ตอนที่ 1
“วิ่งเร็วเข้าจูน พวกมันตามมาแล้ว” เสียงะโของชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังวิ่งหนีอย่างเอาเป็เอาตายดังไกลไปทั่วทั้งเมืองอันแสนเงียบสงัดโดยมีเพื่อนของชายหนุ่มคนนั้นที่กำลังวิ่งตามกันมาติดๆ ยกเว้นเพียงแค่เด็กสาวตัวเล็กที่เหมือนจะโดนทิ้งอยู่รั้งท้ายที่สุดของกลุ่มเท่านั้นที่เหมือนจะวิ่งไม่ค่อยทันเพื่อนๆเสียเท่าไหร่
“ไม่ไหว หนูไม่ใช่สายต่อสู้ระยะประชิดเหมือนพี่อาร์มสักหน่อย” เด็กสาวที่ถือไม้คทาอยู่ด้านหลังพยายามจะวิ่งตามคนอื่นๆให้ทัน แต่ถึงจะพยายามแค่ไหนก็ย่นระยะห่างจากเพื่อนๆไม่ได้เลย
“ถ้าไม่ไหวก็หันไปดูข้างหลังสิ” ชายที่ชื่ออาร์มยิ้มอย่างชั่วร้ายออกมาก่อนจะเพิ่มความเร็วของตัวเองขึ้นไปอีกทำเอาระยะห่างของอาร์มและจูนเริ่มห่างกันมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว
“...” ถึงจะไม่อยากหันไปดู แต่สายตาของจูนก็เหลือบไปมองสิ่งที่กำลังวิ่งไล่ตามพวกเธอโดยไม่ได้ตั้งใจ สาเหตุที่พวกเธอกำลังวิ่งป่าราบกันอยู่ตอนนี้ก็เป็เพราะด้านหลังของพวกเธอมีฝูงซากศพเดินได้อย่าง ซอมบี้ กำลังวิ่งไล่ตามพวกเธอมาด้วยความเร็วสูงอย่างกับกำลังวิ่งหนีฝูงหมาล่าเนื้ออยู่เลย เพียงแต่จำนวนของซอมบี้เยอะกว่าฝูงหมามากเพราะคลื่นซอมบี้ที่กำลังไล่ตามพวกเธอมานั้นน่าจะมีไม่ต่ำกว่าพันตัวแน่ๆ
“ไหนใครบอกว่าซอมบี้เคลื่อนไหวช้าไง นี่มันจะตามหนูทันแล้วนะ” จูนที่กำลังหน้าซีดเผือดเพราะพวกซอมบี้กำลังไล่กวดมาจากข้างหลังฝืนเพิ่มความเร็วของตัวเองขึ้นอีกนิด แต่น่าเสียดายที่จูนเป็จอมเวทของปาร์ตี้ทำให้ค่าสเตตัสของเธอไปกองรวมกันอยู่ที่ค่า สติปัญญา เกือบทั้งหมด ส่วนเื่ค่าสเตตัสที่เกี่ยวกับสภาพร่างกายอย่างความแข็งแกร่งหรือความเร็วจูนแทบจะอยู่ในเกณฑ์ต่ำสุดของฮันเตอร์มือใหม่เลยด้วยซ้ำ แต่ถึงอย่างนั้นจูนก็ยังเคลื่อนไหวได้เร็วกว่ามนุษย์ปกติที่ไม่ได้รับการปลุกพลังมาก แต่ซอมบี้ข้างหลังก็ยังไล่ความเร็วของเธอมาได้ทันอยู่ดี
หมับ…
ระหว่างที่จูนกำลังจะหมดแรงวิ่ง อยู่ๆมือข้างหนึ่งก็ล้วงเข้ามากอดเอวของจูนเอาไว้ก่อนจะยกทั้งร่างของจูนขึ้นมาแบกบนบ่าอย่างง่ายดาย
“อาร์มอย่าไปแหย่น้องสิ พวกเราไม่ปล่อยให้เธอโดนฝูงซอมบี้กินหรอก” พี่ฝน นักดาบหญิงของปาร์ตี้ส่ายหน้าน้อยๆก่อนจะอุ้มร่างของจูนวิ่งตามพวกอาร์มมาอย่างหน้าตาเฉยอย่างกับเธอไม่ได้แบกร่างของจูนเอาไว้บนไหล่เลย
“ล้อเล่นนิดเดียวเอง น้องจูนคงไม่คิดว่าพี่จะทิ้งน้องจริงๆหรอก ใช่ไหม” รอยยิ้มแป้นแล้นของอาร์มนั้นกลับได้รับสายตาไม่ไว้วางใจจากเด็กสาวที่ถูกอุ้มอยู่บนไหล่ของฝนเป็การตอบแทน เพราะถ้าโดนซอมบี้พวกนี้กัดเข้าให้พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะต้องกลายไปเป็ซอมบี้เหมือนในหนังที่เคยดูมาหรือเปล่า เพราะเอาเข้าจริงพวกเขาแทบไม่รู้เื่อะไรเกี่ยวกับโลกใบนี้เลย และแม้แต่เสื้อผ้าที่สะอาดสะอ้านของพวกเขาก็ดูไม่เข้ากับโลกที่ราวกับโดนปล่อยทิ้งร้างมาเป็ร้อยๆปีแห่งนี้เลยสักนิด
หากจะเล่าว่าคนกลุ่มนี้มาอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยฝูงซอมบี้เช่นนี้ได้อย่างไร ก็ต้องเล่าย้อนไปเมื่อร้อยกว่าปีก่อนที่โลกของพวกจูนปรากฏ ประตูมิติ ขึ้นมาเป็ครั้งแรก ในตอนนั้นมนุษยชาติยังไม่ทราบวิธีรับมือกับเกทจำนวนมากที่ปรากฏขึ้นทั่วโลกทำให้พวกเขาทำได้แค่ปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ เกทเบรค หรือการปล่อยให้เกทที่เชื่อมต่อระหว่างโลกทั้งสองเปิดค้างเอาไว้นานเกินไปจนมอนสเตอร์ที่อยู่ภายในเกทสามารถบุกออกมาจากเกทได้สำเร็จ ความเสียหายที่เกิดขึ้นในตอนนั้นร้ายแรงถึงขั้นทำให้ประเทศหลายประเทศต้องล่มสลายและกลายเป็แหล่งที่อยู่อาศัยของมอนสเตอร์ที่หลุดออกมาจากเกทไปในที่สุด แต่ก็ยังนับว่าโชคดีที่พระเ้าไม่ได้ใจร้ายกับมนุษย์นัก ในระหว่างที่มนุษย์ต้องต่อสู้กับสัตว์อสูรที่อาวุธธรรมดาทำอะไรพวกมันแทบไม่ได้อย่างยากลำบาก อยู่ๆก็มีคนกลุ่มหนึ่งได้รับการปลุกพลังและกลายเป็ฮันเตอร์กลุ่มแรกของมวลมนุษยชาติ พวกเขาต่อสู้กับเหล่ามอนสเตอร์เพื่อปกป้องประชาชนชาวมนุษย์และแย่งชิงพื้นที่ส่วนใหญ่ของโลกกลับมาได้สำเร็จ สุดท้ายหลังจากความพยายามอย่างหนักของเหล่าฮันเตอร์กลุ่มแรกในที่สุดโลกก็กลับมาเข้าที่เข้าทางอีกครั้งโดยที่ เกท กลายเป็ส่วนหนึ่งของภัยธรรมชาติไปเสียแล้ว และฮันเตอร์ก็เป็อาชีพที่ทรงเกียรติผู้ทำหน้าที่เสี่ยงอันตรายอย่างการเข้าไปในเกทก่อนที่พวกมอนสเตอร์จะบุกออกมาแล้วปิดเกทพวกนั้นก่อนที่จะเกิดความเสียหาย และแน่นอนว่ากลุ่มของจูนที่กำลังวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิตนี้ก็คือเหล่าฮันเตอร์มือใหม่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่อันทรงเกียรติอยู่นั่นเอง
“ให้ตายสิ พอเดินผ่านเกทเข้ามาก็โดนพวกซอมบี้ล้อมเอาไว้แล้ว แถมเกทยังเปลี่ยนเป็เรดเกทอีก วันนี้มันวันซวยชัดๆ” อีฟ หญิงสาวที่ย้อมผมสีทองพร้อมถือคันธนูเอาไว้กับตัวบ่นออกมาอย่างเจ็บแค้นใจเพราะเรดเกทนั้นต่างออกไปจากเกทปกติทั่วไป เพราะเรดเกทนั้นไม่สามารถเดินทางเข้าหรือออกได้จนกว่าจะทำเงื่อนไขของเกทนั้นๆสำเร็จ โดยเงื่อนไขของเกทเมืองรกร้างแห่งนี้มี 2 เงื่อนไขนั่นคือการเอาชนะบอสของเกทแห่งนี้หรือไม่ก็เอาชีวิตรอดภายในเกทให้ได้ถึง 14 วันเลยทีเดียว
“แล้วแบบนี้จะเอายังไงดีล่ะพี่ท็อป พวกเราจะวิ่งแบบนี้ไปตลอดก็ไม่ไหวนะ” ดิว ชายหนุ่มผู้สวมเสื้อคลุมสีขาวถามมาทางหัวหน้ากลุ่มอย่างท็อปที่มีร่างกายสูงใหญ่ที่สุดในกลุ่ม แต่ถึงร่างกายของเขาจะหนาเป็ 2 เท่าของจูนแต่ความเร็วของเขากลับไม่ได้น้อยหน้าคนอื่นๆในปาร์ตี้เลย
“พี่ดูมาตลอดทางแล้ว เมืองนี้ไม่มีของกินเหลือเลย พวกเราคงเอาชีวิตรอดตั้งสิบสี่วันไม่ไหวหรอก พวกเราต้องหาบอสของเกทนี้แล้วฆ่ามันเท่านั้น” ท็อปตอบในระหว่างกำลังเอาโล่พุ่งเข้าไปกระแทกร่างของซอมบี้ตัวหนึ่งจนกระเด็นไปไกลหลายเมตร หากเป็การปะทะกันตัวต่อตัวซอมบี้พวกนั้นทำอะไรพวกเขาไม่ได้แน่ๆ แต่จำนวนซอมบี้ที่อยู่ในเมืองต่างหากที่เป็ปัญหา
“แต่ก่อนจะสู้กับบอสพวกเราต้องสลัดพวกซอมบี้ฝูงใหญ่นี่ให้ได้ก่อน ถ้าต้องสู้กับบอสไปด้วยรับมือกับพวกมันไปด้วยพวกเราคงตายกันหมดแน่” พี่ฝนที่แบกร่างของจูนเอาไว้บนไหล่หันกลับไปมองซอมบี้ที่กำลังไล่ตามมาโดยไม่ลดละ แถมจำนวนของพวกมันยังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆด้วยนี่สิ
“พี่ฝน ตรงนั้น ตรงนั้นค่ะ” เพราะจูนโดนแบกเอาไว้บนไหล่เฉยๆก็เลยมีเวลาว่างสอดส่องรอบๆมากกว่าคนอื่น และในระหว่างที่กำลังหาทางรอดกันอยู่นั้นสายตาของจูนก็เหลือบไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำแห่งหนึ่งที่ตั้งถูกปล่อยทิ้งไว้จนพังโค่นลงมาพอดี
“ใช้ได้เลย ถึงซอมบี้ในโลกนี้จะวิ่งเร็วแต่พวกมันข้ามซากสะพานไปไม่ได้แน่ๆ ทุกคนหันหน้าไปที่สะพาน” ทันทีที่มองเห็นทางรอดท็อปก็หันหน้าวิ่งนำไปทางสะพานอย่างรวดเร็ว ขอแค่ะโข้ามสะพานนั้นไปก็จะสลัดฝูงซอมบี้ที่ไล่ตามมาได้อย่างง่ายดาย
“รับทราบ” พอหัวหน้ากลุ่มตัดสินใจเหล่าสมาชิกในปาร์ตี้ก็เร่งความเร็วไปทางสะพานทันที เพียงแต่ทางรอดของพวกเขาจะไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นนี่สิ
“ฝ่าเข้าไปเลย เดี๋ยวพี่ใช้โล่เปิดทางให้” ทันทีที่มาถึงตีนสะพาน สิ่งแรกที่พวกท็อปมองเห็นก็คือฝูงซอมบี้จำนวนมากที่กำลังยืนอัดกันอยู่บนสะพาน ถึงจำนวนจะไม่มากเท่าพวกซอมบี้ที่ไล่ล่าพวกเขามาจากข้างหลัง แต่พื้นที่บนสะพานก็แทบจะไม่เหลือทางให้พวกเขาผ่านไปได้เลย
เปรี้ยง!!
ข้างหลังก็มีซอมบี้ไล่ตามข้างหน้าก็มีพวกมันขวางทำให้ท็อปตัดสินใจใช่โล่พุ่งชนเพื่อผลักร่างของพวกซอมบี้ออกไปโดยมีอาร์มและดิวคอยช่วยเปิดทางอีกที
ฉึก!!
โชคดีที่มอนสเตอร์ภายในเกทหลังจากตายไปแล้วจะสลายกลายเป็ฝุ่นผงและเหลือทิ้งเอาไว้เพียงคริสตัลมานาเท่านั้นทำให้ทันทีที่พวกมันโดนลูกธนูของอีฟปักเข้าที่หัวพวกมันก็สลายหายไปเลยไม่เหลือซากศพให้เกะกะขวางทางแต่อย่างไร
โพล๊ะ!
และไม่ใช่เพียงลูกธนูของอีกเท่านั้นที่คอยช่วยเปิดทาง แม้แต่จูนที่กำลังโดนแบกอยู่บนไหล่ของฝนก็ยังพยายามใช้มานาที่เหลืออยู่ของตัวเองเพื่อยิงะุมานาออกไปะเิหัวของพวกซอมบี้อย่างต่อเนื่อง หรือแม้แต่ฝนเองก็ยังสามารถใช้ดาบในมืออีกข้างคอยโจมตีไม่ให้ซอมบี้เข้ามาใกล้จูนกับอีฟได้
“อีกนิดเดียว พอพี่กระแทกรอบนี้ให้ทุกคนะโข้ามไปเลยนะ” การฝ่าฝูงซอมบี้อย่างเร่งด่วนดูเหมือนจะผ่านไปด้วยดี เพียงพริบตาเดียวทั้งปาร์ตี้ก็เกือบจะมาถึงขอบสะพานที่ถล่มลงไปแล้ว และทันทีที่ท็อปใช้สกิลโล่กระแทกใส่พวกซอมบี้ตามที่ให้สัญญาณไว้ เหล่าสมาชิกปาร์ตี้ก็ะโข้ามไปยังเศษซากสะพานที่เหลืออยู่อย่างรวดเร็วไม่เว้นแม้แต่ฝนที่แบกจูนเอาไว้บนบ่า
ตูม!!
หลังจากสมาชิกปาร์ตี้ะโข้ามข้ามเศษซากสะพานมาได้สำเร็จ เหล่าซอมบี้ที่กำลังพยายามไล่ตามพวกเขามาก็ชนกันเองจนไม่สามารถหยุดได้ สุดท้ายพวกมันหลายร้อยตัวก็เลยร่วงลงไปในแม่น้ำข้างล่างและไม่สามารถตามพวกจูนมาได้จริงๆ
“รอดแล้ว อย่างน้อยก็สลัดพวกกลุ่มใหญ่หลุดแล้ว” อีฟถอนหายใจเฮือกออกมาก่อนจะย่อตัวนั่งยองๆอย่างเหนื่อยอ่อน ถึงเธอจะเป็มือธนูแต่การวิ่งสุดแรงหลายสิบนาทีแบบนี้ก็เหนื่อยเหมือนกันนะ
“อย่าเพิ่งประมาทไป ฝั่งนี้ก็ยังมีซอมบี้อยู่ ถ้าเผลอโดนพวกมันกัดเข้าแค่ครั้งเดียวพวกเราอาจจะกลายเป็ซอมบี้ไปเลยก็ได้” ท็อปที่กำลังยิ้มอย่างดีใจยังคงกำดาบและโล่ในมือเอาไว้แน่นเพราะตรงตีนสะพานฝั่งนี้ก็มีซอมบี้ยืนอยู่เช่นกัน แม้จะไม่ได้มีจำนวนมากเท่าฝั่งที่พวกเขาะโข้ามมาก็ตาม
“เื่นั้น ท่าทางจะไม่ทันแล้วสิ” อาจจะเป็เพราะความดีใจที่เห็นทุกคนรอดพ้นจากอันตรายมาได้ท็อปก็เลยมองข้ามสีหน้าซีดเผือดของอาร์มที่ปกติมักจะยิ้มแย้มเสมอไปเสียได้
“ผมโดนกัดเข้าแล้วว่ะ” อาร์มยกแขนของตัวเองขึ้นมาให้ทุกคนเห็นรอยแผลก่อนจะฝืนยิ้มออกมาด้วยสีหน้าหม่นหมอง
“ใจเย็นก่อนนะอาร์ม ถึงจะเป็ซอมบี้แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเราต้องติดเชื้อเหมือนในหนังสักหน่อย” ดิวที่สวมเสื้อคลุมสีขาวพยายามจะเดินเข้าไปหาอาร์มเพื่อหาทางช่วยเหลือ แต่น่าเสียดายที่ดิวเป็ฮันเตอร์สายซัพพอร์ตที่มีเพียงสกิลเร่งพละกำลังและความเร็วเท่านั้นไม่ได้มีสกิลรักษาหรือถอนคำสาปแต่อย่างไร
“อย่าเข้ามา… ตอนนี้ระบบของฉันแจ้งเตือนไม่หยุดเลยว่ะว่าฉันกำลังจะกลายเป็ซอมบี้ แบบนี้มันไม่รอดแล้วล่ะ” ยิ่งเวลาผ่านไปใบหน้าของอาร์มก็ยิ่งหม่นลงเรื่อยๆพร้อมๆกับข้อความจาก ระบบ ที่กำลังแจ้งเตือนผ่านข้อความที่เด้งอยู่ตรงหน้าอาร์มพร้อมๆกับเสียงที่แจ้งเตือนเข้ามาในสมองของอาร์มไม่ยอมหยุด ยิ่งปล่อยให้เชื้อซอมบี้ลุกลามมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้ข้อความแจ้งเตือนถี่ขึ้นเท่านั้น
“อย่าห่วงไปเลย ฉันไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตัวเองกลายเป็ซอมบี้แล้วทิ้งปัญหาให้พวกนายหรอก” อาร์มหัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนจะมองไปทางซอมบี้รอบๆ เห็นได้ชัดเลยว่าซอมบี้พวกนั้นเคยเป็มนุษย์ปกติมาก่อน แต่ความเร็วของพวกมันนั้นรวดเร็วจนเกือบจะตามพวกเขาที่เป็ฮันเตอร์ทันอยู่แล้ว แถมตอนปะทะกันกำลังของมันยังเยอะผิดคาดทำให้เขาพลาดโดนกัดเข้าให้อย่างที่เห็น แล้วถ้าตัวเขาที่ได้รับการปลุกพลังไปแล้วกลายเป็ซอมบี้รับรองว่าตัวเขาจะต้องเป็ปัญหากับปาร์ตี้แน่ๆ เขาน่ะไม่อยากเป็พวกตัวปัญหาในหนังซอมบี้ที่โดนกัดแล้วไม่ยอมบอกพวกพ้องจนทำพวกพ้องต้องตายตามๆกันหรอก
“ลาก่อน ขอให้ทุกคนกลับบ้านอย่างปลอดภัย” อาร์มถอดกระเป๋าของตัวเองออกแล้วโยนกระเป๋าของเขาไปให้กับดิวก่อนจะกัดฟันหันหลังออกมาจากกลุ่มแล้วะโกลับไปทางสะพานด้วยกำลังขาทั้งหมดที่มี ยังไงในกลุ่มตอนนี้ก็มีจูนที่เพิ่งจะอายุ 18 ได้ไม่นานแถมยังเพิ่งได้เข้าเกทเป็ครั้งแรกด้วย เขาไม่อยากให้ภาพตัวเองตอนตายต้องติดอยู่ในความทรงจำของจูนหรอก
ฟุบ..
ร่างของอาร์มะโลงไปภายในเศษซากของสะพานก่อนที่เสียงของเขาจะเงียบไปทั้งๆแบบนั้น
“พวกเราไปกันเถอะ” ท็อปที่มองร่างของอาร์มหล่นหายไปจากสะพานก็ได้แต่กำหมัดแน่นก่อนจะพาทุกคนลงจากสะพานไปด้วยท่าทีขมขื่น ปาร์ตี้นี้ไม่ได้เพิ่งก่อั้แ่เป็กลุ่มผู้ได้รับการปลุกพลังที่ฝึกฝนภายในศูนย์ฝึกของสมาคมฮันเตอร์มาด้วยกัน แม้การตายในเกทจะเป็เื่ปกติ แต่พอต้องเสียใครไปจริงๆก็กระทบกับความรู้สึกของคนในกลุ่มไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะกับจูนที่เพิ่งจะได้รับใบอนุญาตเข้าเกทมาเมื่อไม่นานนี้เอง ถึงเธอจะเพิ่งเคยเข้าเกทกับทุกคนแต่ข้างนอกเธอกับพวกพี่ๆในปาร์ตี้สนิทสนมกันเหมือนพี่น้อง ถึงอาร์มจะชอบล้อเล่นและแหย่จูนเป็ประจำแต่หลังจากนี้มันคงน่าเศร้าจริงๆที่จะไม่มีเขาอีกต่อไปแล้ว
“จูน… เก็บมานาเอาไว้แล้วคอยใช้สกิลใส่บอสของเกทก็พอ ระหว่างค้นหาให้พวกพี่จัดการซอมบี้ระหว่างทางไปก่อน” ทุกคนในปาร์ตี้ก็เศร้าไม่ต่างกัน แต่ปาร์ตี้ของพวกเขาเคยใหญ่กว่านี้ แม้จะเศร้ากับความสูญเสียแต่หากมัวแต่เศร้าก็มีแต่ตายกับตายเท่านั้น สุดท้ายท็อปก็เลยต้องตั้งสติและสั่งการทุกคนต่อให้ทุกคนกลับมาเข้าที่เข้าทางโดยให้ฝนปล่อยจูนลงมาเดินเองเพราะตอนนี้พวกเขาไม่จำเป็ต้องวิ่งหนีซอมบี้แล้ว ขอแค่จัดการซอมบี้ระหว่างทางไม่ลากพวกมันไปเรื่อยๆก็จะไม่เกิดเหตุการณ์โดนไล่ล่าแบบเมื่อครู่อีก และตอนนี้ฝนก็ต้องขึ้นมาแทนตำแหน่งของอาร์มเพราะแนวหน้าของปาร์ตี้เหลือแค่ท็อปและฝนเท่านั้น
“น้องจูนคอยตามติดพี่กับอีฟไว้นะ” ดิวที่เป็ซัพพอร์ตเดินมาอยู่ข้างหลังร่วมกับจูนและอีฟ ถึงดิวจะไม่ใช่แนวหน้าแต่ดิวก็ถือดาบติดตัวเอาไว้สำหรับต่อสู้ ตัวเขาสามารถใช้สกิลเสริมพลังและความเร็วให้คนในปาร์ตี้ทิ้งไว้ได้ทำให้ระหว่างนั้นเขาสามารถต่อสู้ด้วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง แม้ค่าสเตตัสจะไม่อำนวยแต่อย่างน้อยเขาก็ช่วยโจมตีซอมบี้ที่วิ่งเข้ามาได้ตัวสองตัวก็ยังดี
“พี่ท็อป ตรงนั้น” การรับมือกับซอมบี้ของปาร์ตี้ดูรัดกุมขึ้นมาก ตลอดเส้นทางพวกท็อปไม่ปล่อยให้ซอมบี้ที่กระจัดกระจายกันตามทางได้มีโอกาสรวมตัวกันเลยแม้แต่น้อย แต่พอเดินทางมาถึงมุมหนึ่งของเมือง อีฟผู้เป็มือธนูก็สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่ผิดปกติ
“ไอ้นั่นมันคืออะไร” ท็อปเบิกตากว้างด้วยความใเพราะจุดที่อีฟชี้ไปนั้นเป็ลานกว้างที่เหมือนจะโดนอะไรบางอย่างทำลายจนตึกรอบๆพังลงมาจนหมด แถมท็อปก็ไม่จำเป็ต้องถามด้วยว่าใครหรือตัวอะไรทำลายตึกพวกนั้นเพราะตรงกลางลานกว้างที่เหลือแต่ซากปูนนั้นมีก้อนขนก้อนหนึ่งกำลังนอนอยู่ใจกลางลานราวกับพื้นที่ตรงนี้เป็รังของมันไม่มีผิด
“น่าจะหมีนะ” พี่ฝนที่อยู่แนวหน้าเหมือนกันกับพี่ท็อปตอบออกมาหน้าตาเฉยเพราะรูปร่างภายนอกของมันก็คือหมีจริงๆ แต่…
“หมีที่ไหนมันตัวใหญ่ขนาดนั้นกัน แล้วตรงนั้นมันหัวที่สองเหรอ” ท็อปกลืนน้ำลายลงคอมองร่างอันใหญ่โตมหึมาของเ้าหมีที่กำลังนอนนิ่งอยู่กับพื้น ร่างกายของมันหากลุกขึ้นยืน 4 ขาคงจะสูงไม่ต่ำกว่า 6 เมตร และหากมันยืนขึ้นด้วย 2 ขามันคงเอื้อมมือถึงยอดตึกสูงหลายสิบชั้นได้สบายเลย และแน่นอนสิ่งที่ทำให้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามันไม่ใช่หมีธรรมดาก็คือหัวที่ 2 ของมันที่กำลังหาวออกมาอย่างสบายใจ ไอ้เ้าหมีกลายพันธุ์นั่นเป็บอสของเกทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย แต่มันไม่ควรเป็บอสของเกทแรงค์ F ที่พวกเขาเข้ามา หรือว่าเครื่องวัดระดับพลังจะผิดพลาดหรือไม่ก็เกทแห่งนี้จะมีมันเป็บอสลับกันแน่?