บทที่ 21
นอกเมือง
นอกเมืองชั่งหลิน ลึกเข้าไปในแนวชายป่าทางเหนือ กลิ่นหญ้าชื้นและกลิ่นดินเปียกยังคงอบอวลในอากาศแม้หิมะจะละลายไปแล้ว แต่สายลมเย็นยังคงพัดผ่านเป็ระยะที่นั่น...มีค่ายทหารขนาดเล็กตั้งอยู่เงียบงันท่ามกลางพงไม้สูงใหญ่ที่โอบล้อมรอบด้าน
ธงสีแดงสดที่ปักเรียงรายสั่นไหวตามแรงลมเย็นค่ายทหารนี้แม้มีเพียงหนึ่งร้อยห้าสิบคนแต่กลับให้ความรู้สึกหนักแน่นมั่นคงไม่ต่างจากทัพใหญ่เสื้อเกราะของทหารทุกนายเป็เกราะหนังสีแดงเข้มเสริมด้วยเหล็กกล้าสีดำขัดเงาวาววับ ข้างหน้าอกมีตราสลักเป็รูป "ัเพลิงโอบจันทรา"สัญลักษณ์ของกองทัพเหยียนหลงอ๋อง
ดวงตาของทหารทุกคนเฉียบคมคล้ายเหยี่ยว ทุกฝีเท้าทุกลมหายใจของพวกเขาสะท้อนถึงระเบียบวินัยและการฝึกอันเข้มงวด ไม่มีใครพูดคุย ไม่มีเสียงหัวเราะมีเพียงเสียงกริบของอาวุธที่ถูกตรวจเช็คและเสียงลมหายใจที่ราบเรียบสม่ำเสมอเหมือนสายน้ำที่สงบนิ่ง...แต่พร้อมจะกลายเป็พายุได้ทุกเมื่อ
เมื่อเงาร่างสามสายเดินเข้ามาใกล้บรรยากาศที่สงบเงียบในค่ายก็เปลี่ยนไปในพริบตาเสียงกริ๊กของโลหะจากการชักดาบและการจัดระเบียบแถวดังขึ้นพร้อมกันราวกับมีผู้กดสัญญาณลับ
ทหารทุกนายที่ก่อนหน้าเหมือนกำลังผ่อนคลาย พลันกลับเข้าสู่ท่าทางเตรียมพร้อมในทันทีเสมือนสายลมหนาวถูกกดทับด้วยแรงกดดันอันหนักอึ้งพวกเขาเรียงแถวเป็แนวตรงเหมือนแผ่นเหล็กที่ไม่มีช่องว่าง
เหยียนไป๋เฉินยืนอุ้มเถาเถาในอ้อมแขนเด็กน้อยซุกหน้ากับบ่าของเขาอย่างว่าง่าย
ด้านข้างมีไป๋ซือเหนียงที่เดินอย่างเงียบสงบกระโปรงชุดขาวพลิ้วไหวตามแรงลมแต่สีหน้ากลับเยือกเย็นไม่ต่างจากผิวน้ำในฤดูเหมันต์
เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาใกล้แนวทหารขุนพลสองคนก็ย่างก้าวออกมาจากแถวหน้า เสียงเกราะกระทบกันเบา ๆในจังหวะที่พวกเขาเดิน ทำให้เกิดเสียงกังวานที่แฝงไว้ด้วยอำนาจ
คนแรก...คือชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มดุจทองสัมฤทธิ์ใบหน้าเหลี่ยมคมมีรอยแผลจาง ๆ พาดผ่านแนวขากรรไกร ทำให้ยิ่งเพิ่มความดุดันดวงตาคมสีนิลเจิดจ้าเปล่งแสงประหนึ่งสัตว์นักล่าที่กำลังจ้องเหยื่อข้างเอวมีดาบใหญ่ขนาดเท่าแผ่นหลังคนหนึ่ง เล่มดาบนั้นถูกผูกตรึงไว้ด้วยเชือกหนังสีแดงเข้มจนดูคล้ายเปลวเพลิง
เขาคือ"กวนจวิ้น"ขุนพลแขนขวา ผู้มีสมญานาม"จ้าวเพลิงโลกันตร์"
อีกคนหนึ่ง รูปร่างสูงเพรียว ผิวขาวจัดเหมือนหยกชั้นดีใบหน้าคมสันดั่งแกะสลัก ดวงตาเรียวยาวลึกล้ำแฝงไว้ด้วยความนิ่งสงบ เ็าริมฝีปากบางแนบสนิทไม่เผยอพูดพร่ำโดยไม่จำเป็ ข้างเอวห้อยกระบี่บางยาวที่ฝักทำจากไม้จันทน์ขาว
เขาคือ"ซูเยี่ยน"ขุนพลแขนซ้ายผู้ได้รับฉายา "เงาจันทราไร้เงา"
"คนทั้งสองนี้คือแขนซ้ายและแขนขวาของข้า นี่กวนจวิ้น ส่วนนั้นซูเยี่ยน"
เหยียนไป๋เฉินกล่าวพลางเหลือบสายตามองไปที่ไป๋ซือเหนียงที่เดินข้างเขาน้ำเสียงเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหมายที่ชัดเจน "เชื่อใจได้มากกว่าผู้อื่นทั้งใต้หล้า"
เมื่อหยุดยืนห่างกันเพียงสองก้าวกวนจวิ้นและซูเยี่ยนก็ก้าวออกมาข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียงประสานมือค้อมศีรษะคารวะด้วยความนอบน้อมดวงตาทั้งคู่มั่นคงไม่มีแม้แต่ร่องรอยคลางแคลง
"คารวะพระชายา!"
เสียงกล่าวฉะฉานดังแน่นิ่งในลำคอแต่กลับส่งแรงะเืจนใบไม้รอบด้านสั่นไหว
ไป๋ซือเหนียงยืนนิ่งรับคำคำนับดวงตาสีดำลึกซึ้งจ้องมองทั้งสองบุรุษตรงหน้าโดยไม่สะทกสะท้าน
แม้คำเรียกขานว่า "พระชายา" จะเพิ่งมีขึ้นไม่นานแต่นางก็ไม่ได้มีท่าทีกระอักกระอ่วนใด ๆ กลับยืนนิ่งด้วยสีหน้าปกติยอมรับชะตาและสถานะใหม่นี้ได้โดยไร้ข้อข้องใจนางเคยเป็ฉือเยียน...ประมุขพรรคมารในอดีต คำว่า "พระชายา"นี้สำหรับนางแล้ว ช่างไร้ความหมายเป็เพียงบทบาทใหม่ที่ต้องสวมใส่
นางพยักหน้าเบา ๆ รับคำ แล้วค่อย ๆ ประเมินสองขุนพลตรงหน้า
ภายในใจนางสรุปได้ในพริบตา
"ขอบเขตจันทรา...ไม่ธรรมดาทั้งคู่"
ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตจันทราไม่ใช่เพียงจอมยุทธ์ธรรมดาแต่คือผู้หลอมรวมธาตุแห่งฟ้าดินเข้าสู่ตนเป็ผู้ควบคุมสภาวะแห่งธรรมชาติได้ในระยะหนึ่ง ไม่ต้องกล่าวถึงความแข็งแกร่งอันเหนืุ์
ภายในใต้หล้า...เส้นทางการฝึกยุทธ์เริ่มจากการเปิดช่องลมปราณก้าวสู่ผู้ฝึกยุทธ์ระดับหนึ่ง ฝึกต่อเนื่องไปจนถึงขั้นเก้าแล้วทะลวงสู่ขอบเขตตะวัน...เข้าสู่การเป็ปรมาจารย์ผู้ถือครองแก่นปราณ
แต่เหนือปรมาจารย์...ยังมีขอบเขตจันทราผู้ควบคุมธาตุและพลังแห่งฟ้าดิน เป็ขอบเขตที่ยากนักจะก้าวข้ามผู้ฝึกยุทธ์สิบคนในขอบเขตตะวัน อาจมีเพียงคนเดียวที่บรรลุจันทรา
และทั้งสองคนนี้...ต่างเป็หนึ่งในนั้น
ไป๋ซือเหนียงปล่อยลมหายใจเบา ๆ ขณะมือเรียวประสานไว้ตรงเอวนางรับรู้แล้วว่าคนของเหยียนไป๋เฉินไม่เพียงน่าเชื่อใจ แต่ยังแข็งแกร่ง
ถึงกระนั้น...ขอบเขตของผู้ฝึกยุทธ์ก็หาใช่ทุกสิ่งทุกอย่างในใต้หล้าไม่หากขอบเขตเพียงอย่างเดียวคือคำตอบ โลกนี้ก็คงไม่มีราชวงศ์ใดตั้งมั่นยืนยาวได้
แม้จะเป็ยอดฝีมือที่แกร่งกล้า ขอบเขต์หรือสูงกว่านั้นหากต้องเผชิญหน้ากับกองทัพนับแสน นับล้านซึ่งขับเคลื่อนด้วยยุทธวิถีแห่งศึกาและกำลังของคนหมู่มากสุดท้ายแล้วก็คงมิมีทางเอาตัวรอดได้โดยลำพัง
ดั่งเช่นตัวนาง...ในอดีตเมื่อครั้งยังเป็ฉือเยียน ประมุขพรรคมารนางได้รับสมญา"หนึ่งในสี่ปราชญ์์" มีฝีมือโดดเด่นถึงขั้นยืนเหนือคนทั้งใต้หล้า
ในวันวานนั้นนางแข็งแกร่งเพียงใดหรือ? ย่อมไม่ต้องสงสัยแม้จะสามารถโค่นศัตรูในพริบตา กวาดล้างยอดฝีมือได้เพียงกระบวนท่าเดียว
แต่ให้นางคนเดียวเข่นฆ่ากองทัพนับล้านโดยไม่สิ้นเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย...นั่นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้เลย
ดังนั้นนางจึงกล่าวได้เต็มปาก ขอบเขตมิใช่ทุกสิ่ง หากแต่ยุทธศาสตร์กำลังคน และอำนาจปกครองต่างหากที่เป็รากฐานของการตั้งมั่นของราชวงศ์
เหล่าทหารของกองทัพ ไม่จำเป็ต้องเป็ผู้ฝึกยุทธ์หากมีเพียงพลังกล้ามเนื้อและฝีมือยุทธ์ขั้นพื้นฐานก็เพียงพอจะหล่อเลี้ยงกองทัพอันยิ่งใหญ่ให้ดำรงอยู่
แต่แน่นอนว่าผู้ฝึกยุทธ์กลับเป็ทรัพยากรที่ได้รับการยกย่องสูงสุดพวกเขาจะได้รับตำแหน่งและหน้าที่ที่สูงส่งเหนือคนทั่วไป
เฉกเช่นบุรุษทั้งสองที่อยู่เบื้องหน้านี้ขุนพลคนสนิทของเหยียนไป๋เฉิน แขนซ้ายและแขนขวาแห่งกองทัพัเพลิง
พวกเขาล้วนอยู่ในขอบเขตจันทราระดับที่นับว่าเป็ปรมาจารย์เหนือยุทธภพทั้งสิ้น