ตอนที่ 13 อาจารย์ดี
มู่จิ่นเหยียนที่ไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจกับการต้องเป็อาจารย์สอนขี่ม้าให้กับองค์หญิงเหวินเต๋อ ได้แต่เดินไปเดินมาอยู่ตามคอกม้าของทหารองครักษ์ ซึ่งทหารเหล่านี้ล้วนรู้จักมู่จิ่นเหยียนเป็การส่วนตัวดี
“คุณชายสามอยากได้ม้าแบบไหนหรือขอรับ”
“ตัวไหนที่มันว่าง่ายๆ ไม่ดื้อไม่ซน”
“คุณชายสามจะขี่เองหรือขอรับ ขนาดเ้าเสี่ยวเฮยท่านยังปราบพยศมันได้เลย”
พูดถึงเสี่ยวเฮยคือม้าตัวโปรดของเขา ครานั้นเขาได้มีโอกาสเข้าเฝ้าฝ่าาที่ลานฝึก และเห็นว่าพวกทหารกำลังฝึกม้าตัวหนึ่ง ลักษณะท่าทางของมันพยศและไม่ยอมเชื่อฟัง
เพียงแต่ครั้งแรกที่มู่จิ่นเหยียนได้เห็นเสี่ยวเฮยก็รู้สึกถูกชะตา จึงทูลขอจินตงหยางฮ่องเต้ลองขี่เ้าเสี่ยวเฮย ซึ่งจินตงหยางฮ่องเต้ก็ทรงเห็นว่าเสี่ยวเฮยนั้นมิใช่ม้าที่เชื่อฟังง่าย จึงตรัสออกมาว่าหากมู่จิ่นเหยียนขี่มันได้ก็จะประทานมันให้ทันที
มู่จิ่นเหยียนใช้เวลาไม่นานขึ้นควบเ้าเสี่ยวเฮยทันที แต่มันเป็ม้าที่พยศนัก จึงไม่ยินยอมให้ใครขี่ หลายครั้งที่มันพร้อมจะสะบัดมู่จิ่นเหยียนลงจากหลังของมัน แต่มู่จิ่นเหยียนอาศัยความคล่องแคล่วและแข็งแกร่ง ทำให้เสี่ยวเฮยยอมจำนนได้ในที่สุด
หลังจากที่ได้เสี่ยวเฮยมานั้น มู่จิ่นเหยียนรู้ดีว่านิสัยของมันชอบอิสระไม่ชอบให้ใครมาบังคับ ดังนั้นทุกครั้งที่ขี่มันมู่จิ่นเหยียนมักจะพูดคุยสื่อความหมายกับมันตลอด เสี่ยวเฮยเองก็คล้ายกับเข้าใจภาษามนุษย์ หลายครั้งที่หนึ่งคนหนึ่งม้าควบขี่กันไปทำภารกิจที่อันตราย แต่เสี่ยวเฮยก็พามู่จิ่นเหยียนกลับมาถึงจวนโดยปลอดภัยทุกครั้ง
“ข้าจะเลือกมาไว้ให้องค์หญิง นางอยากลองขี่”
“งั้นตัวนี้เป็เช่นไร มันรักสงบมาโดยตลอด ใครเข้าใกล้หรือจับมันก็ได้ทั้งนั้น”
มู่จิ่นเหยียนเดินเข้าไปใกล้ม้าตัวสีขาวที่ทหารผู้นั้นกล่าวว่ามันเชื่อง ซึ่งมู่จิ่นเหยียนััและมองดูลักษณะของมันแล้วก็เชื่องอย่างที่ทหารผู้นั้นกล่าวจริง
“อืม ตัวนี่แหละ”
มู่จิ่นเหยียนจูงม้าออกมาใส่บังเหียน ใส่อานม้าเตรียมพร้อมสำหรับให้ลูกศิษย์ของตนได้ฝึก หลังจากเรียบร้อยแล้วก็จูงมันออกมาที่ลานกว้างซึ่งเป็เวลาเดียวกับที่จินอวิ๋นเซียนเปลี่ยนเป็ชุดที่รัดกุมเรียบร้อยแล้ว
“ให้ข้าขี่เ้าตัวนี่หรือ”
“พ่ะย่ะค่ะ ดูแล้วคงเชื่องมากกว่าตัวอื่นๆ”
“อืมได้”
จินอวิ๋นเซียนลองเอามือลูบที่ด้านหน้าของม้าตัวนั้น ครั้นมองสบตากันและกันราวกับจะสื่อสารกันเข้าใจ ระหว่างคนและสัตว์ จินอวิ๋นเซียนเองก็รู้สึกว่าม้าตัวนี้เชื่องอย่างที่มู่จิ่นเหยียนบอกไว้จริงๆ
ขนของมันเปล่งประกายยามสะท้อนกับแสงแดด ในขณะที่นางยื่นมือออกไปอย่างกล้าๆ กลัวๆ ลูบที่แผงคอของมันเบาๆ ปลายนิ้วเรียวเล็กััได้ถึงความนุ่มลื่นของเส้นขน ทำให้หัวใจของนางนั้นเต้นรัวไปกับััครั้งแรก ทั้งรู้สึกเบิกบานใจและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน
เ้าม้าตัวนั้นก็เหมือนจะััได้ถึงความรู้สึกของสตรีตรงหน้า มิใช่แค่จินอวิ๋นเซียนที่รู้สึกตื่นเต้น ตัวมันเองก็ออกอาการตื่นเต้นให้เห็นเช่นกัน
มู่จิ่นเหยียนที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ห่างไปไหน มองดูปฏิกิริยาทั้งคนและม้า ครั้นเห็นว่าทั้งสองนั้นพร้อมที่จะออกไปเผชิญความตื่นเต้นท้าทายแล้ว
เขาก็ตัดสินใจยื่นมือออกมาให้จินอวิ๋นเซียนจับเป็สัญญาณว่าการสอนขี่ม้าจะเริ่มต้น ณ บัดนี้
“พร้อมหรือไม่ พ่ะย่ะค่ะ”
“อืม ข้าพร้อมแล้ว…เสี่ยวไป๋เ้าก็พร้อมแล้วใช่หรือไม่”
จินอวิ๋นเซียนเรียกม้าตัวนั้นเสี่ยวไป๋ อาจจะเพราะว่าตัวของมันมีขนสีขาวทั่วทั้งตัว เพียงแต่พอมู่จิ่นเหยียนได้ยินชื่อนี้ก็รู้สึกว่า ช่างเป็ชื่อที่เข้ากับเสี่ยวเฮยของเขาจริงๆ อีกทั้งเสี่ยวไป๋ตัวนี้ยังเป็ม้าตัวเมียอีกด้วย
เอาไว้เขามีโอกาสจะพาเสี่ยวเฮยมาทำความรู้จักมันแน่นอน
มู่จิ่นเหยียนเริ่มต้นอธิบายอุปกรณ์ที่จำเป็ต้องใช้ในการขี่ม้าให้จินอวิ๋นเซียนเข้าใจเสียก่อน
“สิ่งนี่เรียกว่าสายบังเหียน เอาไว้บังคับม้า ควบคุมทิศทางให้มันวิ่งไป ส่วนนี่คือโกลนม้า เวลาที่พระองค์จะขึ้นม้าต้องเหยียบมันให้มั่นคง ส่วนสิ่งนี้เรียกว่าอานม้าคงคุ้นเคยอยู่บ้าง เอาล่ะ กระหม่อมจะให้พระองค์ลองขึ้นม้าดู”
“เดี๋ยวก่อน!!”
พอถึงเวลาที่ต้องขึ้นขี่ม้าจริง จินอวิ๋นเซียนก็ออกอาการประหม่าจนเห็นได้ชัด มู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกเอ็นดูกับท่าทางเช่นนั้นถึงกับอมยิ้ม
“มีอะไรหรือ พ่ะย่ะค่ะ”
“เ้าจะไม่ปล่อยให้เราขี่คนเดียวใช่หรือไม่”
“ยังไม่ปล่อยพ่ะย่ะค่ะ ไม่ต้องห่วงกระหม่อมยังอยู่ข้างๆ มาเถอะ เชื่อใจกระหม่อม ไม่ต้องกลัว”
นอกจากคำว่า อืม แล้วจินอวิ๋นเซียนมิได้กล่าวคำใดออกมาอีก มู่จิ่นเหยียนจับมือของจินอวิ๋นเซียนทั้งสองข้างให้จับบริเวณอานม้า หน้าหลังให้มั่นคง
ก่อนจะให้จินอวิ๋นเซียนสอดเท้าเข้าไปในโกลนม้า แต่ด้วยความที่เสี่ยวไป๋มีขนาดตัวที่ค่อนข้างสูง และจินอวิ๋นเซียนก็เพิ่งมีโอกาสขึ้นม้าครั้งแรก
ดังนั้นมู่จิ่นเหยียนจึงจำเป็ต้องโอบเอวประคองจินอวิ๋นเซียนให้ขึ้นม้า จังหวะที่ตัวของนางลอยขึ้นจากพื้นด้วยอ้อมกอดของมู่จิ่นเหยียน
หัวใจของนางที่เดิมก็ตื่นเต้นกับการขี่ม้าครั้งแรก กลับยิ่งเต้นรัวราวกับมีฝูงผีเสื้อกระพือปีกบินวนอยู่ด้านในยามเมื่อถูกโอบเอวอีกครั้ง สีหน้าที่เคยเรียบเฉยกลับปรากฏสีแดงเรื่อๆ ขึ้นจน อาจารย์ที่กำลังสอนขี่ม้าสังเกตได้
มู่จิ่นเหยียนที่เห็นอาการหวั่นไหวของจินอวิ๋นเซียน จนใบหน้าเปลี่ยนสีก็นึกสนุกอยากแกล้งคนตรงหน้าขึ้นไปอีก หลังจากที่ส่งนางขึ้นไปนั่งบนหลังม้าได้แล้ว
ตัวของมู่จิ่นเหยียนเองก็จับอานม้าเอาไว้ แล้วพาตัวเองขึ้นไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลัง ไม่เพียงเท่านั้น ยังขยับมือทั้งสองข้างที่จับบังเหียนนั้นไว้ ให้ขยับเข้าใกล้นางมากยิ่งขึ้น
กลายเป็ว่าตอนนี้จินอวิ๋นเซียนตกอยู่ในอ้อมแขนของมู่จิ่นเหยียนอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ นางจึงทำได้แต่เกร็งร่าง ตัวตรงไม่ได้ยอมเอนตัวไปด้านหลัง
มู่จิ่นเหยียนที่สังเกตว่าใบหูของคนในอ้อมกอด เริ่มแดงจนกลายเป็ผลอิงเถา (เชอร์รี่) ก็รู้สึกอยากจะกลั่นแกล้งขึ้นไปอีก
“พระองค์นั่งตัวเกร็งขนาดนี้เดี๋ยวก็ได้ตกจากหลังม้าหรอก”
จินอวิ๋นเซียนได้แต่หันกลับมามองค้อนให้อาจารย์ ในใจก็ได้แต่คิดว่า นางถูกโอบกอดเสียแน่นเช่นนี้ จะตกไปได้อย่างไร
ส่วนมู่จิ่นเหยียนที่เห็นกิริยาของคนตรงหน้าเริ่มมีอารมณ์ ก็รู้สึกเบิกบานใจ
บ่อยครั้งในค่ายทหาร พวกผู้ชายมักจะเล่าเื่ที่ตนนั้นหยอกล้อนางคณิกา หรือแม้กระทั่งคนรักของตัวเองจนโกรธหน้าดำหน้าแดงขนาดไหน
แต่ตอนนั้นตนไม่เข้าใจเลย ถูกคนรักโกรธจนถือไม้ไล่ฟาด เหตุใดพวกทหารเ่าั้ยังมานั่งเล่ากันอย่างมีความสุข อีกทั้งความสัมพันธ์กับภรรยาก็ดูจะแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
มาบัดนี้ตนเองได้เข้าใจแล้วว่า ความเบิกบานใจที่ได้เห็นคนที่ตัวเองพึงพอใจ มีอาการเขินอาย หรือประหม่านั้นมันสุขใจเพียงใด อีกสาเหตุหนึ่งที่ตนนั้นหยอกล้อนางบนหลังม้าก็เพื่อให้นางคลายความกังวล เพราะเกรงว่านางเพิ่งจะขึ้นหลังม้าเป็ครั้งแรก
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนรู้สึกว่า จินอวิ๋นเซียนผ่อนคลายขึ้นจากเดิมแล้ว ก็เริ่มบังคับม้าให้เริ่มเดินออกไปข้างหน้า
เสี่ยวไป๋รับรู้ว่าคนที่บังคับมันนั้นมีความสามารถเพียงใด ตัวมันเองจึงทำได้แต่เดินไปตามทางที่มู่จิ่นเหยียน้า ไม่กล้าดื้อรั้น
มู่จิ่นเหยียนพาเสี่ยวไป๋ย่ำไปรอบๆ ลานฝึกราวสองสามรอบจนจินอวิ๋นเซียนเริ่มที่จะชินกับการนั่งอยู่บนหลังม้า และไม่มีทีท่าว่าจะเกร็งอย่างเช่นคราแรก
หลังจากนั้นมู่จิ่นเหยียนก็ส่งสายบังเหียนให้จินอวิ๋นเซียนเป็ผู้ควบคุมเสี่ยวไป๋แทนตน มือสากของมู่จิ่นเหยียน กุมมือบางของจินอวิ๋นเซียนเอาไว้ เพื่อสอนให้นางจับสายบังเหียนได้อย่างถูกต้อง
จินอวิ๋นเซียนไม่คิดเลยว่าการที่นางอยากจะขี่ม้านั่น ช่างเป็การเปลืองตัวอยู่ไม่ใช่น้อย ั้แ่ถูกโอบเอว กุมมือ ตอนนี้ใบหน้าของมู่จิ่นเหยียนก็อยู่ใกล้ใบหน้าของนาง จนแก้มนางััได้ถึงลมหายใจที่อุ่นร้อนเป่ารดอยู่เสมอ
มู่จิ่นเหยียนมิได้สนใจอาการประหม่าของนางอีกแล้ว แต่กำลังตั้งใจสอนนางควบคุมให้ม้า กลายเป็ว่าตอนนี้จินอวิ๋นเซียนเริ่มจับบังเหียนและกระตุ้นให้เสี่ยวไป๋เดินไปข้างหน้าได้ด้วยตัวเอง
หลังจากที่รู้สึกว่าจินอวิ๋นเซียนสามารถควบคุมเสี่ยวไป๋ได้แล้ว มู่จิ่นเหยียนจึงพลิกตัวลงจากหลังม้าโดยที่ไม่ให้คนข้างหน้ารู้ตัว
กลายเป็ว่าตอนนี้จินอวิ๋นเซียนนั่งอยู่บนหลังม้าอยู่เพียงผู้เดียว หลังจากเห็นมู่จิ่นเหยียนลงมายืนที่พื้นแล้ว นางก็ใแต่ยังรักษาอาการเอาไว้ มีเพียงดวงตาของนางเท่านั้นที่เบิกกว้าง
มือน้อยยังคงจับสายบังเหียนควบคุมให้เสี่ยวไป๋เดินไปเรื่อยๆ ทุกการเคลื่อนไหวยังอยู่ในสายตาของมู่จิ่นเหยียนผู้เป็อาจารย์อย่างใกล้ชิด
แต่ใครจะคาดคิดว่าเสี่ยวไป๋ที่เดิมนั้นเชื่อง เชื่อฟังคำสั่งมู่จิ่นเหยียนทุกคำ แต่พอคนที่ถือสายบังเหียนมิใช่มู่จิ่นเหยียน ก็ราวกับ้ากลั่นแกล้งจินอวิ๋นเซียนเสียมากกว่า
มู่จิ่นเหยียนเริ่มเห็นเสี่ยวไป๋ออกวิ่งเหยาะๆ ก็ยังไม่ได้คิดสิ่งใด เพราะคิดว่าจินอวิ๋นเซียนอาจอยากจะกระตุ้นม้าให้เริ่มวิ่ง หลังจากที่ขี่ม้าเดินจนเบื่อแล้ว
เพียงแต่ในเวลาไม่นานมู่จิ่นเหยียนก็เริ่มเห็นความผิดปกติ เสี่ยวไป๋ที่เริ่มวิ่งเร็วขึ้นราวกับ้าหยอกล้อคนที่อยู่บนหลังของมัน สีหน้าท่าทางของจินอวิ๋นเซียนเริ่มตระหนกใมากขึ้น
“มู่จิ่นเหยียน!!!! เสี่ยวไป๋ไม่ยอมหยุด”
จินอวิ๋นเซียนะโออกมา
“เสี่ยวไป๋หยุดเดี๋ยวนี้!!!!”
เสี่ยวไป๋มีหรือจะได้ยินคำพูดของมู่จิ่นเหยียนกลับยิ่งเพิ่มความเร็วในการวิ่งขึ้นไปอีก
มู่จิ่นเหยียนเห็นอาการของเสี่ยวไป๋ ที่แท้มันไม่ใช่ม้าที่เชื่องเสียทีเดียวแต่มันเป็ม้าที่รักสนุกและดื้อเงียบ ซ้ำยังชอบล้อเล่นกับผู้อื่นเสียอีกด้วย
มู่จิ่นเหยียนจึงตัดสินใจรีบวิ่งด้วยความเร็วเข้าไปที่มันทันที ก่อนจะะโขึ้นหลังเสี่ยวไป๋ ไปนั่งซ้อนอยู่ด้านหลังจินอวิ๋นเซียนอีกครั้ง แล้วกลายเป็ผู้กุมบังเหียนเอง
“พระองค์นั่งให้ดีนะพ่ะย่ะค่ะ”
ประโยคนี้บอกกล่าวกับจินอวิ๋นเซียนทันทีที่นั่งข้างหลังนาง นางเองพอรับรู้แล้วว่ามีมู่จิ่นเหยียนอยู่ด้วยก็เบาใจขึ้น ส่วนอีกประโยคหนึ่งนั้นมู่จิ่นเหยียนกลับพูดให้เสี่ยวไป๋ฟังหลังจากเป็คนถือสายบังเหียนแทนจินอวิ๋นเซียน
“เ้าอยากวิ่งมากนักใช่ไหม เสี่ยวไป๋!!! ได้!! งั้นไปกันเลย”
มู่จิ่นเหยียนที่เป็ผู้ถือสายบังเหียนเอง แล้วเสี่ยวไป๋ก็ทำเหมือนจะรับรู้ความรู้สึกนั้นได้ แสดงอาการดีใจจนออกนอกหน้าที่ตัวมันจะได้ทะยานออกไปจากลานฝึกเสียที
มู่จิ่นเหยียนกระตุ้นเสี่ยวไป๋ให้วิ่งออกไปในทุ่งหญ้า ข้างลานฝึก ตอนนี้เสี่ยวไป๋ไม่ได้เดินเหยาะอย่างที่เคยทำกับจินอวิ๋นเซียน
แต่ตัวของมันวิ่งตรงไปด้านหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง ตามทิศทางของผู้ที่บังคับมัน
สายลมที่ปะทะหน้าของจินอวิ๋นเซียนจนรู้สึกเจ็บ แต่กลับพาเอาความเย็นสดชื่นมาพร้อมกันด้วย คราแรกที่มู่จิ่นเหยียนออกควบเสี่ยวไป๋ นางยอมรับว่าตัวเองกลัวจนต้องหลับตา แต่หลังจากที่ได้ยินเสียงกระซิบปลอบบ่อยครั้งจากคนข้างหลัง ก็ทำให้เริ่มคลายความกังวลมากขึ้น ลืมตามองสองข้างทาง
นี่คงเป็ความรู้สึกของการขี่ม้าครั้งแรก อิสระที่ได้ออกไปสู่โลกกว้าง ััอากาศที่เย็นสบาย สายลมที่พัดผ่านราวกับกำลังปลอบประโลมจิตใจตัวเอง
มู่จิ่นเหยียนที่ควบเสี่ยวไป๋ออกมาได้สักพัก จนถึงทุ่งหญ้าด้านหลังที่เต็มไปด้วยดอกไม้ ต้นไม้ ก็หยุดเสี่ยวไป๋ลง พามันเดินเหยาะๆ ไปที่ลำธาร
เสี่ยวไป๋เองก็รู้ดีว่าตัวมันเอาแต่ใจพอสมควรแล้ว และยังไม่กล้าพอที่จะดื้อรั้นกับมู่จิ่นเหยียน จึงกลับมาทำตัวเป็เด็กดีว่าง่ายอีกครั้ง
มู่จิ่นเหยียนพาทั้งคนและม้าไปพักผ่อนที่ริมลำธาร หลังจากที่พาตัวเองลงมายืนที่พื้นได้นั้นก็ส่งมือให้กับจินอวิ๋นเซียน นางเองก็ยื่นมือให้มู่จิ่นเหยียนโอบอุ้มนางลงมายืนที่พื้นอย่างว่าง่าย
แต่เพียงไม่นานนี้เอง นางเพิ่งจะผ่านการควบม้าที่เร็วอย่างไม่เคยเป็มาก่อน ครั้นพอมู่จิ่นเหยียนพาตัวนางลงมายืนที่พื้น ขาของนางที่อ่อนแรงก็ทรุดลงทันที จนมู่จิ่นเหยียนต้องโอบกอดประคองนางเอาไว้ไม่ให้ล้มลง
กลายเป็ว่าตอนนี้ตัวของนางซบลงที่อกของมู่จิ่นเหยียนอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เข่าอ่อนเลยหรือ”
มู่จิ่นเหยียนกระซิบถามด้วยคำพูดและสายตาที่บ่งบอกความนัย จนจินอวิ๋นเซียนแอบหมั่นไส้ อดหยิกเนื้อของคนตรงหน้าไม่ได้
“ฮะ ฮา ฮา ขี่ม้าครั้งแรกก็ถึงกับเข่าอ่อน เล่าให้ใครฟังต้องอายเขาแน่นอน”
จินอวิ๋นเซียนได้แต่ส่งเสียง เฮอะ ในลำคอ แต่ตัวนางเองก็ปล่อยให้มู่จิ่นเหยียนประคองเดินไปนั่งยังท่อนไม้ริมลำธาร