เจ็ดวันผ่านไป
หลังจากที่มี่กวาจากไปอย่างสงบ ทิ้งสามี ท่านแม่และบุตรสาวหนิงอันไว้ท่ามกลางความโศกเศร้าของทุกคนในวังหลวง ไม่นานนักแม่หมอก็ได้ขอย้ายออกมาอยู่ที่กระท่อมปลายนาบ้านเดิมของนางเพราะอยากจะหลีกหนีจากความวุ่นวาย ฮ่องเต้ยากที่จะทักท้วงเพราะพระองค์รับรู้อยู่แล้วเื่การสูญเสียในครั้งนี้นั้นยิ่งใหญ่นัก ด้วยความห่วงใยพระองค์ทรงมีรับสั่งให้ทหารองครักษ์นับสิบคนไปคอยดูแล สร้างความซาบซึ้งใจแก่แม่หมอเจียวจินเป็อย่างยิ่ง
๑-----------------------------๑
กระท่อมปลายนา
ความสงบเงียบในกระท่อมเล็กๆที่ยามนี้เหลืออยู่เพียงสามชีวิต ผู้ใหญ่ทั้งสองจึงต้องนั่งคุยกันถึงการเลี้ยงดูหนิงอัน ตี้เจาหยุ่นยังคงยืนยันหนักแน่นเื่ที่จะขึ้นไปอาศัยอยู่ในสำนักสงฆ์และปลงผมออกบวชเพื่ออุทิศบุญไปให้มี่กวา เขาบอกว่าผลบุญจะช่วยให้นางได้ขึ้นไปอยู่บนสรวง์อย่างมีความสุข
แม่หมอมิได้ทัดทานอันใดเพราะรู้ว่าลูกเขยเสียใจมากไม่แพ้กัน เมื่อนางถามว่าจะใช้เวลาบวชนานเท่าใด คำตอบที่ได้ก็คือ ‘เท่ากับอายุไขของมี่กวาในยามนี้นั่นก็คือยี่สิบเจ็ดปี’
สองวันต่อมาตี้เจาหยุ่นได้ไปแจ้งชื่อกับสำนักงานเขตเพิ่มชื่อแซ่ของหนิงอันให้เข้ามาอยู่ในบ้าน ท่านยายใเมื่อเห็นว่าหนิงอันใช้แซ่เจียวหาใช่แซ่ตี้ จนเขาเอ่ยถึงสาเหตุที่มิยอมให้ใช้สกุลของตนนั้นเป็เพราะเชื้อสายของสกุลเจียวจำเป็ต้องมีผู้สืบทอด ซึ่งแม่หมอเจียวจินพยักหน้าอย่างเข้าใจเมื่อคำที่ลูกเขยกล่าวนั้นมันถูกต้องทุกอย่าง
ก่อนที่ท่านพ่อจะตัดใจเอ่ยคำลากับบุตรสาวอันเป็ที่รักเพื่อไปปฏิบัติธรรมส่งผลบุญให้แก่ท่านแม่ ท่านพ่อเอ่ยคำรัก คำห่วงใยต่อบุตรสาวไม่ได้ขาด ท่านพ่อบอกว่าวันข้างหน้าเราจะได้พบกัน เจียวหนิงอันรู้ว่าท่านพ่อไปบวชและนั่งสมาธิอยู่ที่ใด...เมื่อนางเติบใหญ่นางจะต้องไปหาท่านแน่ๆ ...นางสัญญา
วันเวลาผ่านไปสามปี ดาราสาวในร่างเด็กเริ่มพูดได้บ้างแต่ก็ไม่อาจกล่าวออกมาได้ตามใจนึก การใช้ชีวิตของนางในทุกๆวันยังคงต้องหลบสายตาของผู้อื่นอยู่เสมอเพราะสีดวงตาที่แปลกประหลาด บ่อยครั้งที่มีคนมาเยี่ยมเยียนนางกับท่านยาย เจียวหนิงอันจะทำเป็นอนหลับทุกครั้งไปเพราะไม่อยากให้ใครถามหรือใครมองว่าแปลกแยกที่สำคัญคือนางไม่อยากจะรับรู้เื่ราวชีวิตของใครก็ตามที่ผ่านเข้ามาให้เห็นในหัวสมองน้อยๆของนางอันนี้ เจียวหนิงอันรู้ดีว่ามันไม่ใช่เื่ง่ายแต่นางก็ต้องทำ...ทุกเื่คงต้องรอให้นางเติบใหญ่มากกว่านี้อีกสักหน่อยเถิด
วันเวลาผ่านไป สองยายหลานต่างก็อยู่ร่วมกันในกระท่อมปลายนาหลังน้อยๆอย่างมีความสุขจนเจียวหนิงอันอายุย่างเข้าหกหนาว วันนั้นมีเด็กหนุ่มอายุประมาณสิบห้าหนาวและแปดหนาววิ่งข้ามาหาแม่หมอเจียวจินผู้เป็แม่หมอประจำแคว้นด้วยท่าทางเร่งรีบ
“ท่านยายช่วยมารดาของข้าด้วย!!!!!” เสียงร้องขอความช่วยเหลือดังมาถึงด้านหน้าที่เจียวหนิงอันนั่งคัดอักษรอยู่โดยมีท่านยายเป็ผู้สอน “ช่วยด้วยขอรับ!!” แฮ่กๆๆ แฮ่กๆๆ
เด็กสองคนในสายตาของเจียวหนิงอันช่างมี...นางรีบยกมือขึ้นกุมศรีษะและหลุบตาลงเมื่อภาพท่านแม่ของทั้งสองคนกำลังนอนดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าสงสาร ตอนแรกเจียวหนิงอันไม่รู้ว่าทำไมเด็กสองคนนี้ถึงไม่ไปหาท่านหมอเพื่อรักษาโรคแทนที่จะมาหาท่านยาย..จนกระทั่ง
“โอ๊ย!!” เมื่อทุกเื่ราวของเด็กชายทั้งสองคนปะปนกันมั่วไปหมดทั้งเื่เลวร้ายและเื่ดีหมุนวนอยู่อย่างนั้นเจียวหนิงอันถึงกับฟุบลงไปกับโต๊ะไม้ตรงหน้า ฟุ่บ!!
“หนิงอัน!!” แม่หมอเจียวจินรีบเดินเข้าไปนั่งข้างๆหลานสาวอย่างใ แม้แม่หมอจะรู้ว่าหลานสาวตนเองได้รับพรอันแสนวิเศษมา แต่นางยังไม่รู้ถึงความสามารถนั้นอย่างกระจ่างแจ้งเพราะเจียวหนิงอันยังคงไม่พูด หรือเพราะนางยังเล็ก แม่หมอจึงทำได้เพียงแค่รอเวลาที่นางจะพูด
“ข้าไม่เป็ไรเ้าค่ะท่านยาย ท่านไปช่วยพวกเขาเถิด” นางหลับตาลงอย่างไม่อยากจะมองผู้ใด
เด็กหนุ่มอายุสิบห้ารีบเอ่ยทันที “แม่หมอ..ท่านแม่ข้าไม่สบายมาหลายวันแล้ว ท่านพ่อเชิญหมอหญิงมาตรวจดูอาการและทานยาตามที่นางสั่งแต่มาวันนี้ท่านแม่กลับมีอาการเ็ปทุรนทุราย หมอหญิงกลับส่ายหน้าพร้อมบอกว่าท่านแม่ข้าไร้ทางรักษาแล้ว ท่านพ่อจึงให้ข้ามาตามท่าน” น้ำตาเอ่อคลอไปหมด
เจียวหนิงอันตั้งสติเรียกท่านยาย ก่อนที่ท่านจะไปตรวจดูดวงชะตา “ท่านยายเ้าขา ท่านป้าผู้นั้นไปนำของเซ่นไหว้บรรพชนของผู้อื่นมากิน นางจึงถูกคำสาปแช่งจากลูกหลานของคนในสกุล เพียงแค่ให้นางไปขอขมาไม่เกินสามวันนางจะหายจากโรคด้วยตนเองเ้าค่ะ” เจียวหนิงอันยังคงฟุบอยู่กับโต๊ะและหลับตาตอบอยู่เช่นนั้น
“เช่นนั้นรึ?” เป็ครั้งแรกที่แม่หมอเจียวจินได้รับคำแนะนำจากหลานสาว..หนิงอันอยู่แต่ในกระท่อมหาได้รู้จักคนพวกนั้นไม่ นางรู้ทั้งๆที่ไม่ได้ตรวจดวงชะตา คิดได้เพียงอย่างเดียวว่า…
“เ้าค่ะ” ที่เหลือก็คงให้ท่านยายตรวจดวงชะตาของนางเพิ่มเผื่อทุกอย่างจะดีขึ้น เด็กน้อยวัยเพียงหกหนาวเช่นนางหลับตานึกไปถึงทุ่งดอกไม้เพื่อปรับสภาพแล้วเงียบไปราวกับตัดบทสนทนา
แม่หมอเจียวจินมองเด็กผู้ชายวัยแปดหนาวแล้วกล่าวคำ “ฝากเ้าช่วยอยู่กับหลานสาวข้าสักครู่ ข้าจะไปดูแม่ของเ้า”
“ได้ขอรับ” เอียนจื่อ เด็กชายวัยแปดหนาวมองพี่ชายและท่านยายเดินห่างออกไป ราวกับอยากรู้เขาเรียกหลานสาวของแม่หมอ “คุณหนูเจียว” เห็นนางกระดิกนิ้วจึงเข้าใจว่านางรอฟังอยู่ “ที่เ้ากล่าวนั้นเป็จริงใช่หรือไม่”
“ย่อมเป็ความจริง” เจียวหนิงอันเงยหน้าขึ้นมาจากการฟุบอยู่กับโต๊ะมองตรงไปยังเด็กชายมากวัยกว่าตรงหน้า
ทันทีที่เอียนจื่อเห็นนางชัดๆเขาถึงกับใ “เ้า!!!..ตาเ้า” แทนที่ดวงตากลมจะเป็สีดำเหมือนคนทั่วไป มันกลับเป็สีเขียวมรกต “เ้าปีศาจ!!!” ถอยหลังออกห่าง
“ปีศาจอย่างไร ข้าเป็คนธรรมดาสามัญเช่นเดียวกับเ้า” ภาพในอดีตของเด็กชายลอยวนเข้ามาให้นางได้รับรู้จนต้องจับศรีษะตนเองแล้วหลับตาอีกครั้ง “เพียงแต่ข้าได้รับพรจาก์มาชี้แนะทางสว่าง จึงมีั์ตาเช่นนี้” โกหกคำโตแม้ว่ามันจะจริงหรือไม่จริงก็ตาม
“จริงรึ!!!”
“อืม…ชีวิตที่ผ่านมาของเ้าช่างย่ำแย่ยิ่งนักหากเ้าอายุครบสิบขวบปี บิดาของเ้าจะขายเ้าไปเป็ทาส” นี่คือสิ่งที่นางรู้แต่เด็กชายตรงหน้าจะเชื่อหรือไม่ก็เป็อีกเื่หนึ่ง
“เ้าโกหก!!!”
“อีกไม่เกินสองวันพี่ชายเ้าจะได้เข้าไปเป็บ่าวใช้แรงงาน เบี้ยหวัดน้อยนิดเพียงพอต่อการเลี้ยงบิดากับมารดาเท่านั้น”
“เ้าปีศาจ!! โกหก” เอียนจื่อทำหน้าคล้ายจะร้องไห้