ตอนที่14 แฮ็กเกอร์ตัวน้อย
ความจริงแล้วซูเวย้าสร้างค่ายกลตามที่เธอเคยศึกษามาจากตำราทำนาย์เธอ้ารู้ว่าค่ายกลป้องกันและโจมตีนั้นจะมีอานุภาพมากน้อยแค่ไหน ทำให้เธอเข้าป่าเพื่อมาเก็บก้อนหินขนาดเล็กไปทำค่ายกลดังกล่าวกลายเป็ว่าเธอเก็บก้อนหินมากเกินไปจนตะกร้าที่สะพายเอนเอียงและพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
“แย่จริงฉันลืมคำนวณเื่น้ำหนักของหินไปเสียนี่ ไม่เป็ไร ทยอยขนหลายเที่ยวแล้วกัน”ซูเวยบ่นให้กับตัวเองที่ลืมนึกถึงเื่น้ำหนักของหินปรากฏว่ารอบแรกเธอขนได้ไม่กี่ก้อน รอบสองซูเวยนำผ้าที่เป็ผ้าห่มเก่าออกมาผูกทำเป็กระเป๋าเพื่อแบกหินไว้บนหลังซึ่งสะดวกกว่าสะพายตะกร้าซูเวยขนหินไปกลับรวมสามเที่ยว
เมื่อได้หินจำนวนมากพอแล้วเธอเริ่มจัดวางหินรอบตัวบ้านตามหลักการสร้างค่ายกลป้องกันและโจมตีที่เรียนรู้มาจากตำราทำนาย์
ราวครึ่งชั่วโมงต่อมาซูเวยสร้างค่ายกลสำเร็จพอดีกับมีเสียงเรียกทานข้าวของยายดังขึ้น “เวยเวยมาทานข้าวได้แล้ว”
“ค่ะยาย”ซูเวยะโตอบรับก่อนที่จะไปล้างมือแล้วไปทานข้าวกับยาย
ขณะทานอาหารเย็นเกือบอิ่มซูเวยบอกกับยายตามตรงถึงสิ่งที่เธอทำเสร็จแล้วว่า “ยายคะ หนูเรียนรู้เื่ประหลาดจากหนังสือเล่มหนึ่งในโรงเรียนเป็การสร้างค่ายกลป้องกันและโจมตี หนูคิดว่าพวกเราซื้อของมามากมายแบบนี้อาจมีคนไม่หวังดีเข้ามาทำร้ายหรือขโมยของได้ ก็เลยลองสร้างค่ายกลไว้หากได้ผลจริงก็จะช่วยป้องกันพวกเราจากคนร้ายได้ค่ะ”
“เวยเวยน่ะหรือ? อ่านหนังสือจากโรงเรียนหลานชอบอ่านหนังสือั้แ่เมื่อไหร่?”ยายอุทานอย่างไม่เชื่อคำพูดของหลานสาวเท่าใดนัก เพราะว่าหลานสาวเกียจคร้านในการเรียนและอ่านหนังสือยิ่งนักแค่ให้นั่งอยู่ในห้องเรียนจบครบเวลาแต่ละคาบก็ลำบากแล้วจะให้ไปอ่านหนังสือยิ่งเป็ไปไม่ได้ดังนั้นยายจึงไม่เชื่อคำพูดลอยๆของหลานสาวเด็ดขาด
“ไม่เป็ไรค่ะงั้นรอดูคืนนี้แล้วกัน” ซูเวยี้เีเกินกว่าที่จะอธิบายให้ยายฟังจึงท้าทายยายโดยตรง
เกาอิงส่ายหน้าอย่างเบื่อหน่ายหลานสาวที่จะกลับไปทำตัวเหมือนเดิมอีกยกเว้นว่าเื่พูดจาไพเราะยังคงมีอยู่ ซูเวยเห็นว่ายายอารมณ์ไม่ดีเธอจึงอาสาล้างถ้วยชามให้ยายเอง ทำให้ยายอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย
หลังจากเกาอิงดูโทรทัศน์สักพักแล้วจึงไปอาบน้ำพักผ่อนส่วนซูเวยนั้นหลังจากล้างถ้วยชามเสร็จแล้ว เธอขลุกอยู่ในห้องนอนตนเองทันที
ในเวลานี้เธอกำลังเชื่อมต่อสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ทางการปล่อยให้ใช้ฟรีสำหรับประชาชนเข้ากับแล็ปท็อปคอมพิวเตอร์ตนเอง
“อะไรจะช้าขนาดนี้น่าเบื่อจริงๆ” ซูเวยบ่นพึมพำกับสัญญาณการสื่อสารของอินเทอร์เน็ตทำให้เธอตัดสินใจเชื่อมต่อระบบดาวเทียมดูเผื่อใช้การได้ถึงแม้ว่าเธอจะขาดอุปกรณ์สองตัวแต่ทว่าเธอประยุกต์ใช้สิ่งอื่นทดแทนการทำงานดังกล่าวจนกว่าจะได้อุปกรณ์นั้นมาซึ่งซูเวยตั้งใจจะโทรหาพี่ชายต่างสายเืในวันพรุ่งนี้
ทันใดนั้นซูเวยได้ยินเสียงสัญญาณที่สามารถเชื่อมต่อกับดาวเทียมหนึ่งได้แล้วทำให้เธอส่งเสียงหัวเราะเบาๆอย่างพึงพอใจ
“เยี่ยม! ต้องให้ได้อย่างนี้สิเอสเปอร์ซูเวย”
หลังจากนั้นซูเวยท่องโลกกว้างทางอินเทอร์เน็ตอย่างเพลิดเพลินปรากฏว่าเธอเข้าเว็บไซต์หนึ่งโดยบังเอิญเนื่องจากชื่อสะดุดตาเธอเป็พิเศษเว็บไซต์นั้นมีชื่อว่า “มายา” เมื่อเธอคลิกเข้าไปในเว็บไซต์ดังกล่าวกลายเป็ว่าเว็บไซต์นี้นำเธอเข้าสู่โหมดการต่อสู้ของเหล่าแฮ็กเกอร์ทั้งหลายโดยตรง
“เอ๋! มีเว็บไซต์แบบนี้ด้วยหรือ? น่าสนใจจริง” ซูเวยพึมพำด้วยความสนใจเธอเห็นคะแนนการต่อสู้ของผู้คนที่มีทักษะเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีด้านนี้ซึ่งพวกเขาเรียกตัวเองว่า “แฮ็กเกอร์” และ “โปรแกรมเมอร์” เธอเห็นไอดีของคนหนึ่งที่มีคะแนนนำคนอื่นห่างมากขึ้นเรื่อยๆเป็ไอดีชื่อ “Smart X”
ซูเวยนึกสนุกอยากทดสอบฝีมือตนเองบ้างจึงสมัครกรอกข้อมูลเท่าที่จำเป็เพื่อไม่ให้ติดตามร่องรอยของเธอได้ในชื่อว่า “Triple S”
จากนั้นเธอเข้าร่วมาสู้รบทักษะการป้องกันและโจมตีเครือข่ายในครั้งนี้ด้วยปรากฏว่าทักษะที่เหนือชั้นของเอสเปอร์อย่างเธอนั้นทำให้คะแนนเธอพุ่งแซงคนอื่นมากขึ้นเรื่อยๆในเวลาอันรวดเร็วในที่สุดคะแนนของซูเวยและแฮ็กเกอร์อีกคนที่ใช้ไอดีว่า “Smart X”มีคะแนนเท่ากันและต่างไม่ยอมแพ้กันแต่อย่างใด
มือของซูเวยพิมพ์บนแป้นรวดเร็วราวสายน้ำไหลเวลานี้เธอกำลังสร้างรูปแบบการโจมตีเป็สะพานแคบข้ามหุบเหวซึ่งเป็ทักษะที่เธอเชี่ยวชาญและสามารถล่อหลอกฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้ได้อย่างง่ายดาย
ทันใดนั้นหลอดไฟนีออนในห้องนอนของเธอพลันดับวูบพร้อมกับสัญญาณการต่อสู้ในเว็บไซต์มายาของเธอหายไปพร้อมกันทำให้ซูเวยสบถออกมาอย่างไม่พอใจว่า “บัดซบ!ใครบังอาจมาทำแบบนี้กับฉัน?”
เธอลุกขึ้นยืนพร้อมกับปิดหน้าจอแล็ปท็อปลงทันทีเนื่องจากเธอรับรู้แล้วว่ามีแขกไม่ได้รับเชิญกำลังหาทางเข้ามาภายในบ้านของเธอแต่ทว่าเธอได้สร้างค่ายกลที่เปิดใช้งานั้แ่เธอเริ่มทานอาหารเย็นกับยายแล้วดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถผ่านเข้ามาข้างในได้ ที่สำคัญไปกว่านั้นซูเวยได้ยินเสียงร้องครวญครางด้วยความเ็ปเพราะร่างกายของโจรถูกหินพุ่งเข้ากระแทกอย่างรุนแรงหลายๆก้อนพร้อมกันนั่นเอง
“โอ๊ย! โอ๊ย!โอย!”
“ฉิบหาย! มีคนอยู่ในนั้นหลายคนหรือ?”
“โอ๊ย! ทำไมขว้างหินมามากมายแบบนี้?”
ซูเวยกำลังยืนดูคนร้ายชายสามคนที่พยายามปีนรั้วเข้ามาแต่ถูกก้อนหินสกัดไว้พร้อมกับเสียงร้องด้วยความเ็ปเป็ระยะ
“ไม่เลว! ไม่นึกว่าค่ายกลแบบง่ายที่ฉันทดลองสร้างจะเยี่ยมแบบนี้สงสัยต้องเร่งสร้างบ้านใหม่ จะได้สร้างค่ายกลเสริมพลังฉีดูอยากรู้จริงว่าจะเป็ยังไง?”ซูเวยพึมพำกับตัวเองอย่างพึงพอใจผลลัพธ์ของค่ายกลที่เธอสร้างขึ้นมาอย่างเร่งด่วนซึ่งเป็แบบง่ายไม่ซับซ้อนแต่ทว่าอานุภาพป้องกันและโจมตีใช้ได้ทีเดียวในสายตาของเธอ
..........
ทางด้านเมืองหลวง
ในห้องนอนหนึ่งของตระกูลหยางเป็ห้องนอนของหยางหยาง หลานชายคนเดียวของตระกูลหยาง ตระกูลทหารและนักธุรกิจที่เป็ตระกูลทรงอิทธิพลของประเทศตระกูลหนึ่ง
หยางหยางเด็กหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา เงียบขรึมเ็า เขามีอายุ 16 ปีเรียนเก่งและสอบเลื่อนชั้นเป็ระยะ ในเวลานี้เขา
กำลังเรียนระดับชั้นปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งของประเทศM แต่ทว่าเวลานี้เป็่ปิดเทอมเขาจึงกลับมาเยี่ยมบ้าน หยางหยางมีทักษะความสามารถหลากหลายแบบทักษะหนึ่งที่หยางหยางชำนาญ นั่นคือ ทักษะคอมพิวเตอร์
เวลานี้หยางหยางกำลังรู้สึกตื่นเต้นที่เห็นไอดีของแฮ็กเกอร์หน้าใหม่เข้ามาร่วมต่อสู้เก็บคะแนนซึ่งมีทักษะไม่ด้อยไปกว่าเขาเลย ทำให้เขาทุ่มเทพลังเพื่อเอาชนะและตื่นเต้นมากยิ่งขึ้นฉับพลันสัญญาณของแฮ็กเกอร์หน้าใหม่หายไปอย่างไร้ร่องรอยเป็ผลให้หยางหยางรู้สึกค้างคาและสงสัยกับพฤติกรรมของแฮ็กเกอร์หน้าใหม่นั้น
“คุณหายไปไหนแล้ว? มาเสียทีสิ Triple S”หยางหยางพึมพำกับตัวเอง เขาเฝ้ารออยู่หน้าจอจนถึงเวลา 23.00น.จึงปิดคอมพิวเตอร์อย่างไม่เต็มใจหยางหยางรู้สึกเศร้าเล็กน้อยที่คู่ต่อสู้ที่สูสีที่สุดพลันหายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นนี้
“หวังว่าคุณจะกลับมาอีกนะ”เขาพึมพำกับตัวเองก่อนล้มตัวลงนอนอย่างผิดหวัง
..........
ทางด้านแฮ็กเกอร์แต่ละประเทศต่างเข้ามาพูดคุยกันในช่องสนทนาของเว็บไซต์อย่างคึกคักเมื่อมีการต่อสู้ระหว่างแฮ็กเกอร์สองคนที่จู่ๆ โดดเด่นและขึ้นนำคนอื่นด้วยความสนใจ
“เฮ้! คราวนี้ Smart X มีคู่แข่งที่น่ากลัวแล้ว”
“ฉันกำลังรอดูว่าคนใหม่จะล้มแชมป์อย่างSmart X ได้ไหม?”
“เสียดายที่ Triple S หายไป ไม่งั้นสนุกกว่านี้แน่นอน”
“หวังว่าคราวหน้าพวกเราจะได้เห็นการต่อสู้ที่สูสีแบบนี้อีกนะ”
“โอ้! ต้องดูว่า Smart X จะยอมไหม?”
“อยากรู้จริงว่า Triple Sอยู่ประเทศไหน?”
“นั่นสิ! ฉันตามรอยไม่ได้เหมือนกันไม่รู้อยู่ประเทศไหนกันแน่?”
“อ้าว! Triple Sไม่ได้ใช้เส้นทางสื่อสารปกติหรือ?”
“ไม่รู้สิ”
ข้อความสนทนาในเว็บไซต์มายานั้นซูเวยไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยเวลานี้เธอกำลังนั่งดูเหตุการณ์ภายนอกบ้านด้วยความสนใจพลางคิดว่าคนร้ายแต่ละคนช่างมีน้ำอดน้ำทนเสียจริงเนื่องจากถูกหินกระแทกเข้าตามร่างกายไปหลายก้อนแล้ว แต่ทว่าคนร้ายทั้งหลายยังดึงดันที่จะเข้ามาภายในบ้านเธอให้ได้ทำให้ซูเวยนั่งลุ้นอย่างสนุกสนาน
เธอไม่ได้รับรู้แม้แต่น้อยว่าพฤติกรรมการท้าทายทักษะด้านคอมพิวเตอร์ของตนเองนั้นจะทำให้เด็กหนุ่มคนหนึ่งรู้สึกกระหายที่จะต่อสู้กับเธอมากขึ้นไปทุกขณะ
จวบจนกระทั่งถึงเวลา24.00 น.คนร้ายทั้งสามคนยอมเลิกราและแยกย้ายกันไปคนละทางอย่างคับข้องใจที่ไม่สามารถปีนเข้าไปในบ้านของซูเวยได้ทั้งที่รั้วไม่สูงมากนักและภายในบ้านน่าจะมีคนอยู่แค่สองคนยายหลาน ซึ่งไม่น่าที่จะโยนหินแม่นยำและหลายก้อนในเวลาเดียวกันได้มีเสียงพูดคุยของคนร้ายดังห่างออกไปไกลมากขึ้น แต่ซูเวยยังได้ยินชัดเจนว่า
“อยากรู้จริงว่าในบ้านมีกี่คน?”
“นั่นสิ! ทำไมขว้างหินแม่นยำขนาดนี้? เ็ปไปหมดทั้งตัวแล้ว”
“ดีนะที่ฉันพยายามปัดป้องใบหน้าไว้ไม่งั้นพรุ่งนี้มีปัญหาแน่ๆ”
“เห็นข้าวของที่มาส่งเมื่อตอนเย็นแล้วพวกเราเอาไปขายคงได้หลายเงิน”
“เสียดายจริงๆหรือว่าพรุ่งนี้พวกเราจะมาใหม่?”
“ยังไม่เข็ดอีกหรือ? เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
ซูเวยส่ายหน้าเล็กน้อยให้กับความคิดที่ตื้นเขินของพวกเขาเธอไม่คิดที่จะเอาเื่พวกเขาเ่าั้อีกยกเว้นว่าพวกเขาไม่เข็ดหลาบและกลับมาอีกครั้งซึ่งเธอจะสร้างรอยแผลให้พวกเขาจดจำได้ขึ้นใจเอง
ซูเวยตัดสินใจนอนพักผ่อนเนื่องจากเวลาล่วงเลยมากแล้วเธอตั้งใจจะเริ่มเรียนรู้ภาษาต่างประเทศหลังจากที่มีเครื่องมือพร้อมในการเรียนรู้อย่างคอมพิวเตอร์
..........
รุ่งเช้าซูเวยตื่นไปออกกำลังกายั้แ่เวลาสี่นาฬิกาเหมือนเดิม
“ผัวะ! ผับ!ปัง!” เช้านี้ซูเวยมีพละกำลังมากกว่าเดิมส่วนหนึ่งเกิดจากการที่เธอได้ทานอาหารมีประโยชน์และเนื้อสัตว์มากขึ้นกอปรกับการวิ่งออกกำลังกายที่ผ่านมาทำให้ต้นไม้น้อยใหญ่แตกหักจากแรงปะทะการฝึกฝนทักษะต่อสู้ซาเซินของเธอ
“เยี่ยมในที่สุดฉันก็ก้าวขึ้นระดับหนึ่งได้แล้ว”ซูเวยใช้แขนเสื้อปาดเหงื่อออกจากหน้าผากของตัวเองเธอรู้สึกได้ในทันทีว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้น ถึงแม้ว่าชาติก่อนบนดาวเอเอสนั้นเธอจะแข็งแกร่งถึงระดับ 6 ซึ่งเป็รองแม่ทัพซ่งเย่เพียงคนเดียว แต่ทว่าแค่ระดับ6 ก็สามารถต่อกรกับเอสเปอร์ทรงพลังหลายคนได้อย่างง่ายดาย
“โลกนี้แค่ระดับหนึ่งก็ทำให้ฉันแข็งแกร่งกว่าเด็กทั่วไป”ซูเวยพยักหน้าอย่างพอใจกับสภาพร่างกายที่เริ่มเข้าที่เข้าทางของตนเองซึ่งแตกต่างจากร่างกายของซูเวยคนเดิมอย่างเห็นได้ชัด
หลังจากนั้นซูเวยรีบวิ่งกลับบ้านเพราะเธอจะต้องไปเฝ้าบ้านให้ยายเนื่องจากวันนี้ยายจะไปทำธุรกรรมโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่หน่วยงานของรัฐในอำเภอจง และนำสมุนไพรตังกุยที่ตากแห้งรวมกับสมุนไพรอื่นไปขายด้วยดังนั้นวันนี้ซูเวยอยู่เฝ้าบ้าน จึงตั้งใจที่จะค้นคว้าและเรียนรู้ภาษาต่างประเทศให้มากที่สุดรวมทั้งการสืบค้นหาข้อมูลเพื่อทำธุรกิจสำหรับครอบครัวของยายและเธอต่อไป
“เวยเวยมาพอดีมาทานข้าวเร็ว” ยายเหลือบมองเห็นหลานสาววิ่งเข้ามาในบ้านพอดีจึงเรียกให้มาทานอาหารเช้าด้วยกันเพราะเธอมีภารกิจที่ต้องไปทำวันนี้หลายเื่
“ค่ะยายตอนเย็นยายไม่ต้องทำอาหารเย็นนะคะ หนูจะทำให้ทานเอง” ซูเวยขันอาสาทำอาหารเย็นให้ยายหลังจากที่เรียนรู้มาหลายมื้อแล้วและคิดว่าการทำอาหารเป็การเรียนรู้ที่ง่ายยิ่งกว่าง่ายสำหรับเธอแต่ทว่านิสัยเกียจคร้านของร่างเดิมและคนใหม่ยังมีส่วนคล้ายคลึงกันดังนั้นเธอจะเลือกทำเฉพาะเื่ที่อยากทำหรือสนใจใน่เวลาหนึ่งๆเท่านั้น
“โอ้โฮ! ยายมีวาสนาจะได้ทานอาหารฝีมือหลานด้วยหรือนี่?”เกาอิงอุทานอย่างไม่แน่ใจแต่เมื่อมองเห็นท่าทีจริงจังของหลานสาวแล้วทำให้เธอยอมวางใจเชื่อสักครั้ง
ทั้งสองคนทานอาหารเช้าด้วยกันอย่างมีความสุขเมื่อทานอาหารเสร็จแล้ว ซูเวยรับหน้าที่ล้างถ้วยชามเหมือนเดิม
ขณะที่เกาอิงกำลังจะเดินไปเอารถจักรยานยนต์ออกมาจากหลังบ้านนั้นพลันมีเสียงโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่ของเกาอิงดังขึ้น
เมื่อเกาอิงรับสายกลายเป็เสียงของลูกสาวตนเองที่พูดทักทายอย่างกังวลใจว่า“สวัสดีค่ะแม่ แม่สบายดีไหมคะ?”
“อิ่งเอ๋อร์แม่สบายดี มีอะไรหรือลูก?” หัวใจคนเป็แม่อย่างไรก็ย่อมใจอ่อนกับลูกเสมอดังนั้นเมื่อเกาอิงได้ยินเสียงลูกสาวทำให้เธอปล่อยวางเื่น้อยใจและถามไถ่ลูกด้วยความห่วงใยโดยตรง
จ้าวอิ่งอึกอักครู่หนึ่งเมื่อได้ยินคำถามจากแม่ตนเองเธอไม่แน่ใจว่าควรพูดอย่างไรดี พลันมีเสียงของสามีเธอพูดแทรกเข้าในโทรศัพท์โดยตรงว่า“บอกแม่คุณไปสิว่าพวกเรา้าให้มาอยู่ด้วยสักระยะหนึ่งให้เวยเวยมาเรียนที่นี่สักเทอมก็ได้แล้วค่อยโอนย้ายกลับคืนหรือจะอยู่ยาวก็ได้แต่ต้องช่วยทำงานบ้านให้เรียบร้อยแลกกับค่ากินอยู่”
คำพูดยาวเหยียดของหวังเจียวชินนั้นทำให้เกาอิงได้ยินชัดเจนและอึ้งตะลึงไปอย่างนึกไม่ถึงว่าลูกสาวโทรมาหาตนเองเพราะ้าใช้แรงงานไม่ใช่ความคิดถึงเหมือนอย่างที่เธอคิดถึงลูกสาวแต่อย่างใด
“มะไม่ใช่อย่างนั้นหรอกค่ะแม่ หนูคิดถึงแม่ก็เลยโทรมาค่ะ แค่นี้ก่อนนะคะ ปิ๊บ!”จ้าวอิ่งรีบพูดตัดบทวางสายไปทันทีก่อนที่จะเื่ราวจะวุ่นวายมากไปกว่านี้