????
มือเรียวเคาะประตูบ้านกงสีเสียงดัง หัวค่ำชาวบ้านในตลาดต่างปิดบ้านเข้านอน ว่านยาวิ่งมารองเท้าไม่ทันได้ใส่ ทางมืดไร้แสงไฟ อาศัยเพียงแสงจันทร์วันเพ็ญส่องนำทาง
“เตี่ย ม๊า ช่วยหนูด้วย เตี่ย เตี่ยช่วยแม่หนูด้วย”
ะโอยู่หน้าบ้าน คนที่ลงมาเปิดประตูหน้าตาตื่นกลับเป็ไฉ ที่ลงจากบ้านมาในสภาพเดียวกัน
“เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันจะขอเรือยนต์เอาคุณแม่ไปโรงหมอ คะ คุณแม่ไม่ไหวแล้ว” คนพูดติดสะอื้น
“ได้เดี๋ยวพี่ปลุกป๊าให้ เ้ายาถีบสามล้อไปรับคุณแม่แล้วกัน”
เอ่ยเสร็จก็วิ่งตึงตังขึ้นไป ว่านยาพอขี่รถจักรยานได้บ้างเพราะไฉสอน แต่ขี่ไม่แข็งนัก กระนั้นเพื่อความรวดเร็วก็เอารถสามล้อของกงสีถีบกลับบ้าน พอถึงหน้าบ้านก็วิ่งรี่ขึ้นชั้นบน
“คุณพ่อ พาคุณแม่ขึ้นรถเร็ว ลูกเอาสามล้อมารับไปท่าเรือ”
ะโนำไปก่อน ท่ามกลางเสียงร้องไห้จ้าของทารกน้อย เ้าขมิ้นคล้ายรู้ว่ามารดาจากไป นมสักหยดจากเต้ายังไม่มีโอกาสได้ดื่มด้วยซ้ำ ว่านยายืนขาแข็งอยู่หน้าประตู ไม่เคยเห็นคุณพ่อร้องไห้สักครั้ง นี่เป็ครั้งแรกที่บิดาหมดหนทาง กอดร่างปวกเปียกไว้ในอ้อมแขนทั้งเขย่าทั้งปล่อยโฮ
“แม่ปรุงพี่อยู่ไม่ได้ พี่อยู่ไม่ได้”
ถ้าแม้แต่คุณพ่อยังอยู่ไม่ได้ หัวใจเ้ายาคงไม่ต่างกัน หัวใจดวงน้อยบีบรัด ตัวสั่นเทา
“คุณแม่” จริงหรือ? เป็ไปไม่ได้
ขายาวก้าวเข้าไปหามารดา มือลองจับชีพจรอย่างที่แม่ศรีประไพเคยสอน ไม่จริงน่า ปฏิเสธทั้งที่ไร้สัญญาณชีพ
“แม่ปรุง แม่ปรุง”
คุณพ่อเรียกชื่อมารดาซ้ำๆ อย่างคนเสียสติ ทั้งคู่เติบโตมาด้วยกัน มาแยกจากกันตอนสมัยเรียน ทั้งชีวิตห่างกันไกลแค่ไหน ต่างก็รู้กันในใจว่าอีกฝ่ายจะเป็บ้านให้อีกฝ่ายกลับมาเสมอ ทว่าตอนนี้คนหนึ่งจากไปแล้ว จะทำอย่างไรดีเล่า
ว่านยาไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีก เขาเข้าไปสวมกอดทั้งคู่ สะอื้นไห้หนักพอกัน ใจจะขาดรอนเสียให้ได้ ความตายมาไวเกินไปจนไม่ทันได้ตั้งตัว ว่านยากอดขามารดาที่ชุ่มไปด้วยเืและน้ำคร่ำ หัวใจสลายเป็เช่นนี้เอง
“คุณแม่ ลูก ฮึก ลูก” สักคำก็เอ่ยออกมาไม่ได้
บอกให้อยู่ต่อหรือ ยิ่งเป็ไปไม่ได้เลย
????
ขณะเดียวกันทางบ้านกงสีกำลังแตกตื่น ได้ข่าวเ้าว่านยามาขอเรือยนต์ แสดงว่าบ้านหมอคงเกิดเื่ใหญ่ รีบติดเครื่องรอ จุดตะเกียงไฟไว้นำทาง เดิมทีทางกงสีไม่เดินทางยามค่ำมืด ด้วยเกรงอันตราย ทั้งจากทัศนวิสัยที่ไม่ชัดเจน และจากพวกโจรผู้ร้าย
รออยู่นานบ้านหลวงเวชวินิจไม่มีใครโผล่มาสักคน ไฉกับเตี่ยเลยปั่นสามล้ออีกคันไปดู ปล่อยคนท้องกับลูกเล็กไว้บ้าน พอมาถึงจึงได้เห็นภาพะเืใจ เห็นแล้วไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ
เถ้าแก่หลี่เดินเข้าไปหาคุณหมอ มองดูทารกน้อยท่าทางแข็งแรงด้วยความสลดสังเวชอยู่ครู่หนึ่ง
“ยายแม้นใช่ไหม” เถ้าแก่เอ่ยถาม เหมือนหมอตำแยชราเคยมาซื้อข้าวซื้อเกลือจากตนอยู่สองสามครั้ง
“ใช่จ่ะเถ้าแก่”
“ขอเด็กให้ฉันหน่อย”
“อย่าอุ้มเข้าไปใกล้แม่ศรีนะ เดี๋ยวพรายมันจะเอาเด็กไปอีกคน”
“ซี้ซั้วต่า มีที่ไหนเล่า ส่งเด็กมา”
ยายแม้นยื่นทารกให้อย่างจำใจ เ้าขมิ้นพอได้เข้าไปอยู่ในอ้อมอกอุ่นจากงอแงก็เงียบสงบขึ้นมา อย่างว่าพ่อลูกสาม อนาคตก็พ่อลูกสี่ ช่วยเมียเลี้ยงลูกเองกับมือจนคุ้นกับเด็กแล้ว
“อาคุณหลวง ตั้งสติหน่อยเถิด เป็เสาหลักให้ลูกๆ”
ใบหน้าคมคายที่กำลังฟูมฟายจากการสูญเสียหันมองเพื่อนทั้งน้ำตา จะให้ทำใจได้อย่างไร โลกทั้งใบของตนถล่มทลายลงมาเช่นนี้ จะให้หยัดยืนอยู่อีกได้อย่างไร
“แม่ศรีประไพ อีเลี้ยงอาว่านมาอย่างดี อีดูแลอบรมสั่งสอนลูกมาตลอด แต่ตอนนี้ต้องเป็หน้าที่คุณหลวงแล้วหนา ทำหน้าที่พ่อให้ดี ให้อีสบายใจเถอะนะ”
หลวงเวชวินิจรู้ดี กระนั้นก็ยังไม่อาจปล่อยคนที่อยู่ด้วยกันมาทั้งชีวิตลงได้ กลับบ้านมาคราวนี้ยังเจอเมียยืนยิ้มรอรับหน้าบ้าน กลับบ้านคราวหน้าคงไม่มีแล้ว
กลายเป็ลูกชายที่คงสติได้ก่อน เ้าว่านปาดน้ำตาหันมองเถ้าแก่แซ่หลี่ เ้าขมิ้นหลับปุ๋ยไม่รู้เื่รู้ราว เ็ปเจียนตายอย่างไรก็ต้องดึงสติกลับมา
“คุณพ่อลูกจะไปวัด”
คนเป็พ่อได้ยินก็คว้ามือลูกชายไว้ ไม่ยอม
“เดี๋ยวก่อน แม่เ้าอาจฟื้นขึ้นมาก็ได้”
ว่านยาหลับตาลง ชีพจรและลมหายใจไม่มีแล้ว เอาเื่อิทธิปาฏิหาริย์มาพูดคงพอเชื่อได้ว่าจะปลุกิญญาคนตายให้ฟื้นคืน แต่คนพูดคือหลวงเวชวินิจ
“คุณพ่อครับ”
เ้าว่านยานั่งลงต่อหน้าบิดา ทาบมือลงท่อนแขน อีกฝ่ายเป็นายแพทย์ที่มีประสบการณ์หลายสิบปี เจอคนตายมามาก เจอคนเจ็บป่วยอยู่ทุกวัน เกิดแก่เจ็บตายเห็นจนชินชา ถึงคราวตัวเองจะเป็เช่นนี้จริงหรือ แต่ลูกชายเช่นเขาจะเอ่ยอะไรได้ เพราะเข้าใจถึงความเสียใจจึงทำได้เพียงปลอบใจกัน
“ว่านยาลูก” คุณหลวงเรียกบุตรชายคนโตเสียงสั่น เอื้อมมือดึงลูกเข้ามากอดสะอึกสะอื้น
ว่านยาลูบปลอบหลังครู่หนึ่ง พอบิดาเริ่มสงบจึงเอ่ยบอก
“ฝากคุณพ่อดูแลคุณแม่ด้วยหนา ลูกจะไปแจ้งที่วัดให้”
ให้บิดาได้มีโอกาสดูแลร่างกายของบุคคลที่ตนรักเป็ครั้งสุดท้าย ส่วนตัวเองลุกหันหลังออกมา ดวงตาสบเข้ากับไฉที่ยืนอยู่ตรงประตูพอดี
“พี่ไปส่ง”
เดินตามกันออกมาครู่หนึ่ง มือหนาก็สอดเข้ามากอบกุมมือว่านยาไว้แน่น
“เ้ายา ให้พี่ไปคนเดียวไหม จะได้มีเวลาอยู่กับคุณแม่อีกหน่อย”
มือที่กอบกุมกันไว้สั่นเทา ว่านยาแสดงความเข้มแข็งทั้งที่ข้างในแหลกเหลวไม่มีชิ้นดี ใบหน้าคมคายถอดแบบหลวงเวชวินิจหันกลับมาทั้งน้ำตา ไฉเห็นแล้วยิ่งโศกสลด มือหนาดึงน้องลงซบหน้าบนบ่ากว้าง
ว่านยาสะอื้นไห้ตัวโยน เขาทำเป็เข้มแข็งต่อหน้าบิดาอยู่นาน ทั้งที่ตนเองก็เจ็บเจียนจะไม่ไหวแล้วเช่นกัน
????