“ธรณีและทั่วพิภพเป็พยานจงรับเอาทั้งชีวิต เืเนื้อ และิญญา ชำระซึ่งมลทินให้แก่ตัวข้าและบรรพชนแห่งผองข้า” เสียงกึกก้องกัมปนาทะเืเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งจักรวาลหาใช่จะออกจากปากแห่งบุรุษเพียงเท่านั้นกลับพัดผ่านออกมาจากริมฝีปากแดงระเรื่อได้รูปสอดรับกับใบหน้าเพรียวเล็กชวนให้เคลิ้มฝันทว่าดวงเนตรกลับดุดันคล้ายจะตัดเหล็กกล้าได้ในพริบเดียวั์ตาสีดำขลับคู่นั้นประหนึ่งว่าถูกจัดวางไว้เช่นกลีบบัวสว่างจากมลทินแต่ก็ไร้ซึ่งชีวิตชีวาสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชุดเกราะอันสง่างามน่าพรั่นพรึงนี้ คงจะมาจากความแข็งแกร่งดุดันบนลวดลายหงส์คู่ัที่ถูกปักสานอย่างเป็ระเบียบเรียบร้อยล้อรับไปกับโครงสร้างแท้จริงของชุดเกราะซึ่งทำจากเหล็กน้ำพี้และอัญมณีลึกลับบนเกาะมนิกกิมัมตามแบบฉบับชาวทมิฬแลดูถึงภาระของน้ำหนักที่อยู่ตรงหน้าเมื่อรวมกับท่าทีอันสงบนิ่งเยี่ยงเทพเ้าแห่งความตายตรงนั้นราวกับว่าไม่ใช่จะเป็เพียงสตรีที่อยู่ภายใต้โลหะหนักเหล่านี้ได้
“นี่คงจะเป็บทเพลงสุดท้ายที่ข้าจะได้บรรเลงสัตยามูระ ความอัปยศนี้คงมาถึงจุดสิ้นสุดของมันแล้ว”
ดวงตาอันไร้แวว ทอดมองต่ำไปยังเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่งมีลักษณะเป็เครื่องสายคล้ายพินทว่ากลับมีลักษณะที่ประณีตล้ำค่าไปด้วยลายประดับมุขบ่งบอกว่ามิใช่สิ่งซึ่งสามัญชนจะจับต้องถึงได้ ทั้งยังแปลกพิสดารกว่าพินทั่วไปปานประหนึ่งเสกสร้างจากเทวโลก แม้จะเป็เครื่องละเล่นเสียงแต่เมื่อผูกเข้าไว้บนร่างกายสตรีนางนี้ ก็ดูราวกับอาวุธอันทรงพลัง เมื่อสิ้นวาจาสตรีผู้นี้ก็ค่อยๆ วาดนิ้วมือเรียวยาวลงละเลงเข้าไปอย่างบรรจงห้องเงียบปิดตายค่อยๆ ถูกเติมเต็มไปด้วยตัวโน๊ต 21 เส้นสายราวกับว่า จักรวาลทั้งหมดกำลังอยู่ภายใต้อุ้งมือแห่งยมราช เกิดบทเพลงคึกคะนองกรีดผ่าธรรมชาติโดยรอบผสานลู่ล้อรับตามกันไป
“สัตยามูระเ้าจงแบกรับน้ำใจข้าแบกรับิญญาสุดท้ายของข้า ในบัดนี้”
เสียงหนักแน่นราวกำลังกล่าวสั่งดังขึ้น เมื่อมาถึงห้องเสียงสุดท้ายคล้ายการตอบกลับของยมราช ที่มาเยือนรอรับไปยังปากเหวลึก มาตรแม้นผู้ฟังไม่อาจทำใจจบก็ไม่มีซึ่งเส้นทางล่างผาร้ายขณะนั้นเกิดปรากฏลำแสงพวยทะยานออกจากกลไกแห่งสัตยามูระถอดภาพเครื่องละเล่นพุ่งไปเป็ราชศัสตร์ เมื่อสิ้นเสร็จตัวโน๊ตสองมือที่แลดูบอบบางก็คว้าจับศาสตราวุธเบื้องหน้าเข้ามาอย่างชำนิชำนาญ
“พบกันชาติหน้าจึงนับเป็วาสนาสัตยามูระ. วันนี้ สิ้นหน้าที่ สิ้นภาระ แลข้าควรจะคืนเกียรติยศให้ท่านพี่านี้จบลงแล้วชีวิตที่ข้าต้องแต่งงานกับผู้ที่ทำลายบ้านเมืองของเราก็ควรจะจบสิ้นลงแล้วคิดถึงวันเวลาที่เรายังคงเป็เพียงเด็กน้อยคนหนึ่งคนนั้นและยิ้มอย่างมีความสุขจากหัวใจเหลือเกิน... ชีวิตข้ามาถึงจุดนี้ได้อย่างไรกันนะสัตยามูระ”
“แม่เมืองนรสิงห์ข้างนอก...พ่ออ.เมือง..มาแล้วเพคะ” น้ำเสี่ยงที่สั่นเครือด้วยความร้อนรนจนเห็นได้ชัดจากธารกำนัล ที่วิ่งมาอย่างกุลีกุจอ “ยินดีอย่างนั้นสินะบนความตายในคนของข้างั้นรึ หึ..”
เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่างจากสถานที่ประทับของสตรีนางนี้ก็ไม่ได้เงียบงันเช่นภายในห้อง มหานครใหญ่อย่างสิงหตินาคปุระกลับเต็มไปด้วยผู้คนเฉลิมฉลอง กันอย่างเอิกเกริกเสียงกลองมโหระทึกดังขึ้นไม่ขาดสาย ทั้งไม่ใช่เพื่อการประกาศ หรือเตือนภัยเป็แต่เพียงความคึกคะนองดีใจ ของชนทั้งหลายทั้งปวงในที่นี้
“แม่เมืองสุรางคนาเ้าจงเจริญ!!จงเจริญ” เสียงหมู่ชนประกาศร้องแซ่ซ้องสรรเสริญดังไปทั่วท้องถนน“ยายๆ เป็ได๋เพิ่นคือฮ้องสรรเสริญแม่เมืองศรีสุรางคน์เ้า”เด็กน้อยคนหนึ่งบนท้องถนน เอ่ยถามยายของเขา ยายตอบหลานว่า“ก็แม่เมืองศรีสุรางคน์เ้า เปิ่นเป็นางฟ้ามาขับไล่ตั้วเสนียดไปจากเมืองเฮาละกะเอาลูกมันมาฮื้ออาหารแจกจ่ายให้เฮาพ่องพ่อขุนเมืองชัยชนะเปิ่นจึงชนะศึกเมืองทมิฬได้สมบัติแก้วมาสู่เมืองเฮา”เด็กน้อยยังไม่ทันสิ้นสงสัยธารกำนัลของแม่เมืองสุรางคนาก็มาถึงตรงหน้าพลันตักแบ่งเนื้อแกงในหม้อใหญ่ออกให้“อ่าวรับไปจ้ะ ยายและหนูน้อยกินให้อร่อยนะจ๊ะ อาหารพระราชทานเชียวนะ”มโหระทึกดังรัวประสานกันกับเสียงโห่ร้อง “พ่อขุนเมืองไชยันต์จงเจริญ!! จงเจริญ”
ขณะปวงชนกำลังเฉลิมฉลอง คล้ายจะแยกไม่ออกระหว่างอาการเมามายไปกับน้ำจัณฑ์หรือกำลังเมาเนื้อที่ไม่ควรกินกันแน่ “โอ้ยเป็ได๋พ่อง คือเมาซั่นติ”ชายหนึ่งหญิงสองกำลังหยอกล้อกันอย่างมีความสุข “เมาจั๋งได๋ละบ่ได้ร่ำน้ำจั้นสิเมาจั๋งได๋ก๋า” หญิงอีกนางเสื้อผ้าหลุดลุ่ยเปลือยเปล่ากล่าวออกมาจากชานบ้านซ้ำว่า “พี่จ๋าน้องบ่ได๋เมา พี่นั่นแหละเมาบ่เชื่อก็มาเฮ็ดกันเบิ่งแหมะ....”
ขบวนร่ายร่ำ เต็มไปด้วยน้ำจัณฑ์ และอาหารที่ประกอบจากเนื้อสีเผือก“เนื้อนี้ก็แปลกแท้ จะเฮ้ดย่าง เฮ้ดต้ม เฮ้ดนึ่ง ก็นิ่มฟูแซ่บหลายเด้สงสัยเพราะมันเป็เนื้อลูกนังจิ้งจอก นี่ถ้าเราเอาแม่มันมากินได้ มันคือสิแซ่บหลายวะสู” ทหารเฝ้าหน้าห้องเครื่องสนทนากันอย่างสนุกปาก “เห้ยย!!!! ว่าซ่านมันสิเสียของเด้ ก่อนสิกินมัน เราน่าจะหยอกล้อเล่นกับมันก่อนติละสู ฮ่าๆๆๆๆ”ทหารหนึ่งนายทำหน้าเจื่อนๆ มองสอดรอบๆ ว่ามีใครผ่านมาหรือไม่ “อยากหัวขาดติละสูบ่เอานำเด้อ.... อีนี่มันมีวิชาอาคมเด้ ถึงขั้นพ่อขุนเมืองไชยหลงหัวปักหัวปำ แถมมันยังมีวิชาฆ่าคนได้ในพริบตาบ่เอาเด้อๆๆๆ”
ทหารนายอื่นที่เดินผ่าน เมื่อได้ยินพลห้องเครื่องสนทนากันอย่างเมามายก็ใรีบกวาดมือเข้าปิดปากสหายของตน “บักพาก มึงอย่าเว้าถึงท่านกุนซือจั๋งซั่นกูสิบอกเมิง พ่อขุนเมืองไชยเพิ่นยังบ่ได้ปล๊ดแม่เมืองนรสิงจากตำแหน่งกุนซือน้อยเด้ข่อยว่าพระแม่เ้าเพิ่นทรงสิเฮ้ดทั้งเหมิดนี้ผู้เดียว มันกะยังบ่แน่บ่มีหลักฐานว่าเสือเผือกนั่นลูกไผเกิดเป็ลูกพ่อขุนเมืองไชยกับท่านกุนซือขึ้นมาจริงๆ มึงสิหัวขาดเอาเด้อ!!!”
ณตำหนักใหญ่ใจกลางเมืองสิงหตินาคะปุระ ซึ่งรายรอบไปด้วยทัศนียภาพงดงามปานแดนเซียนภาพของบัวบึงมรกตโอบล้อมศาลาที่พำนักแห่งหนึ่งปรากฏร่างคู่ชายหญิงอันเหมาะสมราวกิ่งทองใบหยก
“น้องหญิงนี่เ้าทำอะไรลงไป” หญิงสาวที่งดงามดังหยกร่างสะโอดสะองสวยงามราวเทพยดา เมื่อรวมเข้ากับทัศนีย์ภาพตรงหน้าแล้วยิ่งเสริมให้บุคลิกที่งดงามเช่นนางฟ้าอัปสรามาจุติ
“ท่านพี่นั่นคือสิ่งอันตรายมันเป็เสือ ที่จะกินคนเมือง น้อง้าให้ผู้คนมีขวัญกำลังใจท่านพี่ก็รู้ว่า นางจิ้ง... แม่เมืองนรสิงห์นั่นเป็ปิศาจทรงเห็นแล้วไม่ใช่หรือเพคะ” ความงามราวดรุณีหยกร่วมกับบรรยากาศละเอียดละออนี้หากไร้ซึ่งสำเนียงก็คงจะเป็ภาพเขียนที่มีคุณค่ามหาศาลของแม่เมืองศรีมหาสุรางคน์ทว่าสุรเสียงส่อเสียดนั้น กลับทำให้บรรยากาศอับเฉาลงปรากฏชัดบนใบหน้าบุรุษผู้หนึ่งนั้น
“พอเถอะสุรางคนาพี่บอกแล้วนางไม่ใช่คนที่เ้าคิดจะต่อกรได้การกระทำนี้เ้าทำให้พี่และทั้งเมืองต้องลำบาก เ้ารู้หรือไม่แม้พี่เองแท้แล้วก็ยังอาจพ่ายต่อมนต์ของนางได้”ผู้กล่าวนี้ รูปร่างแผ่ผายสมส่วนแห่งมหาบุรุษยืนอยู่ในชุดเกราะใบหน้าของเขาแม้จะกรำไปด้วยแดดและเหงื่อบ้างแต่ยังคงดูสง่างามสมแก่เกียรติแห่งกษัตริย์ที่พึ่งเดินทางกลับเมืองมาพร้อมชัยชนะจากแดนไกล
แม่เมืองศรีสุราคนา กำลังจ้องมองไปยังผู้ที่อยู่เบื้องหน้า “ท่านพี่ท่านคือกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่มีสิ่งใดจะต้องเกรงเล่า ข้าสุรางคนาของท่านตลอดชีวิตอยู่เพื่อท่าน ข้าไม่เกรงกลัวสิ่งใด ข้าเชื่อในท่านพี่”วาจาที่ตึงเครียดค่อยๆ เบาบางลงด้วยท่าทีอ่อนหวานละมุนละม่อมพลางสวมกอดพ่อขุนเมือง ตัวนางที่บอบบางกว่าบุรุษ พาให้ศีรษะซบลงตรงอกของเขาพอดีทว่าบรรยากาศนี้กลับทำให้สีหน้าหนักอึ้งของไชย์ยันติผ่อนลงเพียงครึ่งเท่านั้น“สุรางคนา พี่มีกิจต้องไปทำ แล้วจะกลับมาหาเ้า รอพี่ก่อนหนาน้องหญิง”นารีที่นุ่มนวลดั่งปุยฝ้ายจะทำสิ่งใดได้ เมื่อไม่สามารถมัดใจบุรุษให้อ่อนลง
“เพค่ะท่านพี่หม่อมฉันจะไปจัดเตรียมงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้”แม่เมืองสุรางคนากล่าวไม่ทันจบถ้อยความ บุรุษผละตัวออก “พอก่อนน้องหญิงพี่ขอให้งดเว้นงานเฉลิมฉลองเพราะกาลนี้ยังไม่เหมาะสมนัก”
ความน้อยใจแสดงออกมาทางสีหน้านางน้อย “พี่ท่าน ยังอาลัยอาวรณ์ในแม่เมืองนรสิงห์แต่ไม่สนใจชาวเมืองและน้องหรือเพคะ เวลานี้ผู้คน้าขวัญกำลังใจนะเพคะ”
ยังไม่ทันจบความ พ่อขุนเมืองไชย์ยันติก็สวนกล่าวนาง“ออกไปก่อนพี่้าอยู่ลำพัง” นางจึงทำได้เพียงยอมรับและเดินจากไป “เพคะ”
บรรยากาศเงียบงันผิดสังเกต เกิดปะทุลมกรรโชกพัดผ่านตัวพ่อขุนเมืองไชยยันติถุงหอมที่ปักลวดลายชนพื้นเมืองทมิฬไว้อย่างละเมียดสวยงามพลันร่วงหล่นจากที่คล้องติดตัวไว้ เขารู้สึกคล้ายกำลังมีบางสิ่งมากล่าวอำลา“แม้กระทั่งถุงหอมเ้าก็จะไม่เหลือให้พี่ได้เก็บไว้ใช่หรือไม่..น้องหญิงนรสิงห์”
ทหารนายหนึ่งรีบรุดเข้ามารายงานสถานการณ์ในเมืองทั้งหมด “นายทหารเ้าจงรับคำสั่งข้าปกป้องเขตสงวนนั้นไว้อย่าให้คนใดเข้าไปยุ่งได้แม้สักคนเดียว”พ่อขุนเมืองไชย์ยันติ วิ่งออกไปอย่างรีบร้อนในมือยังคงกำถุงหอมเอาไว้แ่า “นรสิงห์ เ้ารอข้าก่อน” ....
“แม่เมืองนรสิงห์พ่อขุนเมืองช...ชะ...ไช มาแล้...วเพคะ ว้ายยยย แม่เมืองง ตา...ตายแล้ว”น้ำเสียงนั้นของธารกำนัลที่แยกไม่ออกระหว่างความกลัวหรือความจงรักภักดีอุทานออกมาอย่างใ “ชะ...ช..ช่วยด้วย วิญญา....ณ”พลันเป็ลมสิ้นสติไป “เช่นนี้สินะชีวิตข้าในชาติภพนี้จบลงแล้วสินะจบโดยบริวารญาติมิตรข้าล้วนถูกทำลายเช่นนี้สินะงั้นเ้าก็จงรับการพิพากษาจากคำพิพากษาของข้า ลาก่อน สิงหตินคร...”