“เฮ้อออ...... คงใกล้ถึงเวลาที่ผนึกจะคลายแล้วอย่างนั้นหรือนี่วันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วเหลือเกินเอาหละในเมื่อเจ้าเองก็คงรับรู้เรื่องราวต่าง ๆมาบ้างแล้วข้าก็ไม่ต้องปิดบังเจ้าอีกต่อไปเจดีย์ฟ้าสวรรค์นี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อฝึกฝนเหล่าจอมยุทธ์ของโลกนี้จริงๆ แล้วข้าเองก็ตามหาคนที่มีความสามารถมาตลอด เจ้าของเจดีย์ฟ้าสวรรค์คนก่อนนั้นมีทักษะยุทธ์ระดับพระเจ้า”
“ระดับพระเจ้าอย่างนั้นหรือท่านผู้อาวุโส”
“ใช่เจ้าฟังไม่ผิดระดับพระเจ้าเพียงแต่ว่าเขาต้องจากไปก่อนวัยอันควรเพราะพวกเขาต้องร่วมกันผนึกโลกใบนี้และหลบซ่อนโลกใบนี้ทั้งใบและยังกดพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดของโลกใบนี้เอาไว้โดยตลอดถึงแม้พวกเขาจะมีชีวิตที่ยืนยาวแต่การใช้พลังตลอดนับล้านปีก็คงต้องสิ้นสุดเข้าสักวันเจ้าของเดิมของเจดีย์นี้เลยส่งข้าออกมาเพื่อตามหารุ่นเยาว์ที่มีพรสวรรค์และมีความพร้อมที่จะเสียสละเพื่อมวลมนุษย์”
“แล้วท่านหาพบบ้างหรือไม่?”
“พูดง่าย แต่ทำนะมันยาก ข้าเดินทางหามาตลอดจนพวกมนุษย์ทั้งหลายที่ทราบเรื่อง ต่างพยายามครอบครองข้า โดยเฉพาะช่วงที่เริ่มต้นข้าถูกชาวยุทธ์ที่มีพลังฝีมือระดับพระเจ้าหลายคนเกือบจะจับได้แต่ข้าก็หลบหนีออกมาได้ทัน แต่ก็ต้องสูญเสียพลังงานจำนวนมาก จนทำให้ข้าหลับไปและรอให้พลังกลับคืนมาแต่ด้วยพลังฟ้าดินของโลกใบนี้ถูกผนึกทำให้ข้าต้องใช้ระยะพักฟื้นยาวนานจนมาพบกับเจ้านี่แหละ”
“เอาหละเรื่องอื่นค่อยคุยกันทีหลังข้าจะสอนเจ้าหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงก่อนให้เป็นส่วนหนึ่งของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ส่วนวิหารอื่น ๆ ก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกัน”
“อันดับแรกเจ้าต้องเข้าควบคุมเจดีย์ฟ้าสวรรค์โดยใช้จิตวิญญาณของเจ้าสื่อกับเจดีย์ฟ้าสวรรค์จากนั้นจึงใช้อำนาจของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ควบคุมและหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงเข้ามาภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์จากนั้น..................................อู่หวังฉีอธิบายวิธีการให้เฟิ่งหยูอย่างละเอียดตลอดระยะเวลาที่เฟิ่งหยูทำการหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงเข้ากับเจดีย์ฟ้าสวรรค์อู่หวังฉีจะคอยแนะนำเขาอยู่ตลอดเวลาอย่างใกล้ชิดจวบจนกระทั่วเวลาภายนอกผ่านไปถึงสิบสี่วันเฟิ่งหยูจึงสามารถหลอมรวมวิหารหงส์เพลิงให้เป็นส่วนหนึ่งของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ได้สำเร็จ”
ลำแสงโพยพุ่งออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูยืนดูอาณาบริเวณภายในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ขยายตัวออกไปอย่างต่อเนื่องมันขยายตัวออกไปอีกหนึ่งเท่าตัวเลยทีเดียว พลังงานฟ้าดินและพลังงานต้นกำเนิดหนาแน่นและเข้มข้นกว่าเดิมอีกหลายเท่าตัว
“ในที่สุดเจ้าก็สามารถเปิดชั้นที่สี่ของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ได้เอาหละเจ้าหนูออกมาได้แล้ว”อู่หวังฉีพลันเอ่ยขั้นมา
ลำแสงสีแดงเพลิงสว่างจ้าพุ่งออกมาจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์อย่างรวดเร็ว
“คารวะท่านผู้อาวุโสอู่หวังฉี ข้าน้อยเหยียนไท่ไม่ได้เจอกันนานเลยนะขอรับ”
ชายชราสวมชุดเกราะสีแดงเพลิง เขาคือดวงจิตหงส์เพลิงที่สามารถออกมาจากวิหารหงส์เพลิงและกลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง
“เอาหละ เอาหละ ไม่ต้องมากพิธีแล้วตอนนี้พวกเราต้องทำตามเจตนารมณ์ของเจ้าของเดิมของเจดีย์ฟ้าสวรรค์ให้สำเร็จดั่งความตั้งใจของเขา เจ้าเองก็ต้องช่วยในส่วนของเจ้าอยู่แล้ว”
“เอ๋ ทำไมข้าถึงได้กลิ่นอายของสายเลือดวิหกเพลิงแถวนี้หละท่านผู้อาวุโสอู่หวังฉี”
“คงเป็นกลิ่นอายของเสี่ยวเลี่ยงนะ สัตว์อสูรที่อาศัยอยู่ที่นี่ ตอนนี้เฟิ่งหยูให้ออกไปเปิดหูเปิดตาโลกภายนอกอยู่ไม่กี่วันคงกลับมาแล้วหละ”
“เช่นนี้เอง”
“ผู้อาวุโสข้าต้องขอตัวก่อน ตอนนี้ข้าคงต้องออกไปทำธุระบางอย่างก่อน”
เฟิ่งหยูอำลาผู้อาวุโสทั้งสองก่อนออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์ไป
ทางด้านอาณาจักรหงส์เพลิง..............
องค์ชายผิงอานและองค์ชายเหวินเทียนที่เดินทางด้วยค่ายกลมิติมาอาณาจักรหงส์เพลิงตามแผนการที่นัดแนะกันไว้ก่อนหน้า
“ทำไมเฟิ่งหยูถึงยังไม่กลับมาสักทีพรุ่งนี้ก็เป็นวันงานพิธีเคารพบรรพบุรุษแล้ว”
“เฟิ่งหยูคงติดธุระอยู่ที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ไม่ต้องห่วงยังไงเขาก็เป็นคนพูดเองพวกเราจัดเตรียมกองกำลังตามจุดที่คุยกันไว้ก่อนเถอะ เผื่อว่าเขามาช้า พวกเรายังคงสามารถดำเนินการตามแผนได้อยู่”
“อื่ม ก็จริงของท่านว่าแต่ตอนนี้กองกำลังของท่านเตรียมพร้อมกันหรือยัง”องค์ชายเหวินเทียนพูดด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ข้าได้จัดเตรียมกองกำลังไว้พร้อมแล้วและให้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ตามจุดต่าง ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านไม่ต้องกังวล”
“หากน้องสี่ของข้าคิดก่อกบฏจริงๆ พวกเราคงต้องรบกันตรงที่ราบตรงนี้”องค์ชายผิงอานขี้ไปตรงจุดหนึ่งบนแผนที่ ที่วางอยู่บนโต๊ะที่พวกเขายืนปรึกษากันอยู่
“งานพิธีจะเริ่มขึ้นในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้ เสร็จพิธีก็คงเลยเที่ยงหากว่าน้องสี่จะทำการกบฎก็คงต้องอาศัยช่วงเวลาที่พวกเราเข้าไปในสุสานบรรพชน”
“ช่วงนั้นข้าคงต้องอาศัยท่านควบคุมสั่งการกองทัพของข้าหากเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ เพราะตัวข้าและเหล่าราชวงศ์คงอยู่ภายในสุสานบรรพชนกันหมด “
“เรื่องนั้นท่านไม่ต้องห่วง หากมีเรื่องใดเกิดขึ้นหรือผิดสังเกตข้าจะควบคุมสถานการณ์ไว้ให้ท่านเอง”
ผิงอานกังวลเป็นอย่างมากหากไม่เกิดเรื่องขึ้นจริง ๆ ก็คงดีแต่หากมีการก่อการกบฏขึ้นจริง ๆในวันพรุ่งนี้จะเป็นวันที่เขาต้องทำศึกกับน้องชายของตนเองหาใช่ศัตรูจากที่อื่น...........
เช้าวันรุ่งขึ้น........
ขบวนเสด็จของกษัตริย์อาณาจักรหงส์เพลิงออกเดินทางไปยังสุสานบรรพชนอย่างยิ่งใหญ่เหล่าขุนนางน้อยใหญ่และเหล่าราชวงศ์ต่างเดินทางมุ่งตรงไปยังสุสานบรรพชนอย่างไม่ขาดสายเมื่อเหล่าองค์ชายและขุนนางพร้อมทางราชวงศ์หงส์เพลิงมากันครบถ้วน
พวกเขาเดินเข้าไปในสุสานบรรพชนอย่างพร้อมเพียงเพื่อทำการสักการะบรรพบุรุษ
ในระหว่างที่องค์กษัตริย์แห่งอาณาจักรหงส์เพลิงทำการทำพิธีสักการะบรรพบุรุษอยู่ในสุสานบรรพชนผ่านไปราวๆหนึ่งชั่วยามนั้น
ทางด้านนอกพลันเกิดความวุ่นวายกองกำลังของตระกูลตงและกองกำลังขององค์ชายสี่ก็เริ่มเคลื่อนไหวในทันที
“ รายงาน องค์ชายเหวินเทียน กองกำลังขององค์ชายสี่ และตระกูลตงเริ่มเคลื่อนไหวแล้วพะยะค่ะ”
“พวกมันมีกำลังพลมากน้อยเท่าไหร่”
“กองกำลังของตระกูลตงและตระกูลที่เข้าร่วมกับพวกเขามีประมาณสามล้านคนเริ่มปิดล้อมเมืองหงส์เพลิงแล้ว ทหารรักษาเมืองกำลังตรึงกำลังเอาไว้อยู่ยังไม่ได้เกิดการสู้รบขึ้น ส่วนกองกำลังขององค์ชายสี่ กำลังมุ่งตรงมาทางนี้กำลังพลน่าจะอยู่ที่สองล้านห้าแสนคนพะยะค่ะ”
“อื่มเป็นศึกใหญ่ไม่ใช่น้อยเลยนะ กองกำลังของทางฝ่ายเราที่จัดเตรียมไว้ที่นี่มีน้อยกว่ากำลังพลของตระกูลตง แต่ก็ไม่น่าห่วงเท่าไหร่นักเพราะทางตระกูลตงคงยังไม่ยอมเคลื่อนไหวบุกชิงเมืองก่อนเป็นแน่คงรอผลการรบที่อยู่ทางด้านนี้มากกว่า”
“ส่วนกำลังพลของเราทางด้านนี้มีจำนวนน้อยกว่าเพียงเล็กน้อยแต่ทหารแต่ละคนองค์ชายผิงอานต่างฝึกฝนมาอย่างดี คงต้านพวกมันได้ตอนนี้ก็อยู่ที่กลยุทธ์ของใครจะเหนือกว่ากันเท่านั้น”องค์ชายเหวินเทียนคิดวิเคราะห์ตามหลักและเหตุผลที่เขาเคยได้ศึกษามา
“หากเฟิ่งหยูมาทันก็คงจะดี”
“เอาหละพวกเจ้าแจ้งไปยังกองกำลังหน่วยต่าง ๆ ให้หลบซ่อนตัวให้ดี อย่าให้จับได้ปล่อยให้พวกเขามารวมพลในจุดที่องค์ชายผิงอานกำหนดไว้ แล้วเราค่อยล้อมกรอบพวกมันอย่ากระทำการใดก่อนที่จะได้รับคำสั่งเด็ดขาด” องค์ชายเหวินเทียนสั่งการอย่างรวดเร็ว
ทางด้านของเฟิ่งหยู............
หลังจากออกจากเจดีย์ฟ้าสวรรค์เฟิ่งหยูจึงส่งจิตสัมผัสเรียกเสี่ยวเลี่ยงกลับมาแต่ผ่านไปนานเสี่ยวเลี่ยงก็ยังไม่ยอมกลับมาเฟิ่งหยูเป็นห่วงเสี่ยวเลี่ยงเป็นอย่างมาก เขาจึงออกตามหาไปทั่วทั้งภูเขาหงส์เพลิงแต่ก็ไร้วี่แวว เพราะเขาแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาล
จวบจนรุ่งเช้า เสี่ยวเลี่ยงบินกลับมากพร้อมกับวิหกอีกตัวหนึ่ง ทั้งคู่ต่างมีอาการบาดเจ็บโดยเฉพาะวิหคตัวที่บินมากับเสี่ยวเลี่ยงมันบาดเจ็บจนเลือดท่วมตัวและไหลหยดเป็นทางตลอดที่บินมา
เฟิ่งหยูจึงรีบนำทั้งสองเข้าไปในเจดีย์ฟ้าสวรรค์ในทันทีเมื่ออู่หวังฉีและ เหยียนไท่เห็นดังนั้น จึงรีบมาช่วยรักษาให้วิหคตัวนั้นโดยทันทีโชคดีที่อู่หวังฉีได้เตรียมโอสถสำหรับสัตว์อสูรไว้ก่อนหน้าจึงทำให้อาการบาดเจ็บของเสี่ยวเลี่ยงและ วิหคอีกตัวหนึ่งหายในระยะเวลาไม่นาน
“เฟิ่งหยูพิจารณาดูวิหคตัวที่ผู้อาวุโสทั้งสองช่วยชีวิตมันไว้ด้วยความสงสัย”
“ท่านผู้อาวุโส ทำไมวิหคตัวนี้มันแปลก ๆทำไมข้าถึงได้รู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายเดียวกันกับท่านผู้อาวุโสเหยียนไท่”เฟิ่งหยูเอ่ยออกมา
เหยียนไท่คิ้วขมวดพวกเขามัวแต่ยุ่งอยู่กับการรักษาจนไม่ได้สังเกตอย่างละเอียดถี่ด้วน
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าๆๆๆๆๆ” กลับเป็นอู่หวังฉีหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“เหยียนไท่ นี่มันลูกหลานของเจ้าไม่ใช่หรือถึงแม้สายเลือดของมันจะไม่เข้มข้น แต่ข้าก็สัมผัสมันได้”
เหยียนไท่รีบตรวจสอบทันที พร้อมกับร้องเสียงหลงออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ใช่ ใช่จริง ๆ ท่านผู้อาวุโสเป็นสายเลือดของข้า ไม่น่าเชื่อว่าจะยังคงหลงเหลืออยู่”
เหยียนไท่ไม่รอช้ารีบนำเลือดหยดหนึ่งของเขาดีดใส่หน้าผากของวิหคตัวนั้นทันทีเพียงไม่นานวิหคตัวนั้นพลันเกิดคลื่นพลังแผ่กระจายออกไปทั่ว มันสยายปีกสองข้างออกตัวของมันขยายใหญ่จนมีขนาดเกือบ สิบศอก (ห้าเมตร)ทั่วร่างเปล่งประกายโอบล้อมไปด้วยเปลวเพลิง จุดสีขาวสามจุดตรงกลางหน้าผากเป็นได้อย่างเด่นชัด
สายเลือดของมันถูกกระตุ้นโดยเหยียนไท่ทำให้มันกลายเป็นหงส์เพลิงสายเลือดบริสุทธิ์ในทันที หงส์เพลิงตัวนั้นกระพือปีก โผบินไปรอบ ๆต้นพฤกษาโลกาพร้อมดูดซับพลังฟ้าดินและพลังต้นกำเนิดเข้าไปภายในตัวของมันอย่างรวดเร็ว
“ท่านผู้อาวุโสมันคือ หงส์เพลิงอย่างนั้นหรือ?”
“ก่อนหน้ามันคือวิหคตัวหนึ่งที่มีสายเลือดของหงส์เพลิงอยู่ภายในกายแต่ตอนนี้เหยียนไท่ ได้ปลุกสายเลือดของหงส์เพลิงภายในตัวของมันขึ้นมาแล้วและใช้เลือดบริสุทธิ์ของเหยียนไท่เองชำระล้างทำให้สายเลือดของหงส์เพลิงภายในกายของมันบริสุทธิ์ตอนนี้มันจึงกลายเป็นหงส์เพลิงที่มีสายเลือดบริสุทธิ์อย่างแท้จริง หรือเรียกง่ายๆ ว่าตอนนี้มันกลายเป็นหงส์เพลิงไปแล้ว “อู่หวังฉี อธิบายให้เฟิ่งหยูเข้าใจ
ทางด้านอาณาจักรหงส์เพลิง
หลังจากที่กษัตริย์ผิงลู่ได้ทำการสักการะบรรพบุรุษเสร็จเรียบร้อยแล้วจึงได้นำพาเหล่าขุนนางและเหล่าราชวงศ์หงส์เพลิงออกจากสุสานบรรพบุรุษเมื่อเดินออกมาได้ไม่นานก็ได้มีนายทหารวิ่งมาแจ้งข่าวให้ทราบ
“รายงานฝ่าบาท ตอนนี้มีกองกำลังยกพลมาปิดล้อมทั่วบริเวณแล้วพะยะค่ะ”
องค์กษัตริย์ได้ยินดังนั้นจึงรีบหันไปมองทางผิงอาน และมองไปยังองค์ชายสี่แต่กลับมองหาองค์ชายสี่ไม่เจอ ไม่รู้ว่าเขาหายไปตอนไหน
“ตงหลี่คัง ไปไหน” กษัตริย์ผิงลู่เอยถามด้วยเสียงอันดัง
ทุกคนต่างหันไปมองหาตงหลี่คังแต่กับไม่พบแม้แต่เงาแม้แต่พี่น้องของเขาก็พลันหายไปกันหมด
“เสด็จพ่อ ตงหลี่คัง และน้องของเขาออกไปตั้งแต่พิธีการเริ่มไปประมาณหนึ่งชั่วยามได้”
“ไปเถอะออกไปดูข้างนอกกันก่อนเถอะ”
เมื่อองค์กษัตริย์นำทุกคนออกมาด้านนอกสุสานบรรพบุรุษพลันสายตาของทุกคนต้องเบิกกว้างกองทหารนับล้านคนตั้งกองกำลังประจันหน้ากันอยู่เบื้องหน้า เมื่อมองไกลออกไปกษัตริย์ผิงลู่และเหล่าราชวงศ์ต่างมองเห็นองค์ชายสี่ พร้อมด้วยพี่น้องยืนอยู่หลังแนวรบของฝ่าย
“องค์ชายสี่ก่อกบฏ เสียงเหล่าขุนนางพลันดังขึ้น”
หลายคนเริ่มตั้งสติไม่อยู่ บางคนถึงกลับหวาดกลัวจนเป็นลมล้มพับไปก็มีส่วนทางราชวงศ์ก็ไม่ต่างกันกับพวกขุนนางเท่าไหร่นักมีเพียง กษัตริย์ผิงลู่ และองค์ชายผิงอานเท่านั้นที่ยังคงมีสติครบถ้วนและยังคงไม่มีท่าทีหวั่นเกรงใดๆ