เฟิ่งเซียนหลังจากที่มองกลุ่มพี่น้องตระกูลไป๋ได้สักพักก็เลิกสนใจไป ความสามารถเพียงเท่านี้จะเอาอันใดมาสู้นางและคนของนางได้ ศิษย์ที่มากับนางในครั้งนี้ล้วนเป็ผู้ที่มีวรยุทธ์ระดับนักรบขั้นปลายแล้ว
หลังจากยืนต่อแถวมาได้สักพัก ก็ถึงลำดับของนางแล้ว นางเดินก้าวไปข้างหน้าก่อนจะได้ยินเสียงสัญญาณจากผู้รับสมัคร
"คนต่อไป"
ขันทีได้รับหน้าที่มาเป็ผู้รับสมัครนั้น ได้ขานเรียกผู้สมัคร ก่อนเงยหน้าขึ้นไปมอง
ขันทีหนุ่มได้แต่ตะลึงงัน หญิงสาวตรงหน้าเขานั้นงดงามเหลือเกิน ไม่ใช่ความงดงามอ่อนหวานเฉกเช่นคุณหนูในห้องหอทั่วไป แต่เป็ความงดงามที่แฝงด้วยพลังอำนาจน่าเกรงขามเป็ที่สุด ตนที่อยู่ในวังมาั้แ่เด็กจนถึงบัดนี้ ยังไม่เคยเจอสตรีนางใดงดงามและมีกลิ่นอายเช่นนี้มาก่อน
"เอ่อ เชิญกล่าวชื่อแซ่ สายที่จะลงสมัคร แล้ววางมือบนแท่นทดสอบพลังด้วยขอรับ"
ขันทีหนุ่มกล่าวอย่างสุภาพ ไม่กล้าแม้แต่พูดเสียงดัง แม้แต่ตนนั้นก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด
"เฟิ่งเซียน สายผู้ฝึกวรยุทธ์"
เฟิ่งเซียนกล่าวด้วยเสียงเรียบนิ่ง ไม่ได้ด้วยชื่อแซ่ของตนออกไป เพราะหลายคนที่มาสมัครนั้นก็ไม่มีชื่อแซ่เช่นเดียวกัน
"อ...เอ่อ รบกวนวางมือบนเเท่นทดสอบพลังด้วยขอรับ"
เฟิ่งเซียนค่อยๆ วางมือที่แท่นทดสอบ ก่อนจะมองไปที่ขันทีที่ทำหน้าใราวกับเจอผี
"น...นักรบขั้นกลาง"
เสียงประกาศดังขึ้นหลายคนหันความสนใจมาที่นาง พลังระดับนี้นั้นใช่ว่าก่อนหน้านี้จะไม่มี แต่คนเ่าั้ล้วนอายุมากกว่าสิบแปดหนาวแล้ว แต่คุณหนูผู้นี้ดูอย่างไรก็คงยังไม่พ้นวัยปักปิ่นด้วยซ้ำ
"เฟิ่งเซียนหรือ นางเป็ใครกันลูกของเ้าสำนักใหญ่สำนักใดหรือไม่ ดูสิอายุคงยังไม่พ้นวัยปักปิ่นแต่ระดับพลังอยู่ในระดับนักรบขั้นกลางแล้ว
กลุ่มอัจฉริยะตระกูลไป๋นั้น จากที่สีหน้ามืดครึ้มอยู่แล้วยิ่งแย่เข้าไปใหญ่ พวกตนที่เคยมั่นใจเสมอมาว่าแทบไม่มีคนรุ่นราวคราวเดียวกันสู้ได้ แต่กลับวันนี้ที่เจอผู้พลังสูงกว่าตนมากนักหลายสิบคน แล้วหญิงหญิงสาวผู้นั้นที่อายุคงแค่เพียงสิบสี่ สิบห้าหนาวแต่พลังสูงส่งขนาดนี้ แล้วแบบนี้พวกตนจะยังภาคภูมิใจกับคำเรียกว่าอัจฉริยะได้อย่างไร
"เฟิ่งเซียน....เฟิ่งเซียนหรือ....เหตุใดจึงชื่อเหมือนมันนัก ไม่...ไม่มีทาง ต้องไม่มีทางเป็มันแน่ นางเฟิ่งเซียนไม่มีพลังธาตุด้วยซ้ำ จะฝึกลมปราณได้อย่างไร!"
ไป๋ฟางซินที่คล้ายนึกสิ่งใดออก ก็กล่าวกับตัวเองเงียบๆ คล้ายพึมพำอยู่คนเดียว
แต่เสียงนั้นคงดังพอสำหรับที่กับที่พี่น้องตระกูลไป๋ทุกคนจะได้ยิน ไป๋เทียนเหลียนที่ได้ยินดังนั้นดูมีท่าทีใขึ้นมา จะเป็ไปได้อย่างไร นางหายไปจากตระกูลเกือบสี่ปีแล้วไม่ใช่หรือ
ไม่ใช่เพียงแค่สองพี่น้องเท่านั้นแต่อีกสองคนที่อยู่ข้างๆ ก็มีสีหน้าใไม่แพ้กัน
พวกตนนั้นย่อมเคยเห็นเฟิ่งเซียนเมื่อเกือบสี่ปีก่อน เด็กสาวที่มีใบหน้าที่ส่อเค้าความงดงามมาั้แ่เด็กแม้จะไม่อยากจำก็จดจำได้ดีเป็อย่างดี
แต่จะเป็ไปได้อย่างไร สตรีนางนี้ไม่เพียงงดงามแต่พลังยังอยู่ในระดับที่สูงมาก แต่นางเฟิ่งเซียนคนนั้นไม่แม้แต่ฝึกปราณได้ด้วยซ้ำ
เหล่าพี่น้องตระกูลไป๋ได้แต่พากันสงสัยไปต่างๆ นาๆ ภาวนาให้สิ่งที่ตนคิดนั้นไม่ใช่ความจริง
'หากนางคือไป๋เฟิ่งเซียนก็ต้องกลับไปที่จวนแล้ว หากแต่สตรีนางนี้ไม่แม้จะเดินผ่านด้วยซ้ำ พวกนางคงแค่คิดไปเอง'
ความสงสัยต่างๆ นาๆ พรั่งพรูเข้ามาไม่หยุดหย่อน คล้ายกับว่าพวกเขาพยายามหาเหตุผล เพื่อปฏิเสธสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
ต่างจากเฟิ่งเซียนที่หลังสมัครเสร็จเรียบร้อยก็เดินออกมายืนเงียบๆ เฝ้ามองผู้สมัครคนอื่น
แม้เห็นสายตาที่มองมาของผู้คนและพี่น้องตระกูลไป๋ ก็ไม่ได้มีทีท่าลนลาน กลับกันนางนั้นมีท่าทีที่นิ่งสงบ คล้ายไม่ได้สนใจสายตาและคำกล่าวของทั้งสี่คนเลยแม้แต่น้อย
สำหรับนางนั้นคนพวกนี้ไม่มีค่าพอให้นางสนใจด้วยซ้ำ หากจะต้องคิดกลัวว่าคนเ่าั้จะรู้ตัวตนก็ย่อมไมใช่ ไม่ช้าไม่เร็วคนเหล่านี้ย่อมรับรู้ถึงตัวตนของนางอยู่แล้ว นางจะกลัวไปเพื่อสิ่งใด
หลังจากยืนมองอยู่สักพักบัดนี้ถึงลำดับของไป๋เทียนเหลียนแล้ว ดูแล้วก็ไม่ได้น่าใอะไร ผ่านไปตั้งหลายเดือนแต่ระดับพลังนั้นไม่ก้าวหน้าวแม้แต่น้อย
หลังจากไป๋เทียนเหลียนก็เป็ไป๋ฟางซินและลูกอนุอีกสองคน
หลังจากนั้นไม่นานก็ได้ยินเสียงพูดคุยของชาวบ้านดังขึ้นมากอีกระลอก
"นั่นเหล่าองค์ชายองค์หญิงทั้งหลายนี่"
"ใช่ๆ ข้าไม่นึกว่าพวกเขาจะมาสมัครด้วยตนเองเช่นนี้เลย"
"เ้าดูสิองค์ชายใหญ่หล่อเหลาสง่างามหยิ่งนัก"
"นั่นองค์ชายรองที่มีข่าวกับคุณหนูรองตระกูลไป๋เมื่อไม่กี่วันก่อนใช่หรือไม่"
เสียงของเหล่าชาวบ้านและผู้สมัครดังขึ้น เหล่าองค์ชายองค์หญิงทั้งหลายต่างยืนรอสมัคร โดยไม่เกี่ยงงอนเลยแม้แต่น้อย
องค์ชายองค์หญิงที่มาสมัครนั้นมีที่เข้าตานางอยู่หลายคน ทั้งองค์ชายใหญ่ที่มีพลังอยู่ที่ระดับ นักรบขั้นปลาย ในวัยสิบเก้าหนาวนั้นสามารถเรียกได้ว่าเป็อัจฉริยะได้เลย
องค์ชายสี่และองค์หญิงห้าที่ตอนนี้มีพลังอยู่ที่ระดับ นักรบขั้นกลางแล้วเช่นกัน ด้วยวัยที่ดูแล้วคงเพียงแค่สิบเจ็ดสิบแปดก็มิสามารถดูเบาได้
แต่กับองค์ชายรองนั้นนางนึกขันอยู่ในใจ เป็ถึงองค์ชายแต่พลังนั้นอยู่แค่ ระดับพื้นฐานขั้นปลายเท่านั้น
องค์ชายแต่ละคนพอรู้ละดับพลังของผู้อื่นก็มีสีหน้าใเล็กน้อย ในราชวงศ์การปกปิดระดับพลังนั้นเป็เื่ปกติ ย่อมมีความเป็ไปได้ว่าแต่ละคนคงแอบไปฝึกฝนอย่างลับๆ เพื่อเพิ่มพูนพลังของตนเป็แน่
หลังจากสิ้นสุดการสมัคร เฟิ่งเซียนก็เดินออกมาจากลานสมัคร โดยมาสายตาของคนรอบข้างและเหล่าพี่น้องตระกูลไป๋มองมาตลอดทาง
เฟิ่งเซียนที่กลับมาถึงจวนของตนก็กลับเข้าไปภายในมิติของตนทันที นางในตอนนี้อยากกลับมาอาบน้ำชำระร่างกายเต็มที่แล้ว
ฝั่งพี่น้องตระกูลไป๋นั้นหลังจากที่มองตามเฟิ่งเซียนจนหายลับไปแล้ว ก็เดินขึ้นรถม้ากลับจวนตนทันที พวกตนมีข้อสงสัยมากมายนัก ที่ต้องไปสืบให้รู้อย่างแน่ชัด
เ้าของความสงสัยนั้นคงไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็เฟิ่งเซียนที่ตอนนี้นอนแช่น้ำอมฤตอยู่ในมิตินั่นเอง
ไป๋เทียนเหลียนและไป๋ฟางซินหลังจากลงจากรถม้าก็รีบเดินตรงไปหามารดาของตนในทันที
"ท่านแม่!"
เสียงของไป๋ฟางซินดังขึ้น เสียงดังคล้ายะโจนผู้เป็แม่ที่นั่งจิบชาอยู่นั้นหันมามอง
"กลับมาแล้วหรือ เป็เช่นไรบ้างเหตุใดจึงดูรีบร้อนเช่นนั้นเล่า"
เหยาฮูหยินได้แต่มองบุตรสาวตนอย่างนึกสงสัย วันนี้พวกเขาไปสมัครลงประลองมาไม่ใช่หรือ เหตุใดจึงทำหน้าเช่นนี้ ยิ่งตนมองไปที่ลูกชายยิ่งเพิ่มความสงสัยขึ้นมา
"ท่านรู้หรือไม่ว่าวันนี้พวกข้าไปเจอผู้ใดมา พวกข้าไปเจอสตรีนางหนึ่ง นางนั้นมีพลังปราณที่สูงมาก แต่หากเพียงเท่านี้พวกข้าคงไม่ร้อนรนมากมายเพียงนี้ หากนางผู้นั้นไม่ได้มีนามว่า เฟิ่งเซียน!"
หลังจากฟังคำบอกเล่าจากบุตรสาว เหยาฮูหยินก็ได้แต่นิ่งค้าง จะเป็ไปได้อย่างไร นางไป๋เฟิ่งเซียนมันตายไปแล้วไม่ใช่หรือ อีกอย่างมันไม่สามารถฝึกลมปราณได้ด้วยซ้ำ
"แม่ว่าเ้าคงเข้าใจผิดเป็แน่ คงเพียงมีชื่อเหมือนกันเท่านั้น พวกเ้าคงลืมไปและกระมังว่านางเฟิ่งเซียนไม่สามารถฝึกลมปราณได้"
"เดิมทีข้าก็คิดเช่นเดียวกับท่าน แต่ท่านแม่เ้าคะมันจะบังเอิญได้ขนาดนั้นเชียวหรือ สตรีนางนั้นมีชื่อเหมือนกัน แม้แต่ใบหน้าก็คล้ายครึงกับนางเฟิ่งเซียนถึงเจ็ดส่วน"
เหยาฮูหยินที่ตอนแรกคล้ายเบาใจได้ว่าแค่อาจเป็คนชื่อเหมือนกัน แต่เมื่อได้ยินที่บุตรสาวกล่าวออกมาจนจบแล้ว สีหน้าก็แข็งค้างทันที
เป็ไปไม่ได้นางเป็คนกรอกยาพิษใส่ปากมันเองกับมือ แถมยังยืนมองคนของนางทำร้ายเด็กนั่นต่อหน้าต่อตา และยังสั่งให้เอาร่างมันไปทิ้งที่ป่าร้อยอสูรอีก มันจะรอดมาได้อย่างไร
ไม่จริง เื่นี้มันแค่บังเอิญเป็แน่ เหยาฮูหยินที่คล้ายปลอบใจตนเองอย่างไม่ยอมรับความจริงนั้น
"พวกเ้ากลับไปก่อน เดี๋ยวแม่จัดการเื่นี้เอง"
หลังจากผู้มารดาพูดจบร่างทั้งสองก็เดินกลับไปที่ห้องของตนทันที
"อาอี้เข้ามาพบข้า "
คนรับใช้คนสนิทเดินเข้ามาหาผู้เป็นายอย่างรู้งาน
"เ้าไปหาอาฉิน บอกให้มันไปตรวจสอบที่มาของสตรีที่ชื่อเฟิ่งเซียนนั่นมาให้ข้า"
อาอี้ที่ได้รับคำสั่งจากผู้เป็นายก็ได้แต่สงสัย เฟิ่งเซียนคือนามของนางเด็กนั่นที่นายของตนสั่งคนมาสังหารไปเมื่อสี่ปีก่อนไม่ใช่หรือ
แต่ด้วยฐานะตนที่เป็เพียงบ่าวจึงเก็บความสงสัยนี้ไว้ และออกไปจัดการตามที่ผู้เป็นายสั่งทันที
******