สามภพผูกพัน วาสนาคู่เคียง
บทนำ เวทย์พยากรณ์
เสียงโซ่ลากพื้นที่นำหน้าเข้ามาก่อนนั้นชวนให้หนาวเยือกพรั่นพรึง ไม่นานร่างของนักโทษอุกฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็ถูกนำตัวออกมา สภาพที่ปรากฏแก่สายตานั้นชวนตระหนกจนแทบหยุดลมหายใจ ทั่วร่างเกรียมไหม้มองเห็นเพียงสีดำสลับแดงของโลหิต แม้กระทั่งกระดูกขาวที่แทงทะลุออกมาก็ถูกย้อมจนแดงฉาน ศีรษะปราศจากเส้นผม เครื่องหน้าไม่เหลือร่องรอยให้บ่งบอกเพศ ทิ้งไว้เพียงหลักฐานของการลงทัณฑ์อย่างแสนสาหัส ประสาทััทั้งห้าถูกทำลาย ไม่ต่างจากหนอนเน่าตัวหนึ่งที่ถูกแผดเผาด้วยเปลวเพลิง
“พวกเ้าจงดูมารวารีโลหิตเอาไว้เป็ตัวอย่าง นี่คือจุดจบของผู้ที่คิดทรยศต่อข้า” เสียงนั้นกังวานอย่างนุ่มนวล ทว่ากลับทำให้ผู้ที่ได้ฟังพากันหวาดผวา
ผู้ที่นั่งอยู่เหนือบัลลังก์คือจอมมารจิ่วหรง ดวงหน้างามสง่าอ่อนเยาว์เผยรอยยิ้มน้อยๆ ั์ตาเปล่งประกายลึกล้ำมองภาพตรงหน้าอย่างรื่นรมย์ การลงทัณฑ์ผ่านมาหนึ่งร้อยปีแล้ว นับั้แ่าระหว่างเผ่าเทพและเผ่ามารสิ้นสุดลง ทว่าความแค้นกลางอกของเขากลับมิได้ลดน้อยลงแม้แต่เสี้ยวเดียว หากวันนั้นแผนใหญ่ของเขาไม่ถูกทำลายลงกลางคัน มีหรือที่เผ่ามารจะต้องยอมเจรจาสงบศึก การได้เห็นผู้ทรยศมีสภาพเช่นนี้จึงเป็ภาพที่งดงามยิ่ง
“มารวารีโลหิตเ้าไม่เพียงมีใจคิดคดกล้าทรยศต่อเผ่าตนเอง ซ้ำยังกล้าฝึกวิชานอกรีตที่เป็ภัยต่อเผ่ามารอย่างมหันต์ หนึ่งร้อยปีผ่านไปเ้าสำนึกในความผิดตนเองหรือไม่” กระแสเสียงนั้นก้องสะท้อนไม่เพียงมารทุกตนที่ได้ยิน กระทั่งนักโทษที่โสตประสาทถูกทำลาย ก็ยังรับกระแสเสียงนี้ได้ผ่านดวงจิตของตนเอง
ร่างที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ขยับไหวเล็กน้อยประหนึ่งใบไม้ต้องสายลมแ่เบา ทว่าคำตอบกลับมีเพียงความเงียบงันจากซากศพดังเดิม ไม่ต่างจากทุกครั้งที่เคยถูกตั้งคำถามนี้
“ในเมื่อเ้าเลือกทางนี้ก็อย่าได้หาว่าข้าแล้งน้ำใจ”
เหล่ามารทุกตนในที่นั้นแทบไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ เพราะเพียงเห็นนายเหนือหัวยกมือข้างหนึ่งขึ้น ชายอาภรณ์สีนิลปักลายทองพลิ้วไหวตามคลื่นพลัง ก็เป็อันรู้ได้ทันทีว่านี่คือกระบวนท่าของวิชาที่โเี้ที่สุดสายหนึ่ง วันนี้นักโทษที่ถูกทรมานมานับร้อยปีได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแห่งลมหายใจแล้ว
พลังเวทย์สีดำสายนั้นได้เปลี่ยนเป็กงเล็บแหลมคมพุ่งทะลวงเข้าสู่ร่างที่มอดไหม้ครั้งแล้วครั้งเล่า ฉีกกระชากจนขาดวิ่นอย่างไร้ความปรานี แม้ร่างนั้นจะสูญเสียประสาทััทั้งห้าจนหมดสิ้น ตามองไม่เห็น หูไม่ได้ยิน ริมฝีปากไม่อาจเปล่งเสียง ทว่าความทรมานอย่างแสนสาหัสก็ลากดึงเสียงโหยหวนให้ดังออกมา องคาพยพปลิดปลิว โลหิตพวยพุ่ง ศีรษะร่วงสู่พื้นกลายเป็เศษเถ้าธุลี หากสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่งกว่ากลับเป็ดวงจิตที่ยังคงลอยเด่น ลำแสงฉายชัดเป็ที่ประจักษ์แก่ผู้ที่เคยคลางแคลง
เหตุใดจอมมารจึงยอมไว้ชีวิตนักโทษผู้นี้ถึงร้อยปี
มิใช่ให้โอกาสกลับตัว แต่เป็เพราะไม่อาจบดขยี้ให้แหลกสลายไปได้
“นำเตาหลอมชีหลงออกมา” จอมมารจิ่วหรงมองดวงจิตที่ลอยอยู่อย่างเหี้ยมเกรียม เตาหลอมชีหลงคือของวิเศษที่เขาใช้พลังทุ่มเทสร้างขึ้นมา เปลวเพลิงที่อยู่ภายในร้อนแรงยิ่งกว่าไฟแห่งขุมนรก ต่อให้เป็ดวงจิตที่แข็งแกร่งเพียงไหนก็ต้องมอดไหม้เป็จุณ
“เ้าเกิดในเผ่ามารต่อให้ดวงจิตดับสลายเ้าก็ต้องรับใช้เผ่ามาร”
ผนึกเตาถูกเปิดออกรับดวงจิตที่ถูกส่งเข้าไป ไอร้อนแรงแผ่กระจายจนแม้แต่เหล่ามารที่อยู่ห่างออกไป และมีพลังแข็งแกร่งยังแทบไม่อาจต้านทาน เพลิงกัลป์โชติ่เปล่งแสงดุจโลหิต ผ่านไปเก้าราตรีอัคคีจึงมอดดับลง พร้อมดวงจิตหนึ่งที่สมควรแหลกสลายกลายเป็เถ้าธุลี
ร้อยปีผันผ่านเมฆหมอกเคลื่อนสลาย มวลผกาเต็มท้องฟ้ากลีบบุปผาโปรยปราย แสงแห่งความปีติยินดีฉายลงสู่สำนักที่เงียบงัน ต้อนรับเทพไป๋อวี้ซิงซึ่งหวนกลับคืนสู่สำนักอีกครั้ง เพียงข่าวนี้กระจายออกไปเหล่าเทพเซียนทั้งหลายต่างเดินทางมาร่วมแสดงความยินดี ไม่เว้นแม้แต่เซียนหนุ่มอาภรณ์ม่วงที่ก้าวลงจากเกลียวเมฆอย่างผ่าเผย จากนั้นจึงตามเ้าสำนักคนปัจจุบัน ซึ่งเป็ศิษย์เอกเข้าไปพบเทพไป๋อวี้ซิงที่อยู่ด้านใน
“โม่ชิงคารวะท่านเทพ” เซียนอาภรณ์ม่วงประสานมือก้มศีรษะอย่างนอบน้อม ไม่ได้พบกันหนึ่งร้อยปีท่านเทพกลับยิ่งงามสง่า วงหน้าคมคายสงบนิ่ง ดวงตาเรียวยาวดุจตาหงส์ล้ำลึกแฝงรอยการุณย์อยู่เป็นิจ สองมือดุจจะโอบอุ้มสรรพสิ่งในใต้หล้าเอาไว้ในอ้อมอก จึงไม่น่าแปลกใจที่ท่ามกลางสนามรบ เขาเลือกช่วยเหลือชีวิตบริสุทธิ์ไม่ใยดีต่อผลแพ้ชนะ ยอมแบกรับโทษทัณฑ์จากเบื้องบนไว้เพียงผู้เดียว
ไป๋อวี้ซิงพยักหน้ารับพลางมองอีกฝ่ายที่นั่งลงตรงหน้า เขาเข้าใจว่าเหตุใดทุกคนจึงให้ความสนใจกับเซียนหนุ่มผู้นี้เป็พิเศษ นั่นเพราะโม่ชิงคือเซียนที่ทำหน้าที่เชื่อมวาสนาให้แก่เทพเซียนที่ยังไร้คู่บุพเพ และเขาเองก็เป็หนึ่งในนั้น
“วันนี้โม่ชิงมาเพื่อแสดงความยินดีที่ท่านเทพได้กลับคืนสู่สำนักอีกครั้ง และยังมาเพื่อแจ้งข่าวให้ท่านเทพได้ทราบภายในเวลาไม่เกินห้าร้อยปีจากนี้ เบื้องบนจะแต่งตั้งมหาเทพองค์ใหม่ซึ่งข้าน้อยได้ตรวจสอบแล้ว ตำแหน่งนี้จะต้องเป็ของท่านเทพอย่างแน่นอน”
“อย่างนั้นหรือ” ไป๋อวี้ซิงรับคำโดยปราศจากอารมณ์ความรู้สึก ผู้อื่นบำเพ็ญเพียรเพื่อเลื่อนขั้น แต่เขาฝึกฝนเคี่ยวกรำตนเองเพื่อความสงบร่มเย็นของใต้หล้า หากไร้ซึ่งาและการเข่นฆ่าแล้วไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดก็ไม่ต่างกัน
“ในการเลื่อนขั้นครั้งนี้ท่านเทพจะต้องผ่านด่าน์ ตามที่ข้าน้อยรู้มาด่าน์พลิกแพลงแตกต่างยากคาดเดา โดยเฉพาะสำหรับมหาเทพแล้วล้วนหนักหนาถึงขั้นต้องแลกมาด้วยชีวิต ดังนั้นขอท่านเทพโปรดเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อรับมือกับการทดสอบของเบื้องบนในครั้งนี้”
“ข้ารู้แล้ว ขอบใจเ้ามากที่มาส่งข่าว” ไป๋อวี้ซิงยังคงเยือกเย็นอยู่เช่นเดิม ใจจริงเขาไม่ได้ใส่ใจกับด่าน์แม้แต่น้อย ชั่วชีวิตที่ผ่านมาเขาพานพบเื่หนักหนาสาหัสมามากมาย อยู่ท่ามกลางากับเผ่ามารที่ต้องใช้ชีวิตเข้าแลก แม้ตายก็ไม่เคยนึกเสียดายชีวิต ไหนเลยจะหวาดหวั่นต่อด่าน์ที่ต้องรับมือ
“ข้าน้อยยังมีอีกเื่หนึ่ง” โม่ชิงขยับตัวเล็กน้อยอย่างเตรียมพร้อม เพราะเื่นี้แม้บางเบาทว่ากลับเอ่ยได้ยากกว่าเื่หนักหนาอย่างด่าน์มากนัก
“เ้ามีอะไรก็ว่ามาเถิด” เขาผายมือให้อีกฝ่ายที่นั่งตัวเกร็งได้พูดต่อ
“ท่านเทพคงเคยได้ยินมาบ้างว่าในอดีตเหล่ามหาเทพองค์ก่อน ล้วนผ่านด่าน์โดยมีมหาเทวีเคียงข้าง เื่นี้ไม่ทราบว่าท่านเทพมีความเห็นอย่างไรบ้าง” โม่ชิงรอคอยคำตอบด้วยใจที่เต้นระทึก พลางคิดหาทางจะเสนอสาวงามที่เหมาะสมให้ท่านเทพได้พิจารณา เขาเป็เซียนผู้เชื่อมวาสนา สตรีที่คู่ควรกับเทพไป๋อวี้ซิงนั้นหาได้ไม่ง่ายนัก แต่ก็มีผู้หนึ่งที่เขาเห็นว่าเหมาะสม และนางเองก็ได้ไหว้วานให้เขาเป็ผู้ผูกด้ายแดงให้ หากที่ทำให้เขาต้องรวบรวมความกล้าในการเอ่ยถึงเื่นี้ ก็เพราะท่านเทพเป็บุรุษที่ไม่เคยมีเื่รักใคร่อยู่ในความสนใจมาก่อน อารมณ์ที่แสดงออกต่อหน้าผู้อื่นล้วนเคร่งขรึมสงบนิ่ง ไร้ทุกข์ ไร้สุข ไร้ปรารถนา การจะเชื่อมวาสนาให้บุรุษเช่นนี้ถือเป็งานที่ยากยิ่งสำหรับเขา
ไป๋อวี้ซิงยกถ้วยชาขึ้นจิบ สำหรับเขาหากโม่ชิงไม่เอ่ยเื่นี้ขึ้นมาคงน่าแปลกใจมากกว่า เพียงแต่เขาไม่เคยมีความคิดเื่คู่ครองมาก่อน ยังจำได้ว่าเมื่อสิบหมื่นปีก่อนครั้งที่เขาได้เลื่อนขึ้นเป็เทพ วันนั้นอาจารย์ได้ทำนายเื่นี้ให้เขาและเหล่าศิษย์น้อง ต่างคนต่างมีวาสนาที่แตกต่าง หากของเขากลับไม่รู้ว่าควรเรียกคู่บุพเพได้หรือไม่
‘อวี้ซิงคู่บุพเพของเ้าคือเทพหญิงผู้หนึ่ง ทว่าวันหน้านางจะกลายเป็หยดน้ำตาในชีวิตของเ้า’ ท่านอาจารย์เอ่ยด้วยสีหน้าหนักใจ หลังจากใช้เวทย์พยากรณ์แล้ว
‘เช่นนั้นศิษย์จะไม่ยอมพบนางจนชั่วชีวิต’ เขาตอบอย่างไม่หวาดหวั่น วันเวลาที่ผ่านมาต่อให้ประสบเื่หนักหนาเพียงใด เขาก็ไม่เคยหลั่งน้ำตาแม้แต่หยดเดียว ไหนเลยจะยอมให้ความรักย้อมใจจนต้องหลั่งน้ำตาเพื่อสตรีนางเดียว และต่อให้ไม่มีคำพยากรณ์จากท่านอาจารย์ ก็ไม่เคยมีสตรีใดทำให้ใจเขาหวั่นไหวได้มาก่อน ตามคำพยากรณ์ของท่านอาจารย์ หากเขาผ่านด่าน์ขึ้นเป็มหาเทพได้ก่อนที่จะพบนาง เขาและนางก็ถือว่าสิ้นสุดวาสนาต่อกัน ตอนนี้เวลาก็เหลืออีกไม่มากแล้ว
“โม่ชิงเ้าก็รู้ว่าก่อนหน้านี้ข้าได้รับโทษให้กักตนสำนึกผิดถึงร้อยปี ่เวลาที่ผ่านมาข้าอยู่ในความสงบเพียงลำพังจนเคยชินเสียแล้ว เื่มหาเทวีก็อย่าได้พูดถึงอีกเลย” โทษทัณฑ์ที่เขาได้รับเกิดจาการะหว่างเผ่าเทพและมาร ครั้งนั้นบนสายน้ำที่กั้นกลางระหว่างสองเผ่า เขาใช้พลังของตนเองหยุดยั้งไม่ให้ทหารทั้งหมดต้องล้มตายกลางสายน้ำ เื่นี้ทำให้เขาเสียโอกาสในการบุกเข้าโจมตีจอมมาร สุดท้ายาจึงสิ้นสุดลงด้วยการเจรจาสงบศึก ส่วนเขาได้รับโทษให้กักตนบนเขาเซียนหนึ่งร้อยปี
“ในเมื่อท่านเทพมีความประสงค์เช่นนี้ ข้าน้อยก็ขอน้อมรับ” โม่ชิงประสานมือคารวะและขอตัวลาอย่างจำใจ
ไป๋อวี้ซิงมั่นใจว่าเื่ผ่านด่านขึ้นเป็มหาเทพจะต้องแพร่ไปอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจะต้องมีผู้มาขอพบเขาไม่ขาดสาย เื่นี้ทำให้เขาต้องเรียกศิษย์เอกมาสั่งความ ฝากฝังให้ดูแลสำนักเทพแห่งนี้แทนเขาให้ดีต่อไป จากนั้นจึงย้ายไปอยู่บนยอดเขาสดับพิรุณ กักตนฝึกวิชาไม่ยอมพบหน้าผู้ใดอีก กระทั่งสี่ร้อยห้าสิบปีต่อมา