้แน่น หยาดน้ำตาคลอเบ้าในดวงตาคู่โต "พี่ชาย ท่านห้ามเป็อะไรไปเด็ดขาดนะ ท่านเป็ญาติเพียงคนเดียวของหลิงเอ๋อร์แล้ว"
หลายวันที่ผ่านมานี้ การได้ติดตามหลิงเทียน ทำให้นางััได้ถึงความรู้สึกปลอดภัยอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้จะไม่ใช่ญาติทางสายเื แต่หลิงเทียนคือที่พึ่งพิงทั้งหมดของนาง
"หึ ๆ วางใจเถอะ ก็แค่ขยะรนหาที่ตายไม่กี่คน เดี๋ยวข้าก็กลับมา" หลิงเทียนลูบหัวซ่งหลิงเอ๋อร์ แล้วลุกขึ้นเดินผละไป
ยามนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดค่ำลงเรื่อย ๆ ภายในป่าทึบยิ่งดูมืดมิดและวังเวง ลมหนาวพัดพาใบไม้ร่วง เพิ่มบรรยากาศแห่งการเข่นฆ่าให้เข้มข้นขึ้น
โฮก!
พร้อมกับเสียงคำรามของสัตว์อสูร ชุยเซ่าควบขี่อยู่บนหลังหมาป่าดำหลังเงิน พุ่งทะยานเข้ามาในป่าทึบ
เสียงคำรามก้องสะท้อน ม้วนเอาไอคาวเืคละคลุ้ง ทว่าหมาป่าอสูรกลับหยุดชะงักลงทันใด เพราะในความมืดมิดเบื้องหน้า มีเงาร่างหนึ่งยืนตระหง่านอยู่
ร่างนั้นสวมชุดเสื้อคลุมผืนใหญ่ เปรียบประดุจพญายมผู้มาทวงชีวิตในยามวิกาล