ทันใดนั้น พื้นดินก็มีเสียงสวบสาบ ดังคล้ายเสียงร่อนถั่ว ตามมาด้วยฝูงหนูที่ส่งเสียงร้องจี๊ด ๆ วิ่งกรูไปยังทิศทางของเ้าหมาเ้าเหลือง เนื่องจากพวกมันมีขนาดตัวเล็กและคลานอยู่บนพื้น โดยมีต้นหญ้าช่วยพรางตา จึงทำให้สังเกตเห็นได้ยาก
ทว่าที่ปลายหางของพวกมัน กลับผูกเชือกฟางที่กำลังลุกไหม้อยู่เส้นหนึ่ง เปลวไฟวูบวาบราวกับไฟิญญาในยามค่ำคืน พุ่งตรงไปยังทิศทางของลานบ้านอย่างรวดเร็ว
"โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!" เ้าหมาเ้าเหลืองเห็นเปลวไฟก็เริ่มเห่ากระโชก ทำให้ผู้คนที่อยู่หน้าประตูหลายคนหันมาสนใจ โดยเฉพาะพี่สือซาน ที่นึกว่ามีใครบางคนมา แต่เมื่อเขาเขย่งเท้า มองไปยังป่าไผ่ที่เ้าหมาเ้าเหลืองเห่าใส่ กลับไม่เห็นเงาคนเลยแม้แต่น้อย
ฝูงหนูวิ่งอ้อมบริเวณประตูที่เ้าหมาเ้าเหลืองอยู่ ลอดผ่านกำแพงดินที่มีรูโหว่ แล้วมุดเข้าไปในกองอ้อยป่า พวกมันเคลื่อนที่เร็วและตัวเล็ก อีกทั้งหน้าประตูยังมีคบไฟจุดอยู่หลายดวง จึงไม่มีใครสังเกตเห็นความผิดปกติเลย
"เ้าเหลืองเห่าใส่ใครกัน?"
"ใครจะรู้ล่ะ ยังไงเสียคนในหมู่บ้านที่มาได้ก็มากันหมดแล้ว มีดวงตาตั้งมากมายขนาดนี้ ยังต้องกลัวว่าจะมองไม่เห็นคนมาก่อเื่อีกหรือ?"
คืนนี้มีชายฉกรรจ์ยี่สิบกว่าคนมาช่วย สือซานจึงไม่รู้สึกกังวลจริง ๆ แต่เ้าเหลืองไม่เคยเห่ามั่วซั่ว ต้องมีอะไรบางอย่างอยู่ในป่าไผ่แน่นอน
"ลองไปดูทางนั้นหน่อยดีหรือไม่?"
สือซานกำลังจะเรียกเพื่อนสมัยเด็กสองสามคนไปตรวจสอบว่ามีหมีในป่าอยากจะบุกเข้ามาขโมยของกินในบ้านหรือไม่ ทันใดนั้น ก็มีคลื่นความร้อนพัดมาจากด้านหลัง พอหันไปมอง เขาก็ใจนเหงื่อกาฬไหลโชก
ในลานบ้านที่มีกองอ้อยป่าสุมอยู่บัดนี้มีเปลวไฟลุกโชนขึ้นทุกทิศทาง ไม่รู้ว่าั้แ่เมื่อไหร่ที่อ้อยป่าถูกจุดไฟ เปลวไฟจากจุดเล็ก ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จนกลายเป็ทะเลเพลิงในเวลาอันรวดเร็ว ใครจะไปคิดว่าอ้อยป่าที่ปกติใช้เป็เชื้อไฟและทำให้เกิดควันได้ จะลุกไหม้ขึ้นมาเองเช่นนี้?
"ไฟไหม้แล้ว!"
สือซานไม่สนสิ่งใดอีก ะโบอกคนรอบข้างสุดเสียง
"รีบตักน้ำมาดับไฟเร็ว!"
เมื่อนึกได้ว่าหยางเวยยังนอนอยู่ในบ้าน เขากำลังจะพุ่งเข้าไปช่วยคน ประตูบ้านก็เปิดออกจากด้านใน หยางเวยอุ้มโถน้ำตาลทรายแดงโถหนึ่ง เดินฝ่าไอร้อนมาที่ประตู วางโถลงบนพื้นที่ว่างที่ห่างจากกองอ้อยป่า แล้วหมุนตัวกลับเข้าไปในห้องโถงอีกครั้ง
"น้องสะใภ้! กลับมา!"
หยางเวยเหมือนไม่ได้ยินคำพูดของสือซาน นางวิ่งเข้าไปในห้องโถง แล้วอุ้มน้ำตาลออกมาอีกโถหนึ่ง ในห้องโถงมีอาหารวางอยู่ มีหนูหลายตัวมุดเข้ามาทางหน้าต่าง นางหลับสนิทจนไม่ได้กลิ่น จึงถูกเปลวไฟที่ลามมาถึงเท้าปลุกให้ตื่น เมื่อเห็นว่าไฟไหม้บ้าน ความคิดแรกของนางคือการหนี หลังจากสวมเสื้อผ้า พบว่าไฟในห้องยังไม่แรงนัก จึงถือโอกาสหยิบน้ำตาลทรายแดงออกมาโถหนึ่ง
"พี่ซาน ในห้องไฟยังไม่แรง โถปิดสนิทน้ำเข้าไม่ได้ สามารถขนออกมาไปพร้อม ๆ กับการสาดน้ำดับไฟได้เ้าค่ะ"
หยางเวยจำคำกำชับของพี่หลินก่อนออกจากบ้านได้ดี อาหารและเครื่องดื่มในบ้านไม่สำคัญ ชีวิตของนางสำคัญที่สุด
แต่สำหรับเด็กสาวที่ถูกครอบครัวตราหน้าว่าเป็ตัวกาลกิณีเพียง เพราะไม่มีเงินจ่ายภาษีคนโสดห้าร้อยเหวิน จนถูกไล่ออกจากบ้านไปเป็ภรรยารองของผู้อื่น นางเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าบางครั้งชีวิตคนเรายังมีค่าน้อยกว่าน้ำตาลโถหนึ่งที่พวกนางเคี่ยวขึ้นมาเสียอีก
"พวกท่านไม่ต้องกังวล หากข้าขนไม่ไหวข้าจะหยุดทันทีเ้าค่ะ"
โดยไม่รอให้ใครห้าม หยางเวยพุ่งกลับเข้าไปในทะเลเพลิงอีกครั้ง นางมีรูปร่างเล็กและมีแรงเยอะโดยกำเนิด จึงสามารถเดินลัดเลาะผ่านช่องว่างของเปลวไฟได้ง่ายกว่าคนอื่น
สือซานกว่าจะช่วยเพื่อนสมัยเด็กดับไฟจุดหนึ่งได้สำเร็จ ก็พยายามจะตามเข้าไปในห้องโถงเพื่อขนน้ำตาล แต่ชายเสื้อถูกไฟลามจนเกือบไหม้ จึงต้องถอยออกมาดูอยู่ห่าง ๆ จนกระทั่งไฟทั้งในและนอกบ้านรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนต้องดับไฟก่อนจึงจะเข้าไปได้ เขาจึงจำใจต้องรั้งตัวหยางเวยไว้
"น้องสะใภ้ เข้าไปอีกจะถูกฝังอยู่ข้างในนะ!"
ใน่เวลาสั้น ๆ นี้ หยางเวยวิ่งเข้าออกห้าครั้ง ขนน้ำตาลออกมาได้ห้าโถ ชายเสื้อและแขนเสื้อถูกไฟเผาจนเป็รูโหว่หลายแห่ง และเริ่มพองเป็ตุ่มน้ำ แต่เมื่อนางเห็นโถน้ำตาลถูกไฟเผาผลาญไปต่อหน้าต่อตา ก็รู้สึกปวดใจจนแทบหายใจไม่ออก และอยากจะเข้าไปนำกลับคืนมา
"หากปล่อยให้ไหม้จนกลายเป็น้ำเชื่อม พรุ่งนี้พี่หลินจะไม่มีของส่งมอบให้ลูกค้าแล้วจะทำอย่างไรดีเ้าคะ?"
ทั้งหมดเป็เพราะนางหลับลึกเกินไป หากนางพบว่าไฟไหม้เร็วกว่านี้และดับมันเสีย ก็คงไม่เกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่เช่นนี้
สือซานอยากจะปลอบนาง แต่ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไร ทำได้เพียงะโสั่งให้เพื่อนสมัยเด็กไปตักน้ำ และเรียกชาวบ้านให้มาช่วยกันมากขึ้น
"ดับไฟ! เร็วเข้า! ตัดต้นไม้ทำแนวกันไฟ!! ทางป่าไผ่เหมือนจะมีประกายไฟด้วย! ห้ามปล่อยให้ไฟลามไปที่อื่นเด็ดขาด!"
บนูเาด้านหลังมีแหล่งน้ำ สามารถใช้ถังตักมาสาดใส่กองไฟได้ แต่อ้อยป่าในลานบ้านมีมากเกินไป และนอกลานบ้านก็สุมไว้ไม่น้อย จึงต้องมีทั้งคนที่ตักน้ำดับไฟ และคนที่ช่วยขนอ้อยป่าที่ยังไม่ไหม้ออกไป ระหว่างูเาด้านหลังกับตัวบ้าน ต้องตัดไม้ไผ่และต้นไม้ให้ขาด เพื่อสร้างแนวกันไฟ มิเช่นนั้นหากเกิดไฟป่า ไม่ใช่แค่โถน้ำตาลไม่กี่โถ หรือบ้านหลังเดียวที่ถูกเผา แต่จะเป็หมู่บ้านสือหลินทั้งหมู่บ้านที่ต้องพบกับหายนะ!
ควันหนาทึบที่พวยพุ่งทำให้คนในหมู่บ้านสือหลินตื่นขึ้นมาทั้งหมด ไม่ว่าชายหรือหญิง ขอเพียงขยับตัวได้ ต่างก็หิ้วถังน้ำหรือหอบฟืนจากบ้าน รีบวิ่งมาช่วยกัน ท่ามกลางฝูงชนที่วุ่นวาย มีใบหน้าแปลกหน้าสิบกว่าคนที่ทาหน้าจนดำสนิทปรากฏตัวขึ้น โดยที่ไม่มีใครทันสังเกตเห็น
ส่วนสือชิงจู้เดินถือถังไม้เปล่าอย่างเปิดเผย ตามเส้นทางที่สือซานและคนอื่น ๆ สาดน้ำดับไฟไว้ก่อนหน้า เขารอจนไฟเริ่มเบาลง และสือซาน้าคนช่วยขนโถน้ำตาลในห้องโถง จึงเดินเข้าไปหาด้วยรอยยิ้ม
"พี่ซาน ท่านรีบพักผ่อนเถิด โถน้ำตาลเหล่านี้ข้าจะขนเอง"
"เ้าหนูชิงจู้? เ้าไม่ได้พักรักษาตัวอยู่ที่บ้านหรือ?"
สือซานเห็นสือชิงจู้รีบมาช่วยดับไฟ ก็รู้สึกสับสนในใจยิ่งนัก แม้ว่าตอนที่ทำร้ายสือชิงจู้ คนที่ลงมือหนักที่สุดจะเป็อาสี่ แต่หลินอวี่ก็ลงมืออย่างโเี้เช่นกัน เ้าหมอนี่ถึงกับไม่ถือสาและมาช่วยงั้นหรือ? รู้สึกเหมือนหนูจุดตะเกียงแสร้งเมตตายังไงก็ไม่รู้
"พี่ซาน ข้าก็เป็คนหมู่บ้านสือหลิน บ้านคนสติไม่สมประกอบเกิดเื่ใหญ่ขนาดนี้ ข้าจะไม่มาได้อย่างไร?"
สือชิงจู้ไม่เสียเวลาพูดพร่ำกับสือซานเขาโบกมือเรียกคนข้างหลังทันที พวกทหารหนีทัพบุกเข้าไปเป็กองหน้า อุ้มโถน้ำตาลโถหนึ่งแล้วเดินออกไปท่ามกลางควันหนาทึบอย่างดุดัน ตามมาด้วยผู้ช่วยที่เหลืออีกสิบกว่าคน
แบ่งกลุ่มละสองคนช่วยกันยกโถน้ำตาลออกไป เนื่องจากไฟเริ่มอ่อนลง แสงไฟลดน้อยลง ประกอบกับพวกเขาจงใจพรางตัว สือซานที่ถูกสือชิงจู้ชวนคุยจึงไม่สังเกตเห็นความผิดปกติ จนกระทั่งสือซานพักจนพอใจและฟื้นกำลัง ก้มตัวเตรียมจะขนโถน้ำตาล สือชิงจู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้า พลันเผยสีหน้าดุร้ายออกมา
"พี่ซาน ข้าบอกแล้วว่าโถน้ำตาลเหล่านี้ข้าจะขนเอง ของบ้านสติไม่สมประกอบ ขายได้เงินก็ไม่มีส่วนของท่าน ท่านจะมาวุ่นวายทำไมกัน?"
ในชั่วพริบตา สือซานก็เข้าใจทันที สือชิงจู้ไม่ได้มีน้ำใจมาช่วย แต่มาฉวยโอกาสปล้นตอนไฟไหม้!
"เ้าหนูชิงจู้ เ้าคิดจะทำอะไร?"
"ค่ารักษาตัวที่หลินอวี่ทำข้าาเ็ ใช้โถน้ำตาลทรายแดงเหล่านี้ชดใช้ได้พอดี"
"เ้ากล้าหรือ! มา..."
"ปัง!" สือชิงจู้ที่เตรียมการไว้แล้ว คว้าคานบ้านที่หักอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา เขาฟาดลงบนศีรษะของสือซานอย่างชำนาญ เหมือนตอนที่ฟาดเฉินกวงเอ๋อร์เมื่อคืน เป็การลอบโจมตีในขณะที่อีกฝ่ายไม่ระวัง จึงโดนเข้าอย่างจัง สือซานทำได้เพียงครางอึกในลำคอ แล้วล้มลงกระแทกโถน้ำตาลโถหนึ่งอย่างแรง
สือชิงจู้ระดมเตะซ้ำอีกหลายที จนกระทั่งอีกฝ่ายกระอักเืออกมา จึงหยุดลงด้วยอาการหอบ เขาจ้องมองเถ้าถ่านที่วูบวาบด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยจิตสังหาร